Thairath Logo
กีฬา

เรื่องหมูๆ...ที่ไม่หมู ในปีหมู

Share :

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่าน “ไทยรัฐ” ขอให้ทุกท่านแฮปปี้สุขสันต์ทุกวันคืนตลอดปีเทอญ

สำหรับปีนี้ 2562 ตรงกับปีนักษัตร “ปีกุน” หรือ “ปีหมู”

แต่ดูเหมือนว่าในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะแวดวงเศรษฐกิจในปีนี้ ส่อแววว่าจะไม่ “หมู” สมชื่อกับปี แม้ว่าหลายเรื่องดูแล้วน่าจะ “หวานหมู” เล่นไม่ยาก ทำนองง่ายๆเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก!!

แต่ไปๆมาๆ เรื่องที่ว่า “หมูๆ” กลับกลายเป็น “หมูเขี้ยวตัน”

และต่อไปนี้คือตัวอย่าง 8 เหตุการณ์ 8 เรื่องราวที่แบเบอร์ได้เลยว่า...

“เรื่องหมูๆ...ที่ไม่หมู”

หืดขึ้นคอ “ขึ้นดอกเบี้ย”

เป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา สำหรับทิศทาง “อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น” ในประเทศไทย หลังจากที่ “ทิศทางดอกเบี้ยโลก” เป็นขาขึ้นมาแล้วระยะหนึ่ง เพราะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ถอนมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน และขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาต่อเนื่อง

ส่งผลให้ธนาคารกลางจำนวนหนึ่งในหลายทวีปทั่วโลกตัดสินใจขยับ “ขึ้นดอกเบี้ย” ตาม โดยเฉพาะธนาคารกลางหลักๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแล้วแทบทุกประเทศ

ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พยายามส่งสัญญาณลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบรัวๆต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้ฤกษ์ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพราะมีแรงต้านสารพัด

แต่ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ปีที่แล้ว ก็ไม่อาจจะฝืนกระแสโลก จึงมีมติไม่เอกฉันท์ 5 ต่อ 2 เสียง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จาก 1.5% เป็น 1.75%

จบสถิติการคงดอกเบี้ย 28 ครั้งต่อเนื่อง และเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 7 ปี 4 เดือน

สำหรับปี 2562 ต้องจับตานโยบาย “อัตราดอกเบี้ย” จะมีการขยับขึ้นอีกหรือไม่

เพราะปีนี้เป็นปีแห่งการเลือกตั้ง คำว่า “ดอกเบี้ยขาขึ้น” น่าจะเป็นคำ “แสลงหู” ของรัฐบาลใหม่

จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ กนง.จะขยับ “ขึ้นดอกเบี้ย” ในปีหมู!!!

ดองเค็ม “ภาษีความเค็ม”

ปีที่ผ่านมามีข่าวที่ชวนให้คนไทยต้องอึดอัดหาวเรอ นั่นคือข่าวว่ากรมสรรพสามิตเตรียมจะจัดเก็บภาษีความเค็มจากอาหาร

โดยข่าวนี้มีขึ้นหลังจาก นายพชร อนันตศิลป์ ขึ้นนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตได้ไม่ถึงเดือนเศษ ก็ให้สัมภาษณ์สื่อว่า จะเสนอให้กระทรวงการคลังเก็บภาษีความเค็ม หลังจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สรรพสามิต พ.ศ.2560 กำหนดให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีความหวานเรียบร้อยแล้ว

โดยจะเริ่มเก็บจริงในส่วนของภาษีความหวาน ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2562

อย่างไรก็ดี ไอเดียที่จะเก็บภาษีความเค็ม ดูจะไม่หวานหมู เหมือนเรื่องเก็บภาษีความหวาน

เพราะแค่ปล่อยข่าวออกมา โดยเรื่องยังไม่ทันจะส่งถือมือกระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็สั่งแตะเบรกกรมสรรพสามิตให้หยุดคิดที่จะเก็บภาษีความเค็มเอาไว้ก่อน

จึงทำให้ภาษีความเค็มถูก “ดองเค็ม” ในที่สุด!!

