วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มือปราบเชื้อโรค!! ศ.นพ.อนุชา อภิสารธนรักษ์ หมอไทยคนแรกคว้าแพทย์ดีเด่นระดับโลก

มือปราบเชื้อโรค!! ศ.นพ.อนุชา อภิสารธนรักษ์ หมอไทยคนแรกคว้าแพทย์ดีเด่นระดับโลก

  • Share:

“ถ้าเราทำงานไปโดยไม่ได้คาดหวังอะไร เราจะได้ ต้องทำไปเรื่อยๆ ไม่คาดหวัง ขอให้เรามุ่งที่ความสุขความชอบ และทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อคนอื่น งานนั้นก็จะประสบความสำเร็จ” นี่คือความลับสวรรค์ที่ “คุณหมอเป้อ-ศ.นพ.อนุชา อภิสารธนรักษ์” หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ค้นพบโดยบังเอิญ หลังจากก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความมุ่งมั่นตลอดเวลาหลายปี กระทั่งความสำเร็จมาเคาะประตูบ้าน ได้เป็นแพทย์เอเชียคนแรกที่คว้ารางวัลเกียรติยศ ระดับโลก “อายุรแพทย์ดีเด่นด้านวิชาการ” SHEA Mid-Career Scholarship Award ประจำปี 2018 จากสมาคมควบคุมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา

“สำหรับผมแล้ว เป้าหมายสำคัญที่สุดของชีวิตคือ “ความสุข” ส่วนความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จะมาจาก “การให้” โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ยิ่งให้โดยไม่หวังได้มากเท่าไหร่ ความสำเร็จจะยิ่งใหญ่ขึ้นอีก นี่เป็นความลับสวรรค์และเป็นสัจธรรมที่ทำได้ยาก เราจึงไม่ค่อยเห็นคนทั่วไปประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก แต่ผมโชคดีที่เจอความลับสวรรค์นี้โดยบังเอิญ 2–3 ครั้ง จนเปลี่ยนมุมมองความคิดจากที่เคยทำงานมุ่งแต่ความสำเร็จ กลายมาเป็นทำงานด้วยใจให้ดีที่สุด โดยยึดเป้าหมาย “การให้” เป็นหลัก คือทำงานให้มีความสุข สนุกกับงาน ทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้คาดหวังอะไรจากงาน แต่ต้องทำไม่หยุด และทำเพื่อประโยชน์แก่วงการแพทย์ จะทำให้เราทำงานได้เรื่อยๆโดยไม่ได้คิดว่าเป็นงานที่ต้องทำด้วยซ้ำ”...คุณหมอเป้อบอกเล่าถึงความลับของความสำเร็จที่ผลักดันให้ได้ไปยืนอยู่บนเวทีระดับโลก ทั้งๆที่อายุเพียง 49 ปี สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติและวงการแพทย์เมืองไทยอย่างน่าภาคภูมิใจ

งานวิจัยของคุณหมอมีความโดดเด่นด้านใดเป็นพิเศษ จึงเข้าตากรรมการ

ผมเน้นศึกษาเรื่องการป้องกันเชื้อดื้อยา การสอบสวนการระบาด และการควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยตลอดเวลา 15 ปีที่ทำงานวิจัยด้านนี้ ผมได้ไปให้ความรู้แก่สถานพยาบาลต่างๆมาแล้วทั่วประเทศ และได้รับเชิญให้ไปบรรยายในต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ ก่อนหน้านี้ผมยังนำความรู้จากการวิจัยการควบคุมโรคติดเชื้อไปใช้ป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในโรงเรียนอนุบาล ซึ่งนำไปสู่การลดอุบัติการณ์การติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่, โรคมือเท้าปากเปื่อย และโรคท้องเสียในโรงเรียน ผลงานครั้งนั้นทำให้ได้รับรางวัลนานาชาติ “วิลเลียม จาร์วิส อวอร์ด 2010” ทั้งๆที่จุดเริ่มต้นจริงๆมาจากการทำเอกสาร เผยแพร่ให้โรงเรียนของลูก ไม่ได้คาดหวังรางวัลอะไรใหญ่โตเลย

