วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศึกฟันน้ำนม EP.1 ช็อก! 6 ขวบอยากฆ่าตัวตาย กวดวิชาตั้งแต่อนุบาล เตรียมสอบ ป.1

ศึกฟันน้ำนม EP.1 ช็อก! 6 ขวบอยากฆ่าตัวตาย กวดวิชาตั้งแต่อนุบาล เตรียมสอบ ป.1

  • Share:

Highlight

- กรุงเทพโพลล์ ชี้ พ่อแม่ 66.8% มองเป็นเรื่องจำเป็นมากที่ต้องส่งบุตรหลานไปเรียนพิเศษ โดยส่วนใหญ่ จะเน้นด้านภาษาที่สาม เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และให้ลูกเรียนเสริมในสิ่งที่ลูกชอบ ไม่บังคับหรือกำหนดให้ลูก

- จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เผย 3 เหตุผล พ่อแม่ส่งลูกเรียนพิเศษ 1. พ่อแม่ตอนเด็กๆ เรียนไม่เก่ง ไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อมีลูกก็เหมือนเป็นตัวแทนของตัวเอง 2. ความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษา โรงเรียนรัฐบาล ค่าเทอมไม่แพง มีคุณภาพมาตรฐาน ที่สำคัญก็คือลูกจะได้อยู่ในโรงเรียนที่ดีๆ 12 ปีเต็ม และ 3. กระแสสังคม ไม่อยากให้ลูกตัวเองไม่เหมือนคนอื่น หรือด้อยกว่าคนอื่น

- ผลวิจัย ยังพบว่า ผู้ปกครองเห็นด้วยในการสอบเข้า ป.1 ถึง 51.11% โดยมีเหตุผลที่ว่า การสอบสามารถจัดเด็กที่มีความสามารถใกล้เคียงกันไว้ห้องเดียวกัน และเด็กทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการศึกษาต่อโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและสามารถตรวจสอบได้

- กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ชี้ “แพ้คัดออก” คือการ “ทารุณกรรม” เด็ก ซึ่งมีคนชนะทุกคนไม่ได้ และการจะทำให้แพ้ได้ ข้อสอบจึงต้องซับซ้อนยิ่งขึ้น คนที่ชนะได้เข้าโรงเรียนที่ต้องการ ส่วนคนที่แพ้ ก็แพ้ซ้ำซากก็กลายเป็นภาวะซึมเศร้า และอนาคตเสี่ยงเกิดการฆ่าตัวตาย

- ที่ผ่านมาเคยมีเด็ก อายุ 6 ขวบ มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย เนื่องจากต้องกวดวิชาอย่างหนักตั้งแต่อนุบาล 2 อยู่บ้านก็ต้องฝึกซ้อมดูการ์ตูน จับเวลาเหมือนกับวันที่สอบเข้าจริงๆ แม้สอบเข้า ป.1 ในโรงเรียนที่พ่อแม่อยากให้เข้าได้ แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข ไม่มีจุดหมายในชีวิต จนบางครั้งถึงขนาดคิดอยากตาย

- คำพูดจากเด็กเหรียญโอลิมปิก บอกว่า ‘เขาไม่ได้เรียนด้วยแรงบันดาลใจ เขาเรียนเพียงเพื่อมุ่งหวังเอาชนะกัน’ โดยจินตนาการ จิตสำนึก ความรักความผูกพัน แรงบันดาลใจ เป็นสิ่งที่มนุษย์มีเหนือกว่าหุ่นยนต์ การที่เด็กขาดสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นการทำลายแรงบันดาลใจของมนุษย์อย่างหนึ่ง

*******

ปัจจุบันเด็กไทยหันหน้าเข้าคอร์สเรียนพิเศษกันมากขึ้น และไม่ใช่แค่เด็กโต แต่รวมไปถึงหนูน้อยฟันน้ำนมด้วย เพราะพวกเขาถูกบีบให้ต้องสอบแข่งขันกันตั้งแต่ 5-6 ขวบ เพื่อช่วงชิงเก้าอี้ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐาน คุณภาพทางวิชาการ ส่วนเด็กที่ผิดหวังจึงต้องไปเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อไม่ค่อยดังแทน