5 จีไม่ง่ายอย่างที่คิด

ช่วงนี้ใครๆก็พูดถึง 5 จี ไม่ว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจาย เสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงค่ายมือถือ 3 ค่าย ทั้งเอไอเอส, ทรูมูฟ และ ดีแทค ต่างก็โหมโรงเรื่อง 5 จี

ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วยังไม่มีประเทศใดในโลกที่ให้บริการ 5 จีในเชิงพาณิชย์ เพียงแต่อยู่ในขั้นทดลอง

แถมคลื่นความถี่ที่จะนำมาให้บริการ และทดสอบอุปกรณ์ 5 จี ก็ยังเคลียร์ไม่ลงตัว

หากประเทศไทยใช้คลื่นที่ทั่วโลกไม่ใช้ การผลิตอุปกรณ์ก็ต้องผลิตให้ไทยรายเดียว ราคาก็จะแพง ต้นทุนการให้บริการก็ต้องสูง ฉะนั้นประเทศไทยควรใช้คลื่นเดียวกันทั่วโลก เพื่อให้ต้นทุนค่าอุปกรณ์ถูกลง และค่าบริการจะถูกลง

อย่างไรก็ตาม สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ได้กำหนดให้คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ เป็นคลื่นสำหรับ 5 จี แต่ปัจจุบันคลื่นดังกล่าวยังอยู่ในการครอบครองของผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล

ถึงแม้จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเรียกคืนคลื่นความถี่ดังกล่าว แล้วนำมาประมูลเพื่อเปิดบริการ 5 จีก็ตามโดยมีเป้าหมายจะนำมาเปิดประมูลในไตรมาส 3 ของปี 2562 แต่การเรียกคืนคลื่น รวมถึงการนำมาประมูลนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเรียกคืนกันง่ายๆคงดำเนินการเรียกคืนกันมานานแล้ว

นั่นเป็นเพราะว่า คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ เกี่ยวข้องกับทีวีดิจิทัล 26 ช่อง ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโครงข่ายทีวีดิจิทัลอีก 4 ราย การเจรจาตกลงเพื่อจ่ายเงินชดเชยให้เจ้าของคลื่น และโครงข่ายทีวีดิจิทัล

ที่สำคัญหากไปลองถามบรรดาค่ายมือถือ ซึ่งต้องเป็นคนลงทุนเครือข่าย ท่าทีของแต่ละรายเป็นไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะบริการ 5 จี ซึ่งทำความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 10 Gpbs นั้น ไม่ใช่บริการที่เน้นตลาดลูกค้าผู้บริโภคทั่วไปเหมือน 4 จี (ทำความเร็วในระดับ 100Mbps) แต่พุ่งเป้าไปที่ลูกค้าภาคธุรกิจ หากไม่มีความต้องการใช้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังปรับตัวรับไม่ทัน การให้บริการเชิงพาณิชย์ก็คงเกิดขึ้นได้ยาก

5 จีในวินาทีนี้ จึงไม่ใช่เรื่องหมูๆ ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมใด!!

ทีวีดิจิทัล “หมูเขี้ยวตัน”

กสทช.ได้เปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลไปเมื่อปลายปี 2556 จนย่างเข้าสู่ปีหมู 2562 หรือขวบปีที่ 6 ของการดำเนินธุรกิจ หลับตาก็รู้ว่าผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกวันนี้ก็ยังหืดจับกันทั่วหน้า

วิบากกรรมของเหล่าทีวีดิจิทัลคงไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งสาธยายฉายซ้ำ เพราะนับตั้งแต่ “เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล” นางพันธุ์ทิพา ศกุนต์ไชย ตัดสินใจปล่อยจอดำ 2 ช่องทีวีที่เคาะชนะประมูลมากับมือ หลังออกอากาศไปเพียง 1 ปีเศษ วงการทีวีดิจิทัลก็ฝุ่นตลบ