ทำไมคุณหมอถึงสนใจเลือกสาขาโรคติดเชื้อ ซึ่งดูเหมือนจะอันตราย และไม่ทำเงิน

ผมเรียนจบแพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ จากโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นไปฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และย้ายไปศึกษาต่อสาขาโรคติดเชื้อและการควบคุมโรคติดเชื้อ ที่วอชิงตัน ยูนิเวอร์ซิตี้ สกูล ออฟ เมดิซีน ใช้เวลา ประมาณ 7 ปี แล้วกลับมาเป็นอาจารย์ต่อที่สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำงานที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนถึงปัจจุบัน เพราะอยากมาสร้างงานที่นี่ ผมเข้ามาทำตั้งแต่มีแค่ 200 เตียง จนปัจจุบันขยายเป็น 700 เตียง และมีแพทย์เกือบครบทุกสาขา งานโรคติดเชื้อเป็นงานที่มีประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศ แต่ในอดีตไม่มีใครสนใจเรื่องนี้ ไม่มีใครชอบ แต่ที่ผมเลือกเรียนสาขาโรคติดเชื้อ เพราะเป็นสาขาหนึ่งที่ขาดแคลน คนส่วนใหญ่จะเลือกเรียนสาขาที่ได้เงินเดือนเยอะ ซึ่งไม่ใช่นิสัยผม เพราะผมออกแนวสมถะและชอบลุย

สถานการณ์ป้องกันโรคติดเชื้อในเมืองไทยพัฒนาดีขึ้น หรือเลวร้ายลงอย่างไร

เดิมทีเดียววงการแพทย์ไทยให้ความสนใจกับเรื่องการรักษามากกว่า แต่หลังจากเกิดโรคซาร์สและไข้หวัดนกระบาด ทางสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) จึงเน้นว่าเรื่องการป้องกันโรคติดเชื้อสำคัญมาก โรงพยาบาลโดนบังคับว่าต้องมีการควบคุมมาตรฐานคุณภาพของสถานพยาบาลอย่างจริงจัง ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนของไทยจะอิงมาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา แต่โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้ตามสแตนดาร์ดนั้น เพราะรับภาระหนัก ต้องรองรับคนไข้จำนวนมาก

ในบรรดาโรคติดเชื้อ ตัวไหนระบาดหนักในสถานพยาบาล

เชื้อโรคที่พบทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ คือ แบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อรา และปรสิต แต่ละประเภทก็มีเป็นหลายหมื่นชนิด โดย “แบคทีเรีย” เป็นเชื้อโรคที่แพร่กระจายมากที่สุดในโรงพยาบาล เนื่องจากติดต่อกันผ่านมือของมนุษย์ที่สัมผัสผู้ติดเชื้อ หรือพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เชื้อโรคยังลอยอยู่ในอากาศแฝงตัวไปกับฝุ่นละออง หรือของเหลวที่กระเซ็นออกจากปาก หรือจมูกของมนุษย์ขณะไอและจาม ในงานบริการด้านสุขภาพ โอกาสที่จะให้บริการได้ดีไม่มีปัญหาโรคแทรกซ้อน ยังไม่มีใครสามารถทำได้ 100% ทั่วโลกก็ยังทำไม่ได้ แต่วงการแพทย์ไทยก็พยายามพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงผู้ป่วยเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น มีสถิติบ่งชี้ว่า หลังจากที่มีการรณรงค์ให้การศึกษาทั่วประเทศเรื่องการป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนหลอดเลือดอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้มีการติดเชื้อในโรงพยาบาลน้อยลงมาก