สุดทึ่ง! Poll ชี้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ มองการเรียนพิเศษ คือ เรื่องจำเป็น

และสอดคล้องกับผล Poll ของกรุงเทพโพลล์ ที่ได้สำรวจความคิดเห็น เรื่อง “พ่อแม่ยุคใหม่วางแผนอย่างไรเมื่อใกล้เปิดเทอม” โดยเก็บข้อมูลจากพ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีลูกหลานศึกษาอยู่ในระดับชั้น อนุบาล-มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งสิ้น 1,175 คน

พบว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่ 66.8% ระบุว่า จำเป็นมากที่ต้องส่งบุตรหลานไปเรียนพิเศษ รองลงมา 20.4% ระบุว่า จำเป็นน้อย และมีเพียง 12.8% ระบุว่า ไม่จำเป็นเลย โดยส่วนใหญ่ 40.8% จะเน้นด้านภาษาที่สาม เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น รองลงมา 38% เน้นด้านกีฬา และ 23.6% เน้นด้านดนตรี ร้องเพลง นาฏศิลป์

และพ่อแม่ส่วนใหญ่ 47.8% ให้ลูกเรียนเสริมในสิ่งที่ลูกชอบ ไม่บังคับหรือกำหนดให้ลูก รองลงมา 46.5% กำหนดให้ลูกไปเรียนเพื่อสร้างทักษะเฉพาะ เช่น ดนตรี กีฬา คณิต ศิลปะ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ และ 37.8% ให้ลูกเรียนพิเศษด้านวิชาการในวันธรรมดาและวันเสาร์-อาทิตย์

สมรภูมิชิงเก้าอี้ ร.ร.ดัง! เผย 3 เหตุผล ส่งลูกเรียนพิเศษ

จากตัวเลขดังกล่าวที่พ่อแม่ส่วนใหญ่มองว่าการเรียนพิเศษเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับลูกๆ แต่เหตุใดถึงคิดว่า จำเป็นล่ะ? พญ.กุลนิดา เต็มชวาลา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น อธิบายถึงสาเหตุ ดังนี้

1. ลูก คือ ตัวแทนพ่อแม่
พ่อแม่ส่วนมากผ่านประสบการณ์ความเป็นเด็กมา เช่น เรียนไม่เก่ง ไม่ได้รับการยอมรับ เมื่อมีลูกก็เหมือนเป็นตัวแทนของตัวเอง หากลูกเรียนเก่ง สอบเข้าโรงเรียนที่ดีๆ ได้ ก็จะได้รับการชื่นชม ยอมรับ พ่อแม่ก็รู้สึกดีไปด้วย

2. ความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษา
พ่อแม่บอกว่า ลูกจะได้อยู่ในโรงเรียนที่ดีๆ 12 ปีเต็ม และเป็นโรงเรียนรัฐบาล ค่าเทอมไม่แพง ซึ่งในประเทศไทยนั้น โรงเรียนที่ดี ค่าเทอมไม่แพงยังมีจำนวนน้อย ทำให้การจะเข้าในโรงเรียนที่มีมาตรฐาน และคุณภาพ จึงต้องมีการสอบเข้าเกิดขึ้น เพราะมีจำนวนที่นั่งจำกัด

3. กระแสสังคม
พ่อแม่บางคนเอนเอียงไปกับกระแสสังคม หากลูกตัวเองยังทำได้ไม่เท่าคนอื่นก็ต้องพยายามส่งลูกไปเรียน เพื่อให้ตามเพื่อนทัน ลูกจะได้ไม่เป็นปมด้อย ไม่อยากให้ลูกตัวเองไม่เหมือนคนอื่น หรือด้อยกว่าคนอื่น

พญ.กุลนิดา เต็มชวาลา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

Poll เผย พ่อแม่เกินครึ่ง เห็นด้วยเด็กสอบเข้า ป.1

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 61 ผศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต แถลงข่าวการวิจัยเรื่อง “ผลจากระบบการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อตัวเด็ก ครอบครัว และโรงเรียน” โดยหัวข้อเห็นด้วยหรือไม่กรณีให้เด็กสอบเข้า ป.1 พบว่า

- นักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญ ไม่เห็นด้วย 100%
- ผู้บริหารโรงเรียน ไม่เห็นด้วย 75% เห็นด้วย 25%
- ครูอนุบาล ไม่เห็นด้วย 58% เห็นด้วย 42%
- ผู้ปกครอง ไม่เห็นด้วย 48.23 % เห็นด้วย 51.11%

สำหรับเหตุผลที่เห็นด้วยกับการสอบเข้า ป.1 คือ...