ฝุ่นตลบตั้งแต่การวิ่งหาเม็ดเงินโฆษณา ซึ่งแม้สื่อทีวีจะยังคงดูดเงินโฆษณาได้เป็นสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับสื่ออื่น ปีละกว่า 70,000 ล้านบาท แต่เมื่อเค้กถูกแบ่งจาก 6 ช่อง เป็น 24 ช่อง ส่วนแบ่งย่อมต้องน้อยลง ตลอดจนการเผชิญหน้ากับความท้าทายจากสื่อใหม่ๆ ทั้งสื่อออนไลน์และทีวีบนแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่างยูทูบ เฟซบุ๊ก หรือไลน์ทีวี ที่จ้องทึ้งงบโฆษณาตาเป็นมัน

ดังนั้น แม้ว่าภาครัฐจะออกมาตรการช่วยเหลือมาร้อยแปดพันเก้า ตั้งแต่ช่วยเหลือค่าเช่าใช้โครงข่าย MUX การยืดอายุการชำระค่าประมูล ซึ่งมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท เหลือค้างชำระอยู่ราว 15,000 ล้านบาท ออกไปก่อน

แต่ก็ดูเหมือนไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก 4-5 ช่องหลักที่พอจะโผล่พ้นน้ำ ทำกำไรได้ ที่เหลือยังจมอยู่ในสภาพขาดทุน ขาดสภาพคล่อง ต้องขายกิจการกลายเป็นช่องทีวีช็อปปิ้ง หรือต้องปรับลดพนักงานหลายระลอก

ล่าสุด จึงมีข้อเสนอให้นำคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นของทีวีดิจิทัลออกมาประมูลเพื่อนำไปให้บริการ 5 จี แล้วนำเงินที่ประมูลได้ไปจ่ายค่าประมูลที่เหลือค้างจ่าย 15,000 ล้านบาท แทนทุกช่อง รวมทั้งจ่ายค่า MUX ตลอดอายุใบอนุญาตที่เหลือ แต่คลื่นที่ทีวีดิจิทัลให้บริการอยู่จะถูกขยับไปลงตรงไหน ค่ายมือถือจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ และการช่วยเหลือครั้งสุดท้ายแบบสุดซอย จะการันตีความอยู่รอดของทีวีดิจิทัลได้กี่ช่อง

มองอย่างไรก็ยังไม่หมู!!

ฝันกลางแดด “รถยนต์ไฟฟ้า”

แม้ว่า 2–3 ปีที่ผ่านมากระแสตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะมาแรงในทั่วโลกซึ่งรวมทั้งบ้านเรา เนื่องจากความตื่นตัวในเรื่องมลพิษและการประหยัดพลังงาน

แถมรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็สนับสนุนอย่างเต็มที่

แต่ดูเหมือนว่าในโลกแห่งความเป็นจริงก็ดูเหมือนการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าออกมาในเชิงพาณิชย์ในบ้านเรา ดูจะไม่หวานหมูอย่างที่หลายๆคนวาดฝัน

เพราะรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีประสิทธิภาพไม่แพ้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันนั้น ราคาไม่ถูกอย่างที่มีการคุยฟุ้งทางโซเชียล ราคาสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ขณะที่แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าก็มีราคาสูงมาก ไม่ต่ำกว่าลูกละ 100,000 บาท ทั้งยังมีอายุงานจำกัดเพียง 10 ปี

ขณะที่สถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายังมีน้อยมาก

สรุปแล้วเรื่องการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐจึงกลายเป็นช่องทางให้บรรดารถประเภทปลั๊กอินไฮบริด (รถยนต์ลูกผสมที่ใช้ได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า แต่ยังสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าได้) ได้ตีตั๋วเด็กในการเสียภาษีต่ำ ทำให้ราคารถถูกลง!!