มาตรการไหนที่ได้ผลดีในการป้องกันการติดเชื้อ

มาตรการง่ายๆที่ป้องกันการติดเชื้อได้ดีคือ การล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งที่มีการสัมผัสคนไข้อย่างมีนัย มีการพิสูจน์ว่าการล้างมือช่วยลดสถิติของการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้อย่างชัดเจนถึงร้อยละ 60-70 สำหรับคนทั่วไปก็ควรล้างมือเป็นประจำเพื่อสุขอนามัยในการใช้ชีวิต เมื่อปี 2010 ผมเคยทำวิจัยเรื่องการรณรงค์ให้เด็กอนุบาลล้างมือ ปรากฏว่าช่วยลดการติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่, โรคมือเท้าปากเปื่อย และโรคท้องเสียในโรงเรียนได้มาก การฉีดวัคซีนก็เป็นเครื่องมือป้องกันโรคติดต่อต่างๆที่มีประสิทธิผลมาก ขณะที่การใส่หน้ากากป้องกันเชื้อโรคมีความจำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ แต่อาจไม่จำเป็นสำหรับคนไข้ เพราะโอกาสสัมผัสกันน้อยมาก ต้องสัมผัสกันเป็นชั่วโมงๆถึงจะติดต่อกันได้

คุณหมอเคยพูดถึงพิษภัยของการดื้อยา ไม่ทราบว่าอะไรคือต้นตอใหญ่ของปัญหา

“เชื้อดื้อยา” เป็นอันตรายแฝงที่เกิดจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง ที่จริงแล้วยาปฏิชีวนะควรใช้สำหรับการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย อย่างโรคปอดบวม, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ,การติดเชื้อที่ไต และการติดเชื้อในกระแสเลือด แต่คนไทยมีความเข้าใจผิดในการใช้ยา โดยมักจะใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อทั้งๆที่เจ็บป่วยด้วยอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด, เจ็บคอ, ไอ และจาม ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถหายได้เองถ้าพักผ่อนอย่างเพียงพอ ปัจจุบันพบว่า ในทุกๆ 15 นาที มีคนไทย 1 คน ตายเพราะเชื้อดื้อยา และมีอัตราการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 20,000-38,000 คน การใช้ยาปฏิชีวนะที่แรงขึ้น ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการแพ้ยาและเกิดผลข้างเคียงตามมามากมาย เราไม่ควรปล่อยให้มีการใช้ยาต้านแบคทีเรียที่ไม่เหมาะสมในสังคมไทย เพราะเมื่อเชื้อโรคพัฒนาตัวเองไปสู่เชื้อดื้อยา สุดท้ายก็จะหายารักษาได้ยาก จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตจากการติดเชื้อในที่สุด ยิ่งอายุมากยิ่งต้องระวังเรื่องการใช้ยา

อยากฝากอะไรถึงคุณหมอรุ่นใหม่ๆบ้าง

แรงจูงใจการทำงานของผมคือความสุขที่ได้ทำงานที่ชอบ เมื่องานสำเร็จมาก็เป็นความสุขขึ้นไปอีก เอาจริงๆนะผมไม่ได้ภูมิใจที่ตัวเองได้รางวัลระดับโลก แต่ผมภูมิใจที่สามารถทลายกำแพงเก่าๆว่าคนรุ่นใหม่ก็สามารถขึ้นรับรางวัลเกียรติยศระดับโลก ที่สำคัญยังเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาจากโรงพยาบาลเล็กๆอย่างธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แต่ในทางกลับกันผมก็อยากบอกว่า คนอื่นๆที่ได้รับการเสนอชื่อแต่ไม่ได้รางวัลก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาทุ่มเททำงานน้อยกว่าผมเพียงแต่ผมเป็นผู้โชคดีเท่านั้น ตอนจบใหม่ผมไม่เคยคิดแบบนี้ แต่พอถึงจุดหนึ่งที่คิดได้ว่าเราไม่ได้ทำงานเพื่อมุ่งสร้างความสำเร็จให้กับตัวเอง เรากลับประสบความสำเร็จยิ่งกว่าที่คาดหวังไว้ ก็อยากให้แพทย์รุ่นใหม่ๆสร้างความสำเร็จด้วย “การให้” โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แล้วความสำเร็จที่ได้จะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก ยิ่งคาดหวังยิ่งไม่ได้ เชื่อผมเถอะว่านี่คือความลับสวรรค์!!

ทีมข่าวหน้าสตรี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้