- เด็กได้ฝึกทักษะทางวิชาการ เพื่อเตรียมตัวสอบ
- การสอบทำให้โรงเรียนประถมศึกษาสามารถจัดเด็กที่มีความสามารถใกล้เคียงกันไว้ห้องเดียวกัน
- เด็กทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการศึกษาต่อโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและสามารถตรวจสอบได้

ส่วนเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการสอบ คือ...

- การสอบไม่สามารถประเมินความสามารถของเด็กได้ครอบคลุมทุกด้าน
- การสอบไม่สอดคล้องกับหลักการทางการศึกษาปฐมวัย และการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
- เด็กเกิดความกดดันและความเครียด และเด็กไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมตามวัย

ขณะที่ จำนวนชั่วโมงเพื่อเตรียมบุตรหลานเพื่อสอบเข้า ป.1 ต่อสัปดาห์ พบว่า

25% 2 ชม.ต่อสัปดาห์
22% มากกว่า 4 ชม.ต่อสัปดาห์
20% 3 ชม.ต่อสัปดาห์
19% 4 ชม.ต่อสัปดาห์
14% 1 ชม.ต่อสัปดาห์

แพ้คัดออก ข้อสอบยิ่งยาก! คาดอนาคต อัตราการฆ่าตัวตายขึ้นแท่น

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น และ ผอ.ศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า ระบบ “แพ้คัดออก” กับเด็กเล็ก เป็นระบบที่ผู้ใหญ่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการ “ทารุณกรรม” เด็ก และผิดหลักจิตวิทยาพัฒนาการ อีกทั้งยังละเมิดสิทธิเด็กด้วย พ่อแม่หลายคนคิดว่า เวลาลูกไปสอบ ไปเรียนกวดวิชา ก็ทำอย่างมีความสุข แต่ตอนนี้เด็กที่อยู่ในคลินิกวัยรุ่น ก็ล้วนแล้วแต่มีบาดแผลใจเกิดขึ้นจากที่พ่อแม่เข้าใจว่าลูกมีความสุข แต่จริงๆ แล้ว ถ้าให้เขาเลือกได้ เขาอยากเล่นกับพ่อแม่ มากกว่าไปเล่นอยู่ในห้าง

“ระบบแพ้คัดออกต้องมีคนแพ้ เพราะมีคนชนะทุกคนไม่ได้ และการจะทำให้แพ้ได้ ข้อสอบก็ต้องซับซ้อนขึ้น เพื่อให้มีคนแพ้ ส่วนคนชนะก็จะได้เข้าโรงเรียนที่อยากเข้าได้ จากนั้น ก็เข้าโรงเรียนดังๆ เข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ส่วนคนที่แพ้ก็แพ้ซ้ำซากก็กลายเป็นภาวะซึมเศร้า ทำให้ไม่ค่อยแปลกใจว่า เด็กปัจจุบันซึมเศร้าได้ง่าย ก็เพราะเจอระบบการศึกษาแบบนี้ และอนาคตตัวชี้วัดที่พุ่งขึ้นมาก็คือ อัตราการฆ่าตัวตาย กระโดดตึกบ้าง ถามว่าใครทำให้เกิดขึ้น ระบบใช่หรือไม่ที่ทำให้เกิดขึ้น” รศ.นพ.สุริยเดว ถามกลับ