“เทอร์มินัล 2” สุวรรณภูมิสะดุด

ในปีที่ผ่านมาได้เป็นประเด็นกันอย่างยาวนาน สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่า 42,000 ล้านบาท ทั้งที่ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาความแออัดในสนามบินที่ล่าช้ามานาน

โดยปมความวุ่นวายเกิดขึ้นหลังจากที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ประกาศให้ผู้ชนะการคัดเลือกออกแบบอาคารผู้โดยสารให้อันดับ 1 แพ้อันดับ 2 เพราะติดปัญหาเรื่องเอกสารทำให้กลุ่มนิติบุคคลที่มีนายดวงฤทธิ์ บุนนาค เป็นผู้ชนะการออกแบบทั้งที่ไม่ใช่เป็นผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด

เรื่องนี้ร้อนถึงบรรดาองค์กรวิชาชีพด้านสถาปนิกและวิศวกร รวมถึงสมาคมสถาปนิกสยาม ต้องแตะมือออกมารุมขย่มตีโครงการออกแบบให้ล้มลง ระบุความไม่เหมาะสมของแบบ ทั้งเรื่องการลอกเลียนแบบจากสนามบินญี่ปุ่น หรือการใช้วัสดุไม้ตกแต่งซึ่งอาจเกิดความไม่ปลอดภัยภายในสนามบิน

แต่ ทอท.ก็ชี้แจงเคลียร์ทุกข้อกล่าวหา ต่อมากลุ่มวิศวกรได้ออกมาตีประเด็นใหม่ว่า การสร้างอาคารหลังนี้ไม่สอดคล้องกับมาสเตอร์แพลนของ ทอท. รวมถึงทำหนังสือถึง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ให้ทบทวนเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน จน “บิ๊กตู่” ต้องสั่งการให้ ทอท.ตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงเนื้องานด้านกฎหมาย

ทำให้โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 ยังเลื่อนคลอดไม่มีกำหนด

นับเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ทั้งที่โครงการนี้เป็นเงิน ทอท. สร้างบนเนื้อที่ ทอท. แต่ถูกพลังดราม่าตีตกหัวทิ่ม

กลายเป็นอีกเรื่องที่ดูเหมือนจะหมูๆ แต่ไม่หมู!!

โรงแรม ปตท. “ฝันสลายที่แท้ทรู”

หลังจากประสบความสำเร็จในการผุดร้านกาแฟ “อเมซอน” ในปั๊มน้ำมัน ปตท. ทางผู้บริหารของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ก็เกิดไอเดียที่จะสร้างโรงแรมในปั๊ม น้ำมัน

แต่งานนี้ไม่ “หมูตู้” เพราะคิดมากว่า 2 ปี จนปีใหม่นี้ก็ย่างเป็นปีที่ 3 ของไอเดียนี้ แต่เรื่องการสร้างโรงแรมในปั๊มน้ำมันก็ยังไปไม่ถึงไหน เพราะมีปัญหาสารพัด

ทำให้มีแนวโน้มว่าโครงการนี้อาจจะต้องแท้ง จนต้องพับโครงการ หรือหากจะเกิดขึ้นได้ตามฝัน ก็อาจต้องเปลี่ยนรูปแบบให้ภายใต้นโยบายใหม่ว่าปั๊ม ปตท.แห่งใดพร้อมจะทำก็ลงทุนทำเอง ก็สามารถเดินหน้าลุยทำเอง

โดยทาง ปตท.เริ่มยอมรับว่า การลงทุนธุรกิจโรงแรมในปั๊ม ไม่ใช่ธุรกิจเป้าหมายในอนาคตของ ปตท.เหมือนธุรกิจผลิตไฟฟ้า หรือสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องการทำให้เป็นเพียงธุรกิจเสริมให้ครบวงจร ต่อยอดจากร้านมินิมาร์ท ร้านกาแฟอเมซอน ธุรกิจคาร์แคร์ ฯลฯ ดังนั้น ถ้ามีความพร้อมก็จะลงทุน ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ลงทุน

สำหรับไอเดียการผุดโรงแรมในปั๊มน้ำมันนั้น เดิม ปตท.กำหนดขอบเขตการลงทุนในรูปแบบให้มีที่พักกึ่งๆโรงแรมเน้นลูกค้าเป็นสิงห์รถบรรทุก เซลส์ขายของที่เดินทางบ่อยๆ ให้เข้าพักหากเกิดอาการง่วงจัดขับรถยนต์ต่อไปไม่ไหวจริงๆ เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุ แบบโรงแรมแคปซูลของญี่ปุ่นที่มีเพียงที่พักและห้องน้ำ ไม่ได้ต้องการลงทุนให้เป็นกิจการใหญ่โต แต่สุดท้ายไอเดียแตกหน่อกลายเป็นจะสร้างโรงแรมใหญ่ ทำให้โครงการไปไม่ถึงไหน

ดังนั้น ในปี 2562 ต้องมาลุ้นอีกครั้งว่า ไอเดียปุกโรงแรมในปั๊ม ปตท.จะยังไปต่อได้หรือไม่!!

“คิวอาร์โค้ด” ไม่ฉลุย

เมื่อปีที่แล้วหลายธนาคารบ้านเราได้มีการเปิดตัวระบบการชำระเงินแบบใหม่ผ่านระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) “สแกนปุ๊บ จ่ายปั๊บ” เพื่ออำนวยสะดวกในการชำระเงินซื้อขายสินค้า และบริการ ปูทางให้ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ตามนโยบายของรัฐบาล

ช่วงแรกของการเปิดตัวระบบการชำระเงินด้วย “QR Code” ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้เปิดศึกแข่งขันดุเดือด ใส่ไม่อั้นทั้ง ลด แลก แจก แถม เริ่มจาก ธนาคารกสิกรไทยแข่งกับธนาคารไทยพาณิชย์ ชิงร้านค้ารายย่อย ปูพรมเปิดบัญชีเงินฝาก พร้อมกับ QR Code ให้กับบรรดาร้านค้าในตลาด จนถึงร้านค้าในตรอกซอกซอยต่างๆ

ธนาคารกรุงเทพ ไม่น้อยหน้าจับลูกค้าตลาดระดับกลาง บวกกับห้างร้านรายใหญ่ พร้อมกับปูพรมติดตั้ง และอัปเกรดเครื่องรูดบัตรอีดีซี (Electronic Data Capture) รับชำระเงินผ่าน QR Code ส่วนธนาคารกรุงไทย ยังมุ่งมั่น จับลูกค้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ เพื่อรักษาฐานเดิมเป็นที่มั่น พร้อมตีกับธนาคารพาณิชย์คู่แข่งแย่งลูกค้า

เรียกได้ว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ต่างจัดเต็ม ทุ่มเงินแบบไม่อั้น เพื่อแย่งชิงฐานลูกค้า

แต่สุดท้ายระบบการชำระเงินด้วย “QR Code” ก็ต้องสะดุดกึก ผู้บริโภคไม่นิยมชำระเงินผ่านระบบนี้ ขณะที่ร้านค้าก็ไม่มั่นใจว่าเมื่อลูกค้าสแกนปุ๊บเงินเข้าบัญชีหรือไม่ จนเกิดขบวนการตรวจสอบมากมายตามมา

สำหรับปีนี้บรรดาธนาคารพาณิชย์ต้องพลิกกระบวนท่าให้ทั้งลูกค้าและร้านค้ามีความมั่นใจในการชำระเงินผ่าน QR Code มากขึ้น

หากทำไม่ได้ ก็เป็นอันจบข่าว!!!

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...
อัตราดอกเบี้ยภาษี5 จีทีวีดิจิทัลสกู๊ปเศรษฐกิจข่าวทั่วไป