เรียนหนัก ไม่สมวัย สู่พฤติกรรมต่อต้าน

พญ.กุลนิดา กล่าวต่อว่า เด็กหลายคนต้องเรียนวิชาการในโรงเรียนอย่างเคร่งครัด เรียนพิเศษนอกห้องเรียน จนไม่มีเวลาได้เล่นสนุกสนานตามวัย หลักสูตรการเรียนของบางโรงเรียนฝืนพัฒนาการเด็กอย่างมาก โดยทั่วไปแล้วเด็กจะสามารถจับดินสอได้ถูกต้องตอนอายุ 5 ขวบ แต่บางโรงเรียนบังคับให้เด็กเขียนหนังสือเป็นคำหรือเป็นประโยคในช่วงอายุเท่านั้น

เมื่อเด็กไม่สามารถเขียนตามที่ครูคาดหวังได้ก็จะทำให้โดนครูดุ ซึ่งจริงๆ แล้วเด็กไม่ได้มีความผิดอะไรเลย การที่ต้องเผชิญสถานการณ์แบบนี้ซ้ำๆ สร้างความเครียด กดดัน ทัศนคติทางลบ และทำให้ความมั่นใจในตัวเองต่ำลง อาจนำมาสู่ปัญหาพฤติกรรม เช่น ดื้อ ต่อต้าน ก้าวร้าว ไม่อยากไปโรงเรียน และปัญหาอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวลได้

ช็อก! เด็กไทย 6 ขวบคิดฆ่าตัวตาย ปมเรียนหนัก สอบเข้าป.1

พญ.กุลนิดา เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ที่ผ่านมาเคยมีเคสเด็ก อายุ 6 ขวบ มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย เนื่องจากต้องกวดวิชาอย่างหนักตั้งแต่อนุบาล 2 และอนุบาล 3 แม้เวลาอยู่บ้านก็ต้องฝึกซ้อมดูการ์ตูน จับเวลาเหมือนกับวันที่สอบเข้าจริงๆ จนกระทั่งสอบเข้า ป.1 ในโรงเรียนที่พ่อแม่อยากให้เข้าได้ แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข ไม่มีจุดหมายในชีวิต จนบางครั้งถึงขนาดคิดอยากตาย

นอกจากนี้ เคสอื่นๆ จะเป็นไปในลักษณะที่ไม่อยากไปโรงเรียน และอาการทางร่างกายต่างๆ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น และ ผอ.ศูนย์คุณธรรม

เข้าใจใหม่! เด็กอนุบาล เรียนรู้ผ่านการเล่า-เล่น

แต่แท้จริงแล้ว เด็กอนุบาลไม่ควรจะเรียนหนังสือเลยต่างหาก .... เรื่องจริงไม่ได้พิมพ์ผิดแต่อย่างใด!

รศ.นพ.สุริยเดว ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า ตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการ กระบวนการพัฒนาเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการบูรณาการประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดังนั้น วิธีเดียวที่จะทำให้เด็กสมบูรณ์แบบ คือ การเรียนรู้ผ่านการเล่า หรือเล่น เช่น เล่นกับศิลปะ เล่นกับดนตรี เล่นกับการปั้นดิน เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก พัฒนาไหวพริบปฏิภาณ พัฒนาทักษะการสื่อสาร การอยู่ร่วมกัน ดังนั้น ชั่วโมงเรียนจึงไม่มี ส่วนชั่วโมงเรียน จะไปเกิดขึ้นในชั้น ป.1

ขณะที่ พญ.กุลนิดา กล่าวเสริมว่า ในวัยอนุบาลยังไม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิชาการมากนัก การเรียนในโรงเรียนอนุบาลควรจะเป็นการฝึกทักษะการช่วยเหลือตนเอง เช่น การกินข้าวเอง การใส่ถุงเท้ารองเท้าด้วยตัวเอง การเข้าห้องน้ำและทำความสะอาดหลังปัสสาวะหรืออุจจาระเอง ทักษะการเข้าสังคม เช่น การทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน การเคารพกฎกติกา การฝึกรอคอย เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นต้น และหากมีวิชาการควรจะเป็นเพียงพื้นฐาน เพื่อจะต่อยอดในการเรียนในชั้นประถมศึกษา เช่น ฝึกเขียน ก-ฮ ในชั้นอนุบาล 3 เป็นต้น

เริ่มเรียนวิชาการในชั้น ป.1 ไม่ช้าเกินไป

เมื่อถามว่า การเริ่มหัดเขียน หัดเรียนวิชาการในชั้น ป.1 ช้าเกินไปหรือไม่นั้น รศ.นพ.สุริยเดว ลากเสียงยาว “ไม่!!! ที่ช้า คือ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันเลอะเทอะนี่แหละ และที่ทำลายซึ่งจินตนาการของเด็กซึ่งเป็นอย่างเดียวที่มนุษย์มีเหนือกว่าอย่างอื่นให้พังพินาศ ช่วยตอบหมอหน่อยว่า ระบบการศึกษา โรงเรียน ครู พ่อแม่ ใครรับผิดชอบ

แต่ย้ำนะ ไม่ได้บอกว่าถ้าอย่างนั้นไม่ต้องมีวิชาการในเด็กอนุบาลเลย ไม่ใช่นะ! แต่มันแทรกไปกับกระบวนการเล่น ไม่ได้เป็นชั่วโมงเรียนในแบบที่เข้าใจ ไม่ใช่การท่องจำ ชั่วโมงเรียนในเด็กเล็กไม่มี มีแต่ชั่วโมงเล่น และตอนเล่นสามารถนำเด็กมาฝึกหัดลายเส้นได้ เป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่น อาจจะเป็นนิทาน ศิลปะ ดนตรี หรือปั้นดิน”

ขณะที่ พญ.กุลนิดา กล่าวว่า ในหลายๆ ประเทศ เริ่มให้เด็กจับดินสอ เริ่มเขียนอ่านในชั้นประถมศึกษาขึ้นไป ซึ่งเด็กมีความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจแล้ว เด็กๆ จะสามารถทำได้อย่างสบาย ไม่ต้องเคร่งเครียดเกินไป เมื่อทำได้ก็จะเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ทำให้เรียนอย่างมีความสุข

เด็ก ไม่ใช่ หุ่นยนต์เดินได้!

รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวว่า ส่วนที่สำคัญที่กังวลมากที่สุดก็คือ จินตนาการ จิตสำนึก ความรักความผูกพัน แรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์มีเหนือกว่าหุ่นยนต์ โดยคำพูดนี้ได้จากเด็กเหรียญโอลิมปิก เขาบอกว่า ‘เขาไม่ได้เรียนด้วยแรงบันดาลใจ เขาเรียนเพียงเพื่อมุ่งหวังเอาชนะกัน’ อันนี้เป็นการทำลายแรงบันดาลใจของมนุษย์อย่างหนึ่ง

“หมอรู้สึกไม่ดีที่วันนี้ เราเริ่มเห็นเด็กเล่นกับเด็กไม่เป็น พ่อแม่เล่นกับลูกไม่เป็น เพราะมัวเสียเวลาไปลงคอร์สเรียนพิเศษตามห้าง และพ่อแม่ก็ภูมิใจที่ได้ส่งลูกทำกิจกรรม ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าใจมาก หมออยากให้พ่อแม่ดึงลูกกลับสู่อ้อมอก เล่นกับลูก เล่านิทานให้ลูกฟัง ฝึกหัดงานบ้าน เช็ด กวาด ถู เพราะเด็กทั้งประเทศเหลือไม่ถึง 20% ที่กำลังปฏิบัติแบบนี้อยู่ ไม่อย่างนั้นเด็กจะกลายเป็นหุ่นยนต์ เราไม่ต้องการฝึกเด็กให้เป็นหุ่นยนต์เดินได้” รศ.นพ.สุริยเดว ฝากทิ้งท้าย

พ่อแม่ทุกคนรักลูก เป็นห่วงลูก อยากให้ลูกเป็นคนเก่ง คนดี แต่ลืมไปหรือเปล่าว่าแท้จริงแล้วลูกต้องการอะไร...อย่ามองข้ามความสุขในวัยของเขาเลย

และสำหรับในตอนหน้าจะพูดถึงปมเหตุของการสอบเข้า ป.1 และร่าง พ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างรอเข้าครม.โปรดติดตามต่อได้ในวันพรุ่งนี้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศึกฟันน้ำนม EP.2 สอบ ป.1 เทรนด์ผิดๆ พาการศึกษาไทยล้มเป็นโดมิโน่?

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้