ปรับโฉมใหม่! ปูทางคุยทรัมป์ สร้างสันติภาพ นานาชาติยินดีผู้นำเกาหลีเหนือทำเซอร์ไพรส์โลก ประกาศระงับการทดสอบขีปนาวุธและจะทำลายสถานที่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด ระบุจะหันไปทุ่มเทพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ ควบคู่กับสร้างสันติภาพบนคาบสมุทร เกาหลี ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ เด้งรับประกาศทันควัน บอกเป็นข่าวดีของชาวโลก พร้อมขู่จะ “วอล์กเอาต์” ทันทีหากการเจรจากับนายคิม จอง-อึน ไม่มีประโยชน์อะไร ด้านนานาชาติร่วมยินดีกับประกาศของผู้นำคิม แต่ “ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้” ยังไม่วางใจ จะกดดันเกาหลีเหนือต่อไปสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 21 เม.ย.ว่า นายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศระงับการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลทั้งหมดและจะทำลายสถานที่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือทิ้ง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.นี้เป็นต้นไป โดยนายคิม จอง-อึน ระบุว่าไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบอีก เพราะศักยภาพด้านขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของ เกาหลีเหนือได้รับการพิสูจน์แล้วการตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมของคณะกรรมการกลางพรรคกรรมกรเกาหลี พรรครัฐบาลของเกาหลีเหนือเมื่อวันศุกร์ที่ 20 เม.ย. ซึ่งนายคิมประกาศว่าจะทุ่มเทความพยายามทุกอย่างเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในระบอบสังคมนิยมของประเทศให้เติบโตและสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทวีตข้อความตอบรับการประกาศดังกล่าวว่าเป็นข่าวดีอย่างมากของเกาหลีเหนือและของโลก เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ และตนตั้งตารอการหารือสุดยอดระหว่างกัน ขณะที่นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า การที่เกาหลีเหนือประกาศยุติการทดสอบขีปนาวุธและทำลายแหล่งทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อาจเป็นเพราะมั่นใจแล้วว่าการพัฒนาดังกล่าวประสบผลสำเร็จในระดับที่น่าพอใจแล้ว อีกทั้งเห็นว่าการที่ผู้นำสหรัฐฯ ยอมเจรจากับผู้นำเกาหลีเหนือโดยตรงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คือชัยชนะครั้งใหญ่ของเกาหลีเหนือ ซึ่งอาจปูทางสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ของสหรัฐฯ และนานาชาติต่อเกาหลีเหนืออย่างไรก็ตาม นานาชาติรวมทั้งสหภาพยุโรป (อียู) ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน และเกาหลีใต้ ต่างแถลงแสดงความยินดีในคำประกาศของเกาหลีเหนือ ชี้ว่าจะทำให้สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีดีขึ้น แต่ญี่ปุ่นยังกังขาและว่าจะกดดันเกาหลีเหนือต่อไป ขณะที่ชาวเกาหลีใต้ยังสงสัยในคำประกาศของเกาหลีเหนือ หลายคนระบุว่าต้องรอดูบทพิสูจน์ว่าเกาหลีเหนือจะทำตามที่ประกาศจริงหรือไม่ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เผยว่า นายไมค์ ปอมปิโอ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) เดินทางไปหารือในทางลับกับนายคิม จอง-อึน ที่กรุงเปียงยางเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมการเจรจาขั้นสุดยอดระหว่างนายคิม จอง-อึน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ช่วงปลายเดือน พ.ค. หรือช่วงต้นเดือน มิ.ย. ส่วนสถานที่ยังไม่แน่ชัด โดยนายทรัมป์เผยว่ากำลังพิจารณา 9 สถานที่ และสื่อสหรัฐฯคาดว่าน่าจะเป็นที่หมู่บ้านปันมุนจอม เขตปลอดทหารกั้นพรมแดนเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ หรือกรุงเปียงยางในเกาหลีเหนือ หรือสถานที่อื่นๆ ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ กรุงอูลานบาตอร์ในมองโกเลีย กรุงเทพฯ ประเทศไทย ไปจนถึงกรุงสตอกโฮล์มในเดนมาร์ก และนครเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังระบุว่า ถ้าการเจรจากับนายคิม จอง-อึน ไม่มีประโยชน์อะไร ตนจะ “วอล์กเอาต์” เดินออกจากที่ประชุมทันที ส่วนการเจรจาขั้นสุดยอดระหว่างนายคิม จอง-อึน กับประธานาธิบดีมูน แจ-อิน ผู้นำเกาหลีใต้ ซึ่งจะเป็นการเจรจาระหว่างผู้นำ 2 เกาหลี เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าที่หมู่บ้านปันมุนจอม เขตปลอดทหารกั้นพรมแดนสองเกาหลีนอกจากนี้ยังมีข่าวว่า สื่อเกาหลีเหนือพยายามปรับภาพลักษณ์ผู้นำให้ดูอบอุ่นและสะอาดมากขึ้นก่อนการหารือสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์สองเวทีข้างต้น เช่น ช่วงนี้ไม่ปรากฏภาพนายคิมสูบบุหรี่และสื่อเกาหลีเหนือรายงานแต่ข่าวด้านบวก เช่น ข่าวนายคิม จอง-อึน ไปเยี่ยมเด็กๆ จากเดิมที่มักพบออกงานของกองทัพ ส่วนนางรี โซล-จู ซึ่งจากเดิมที่รับรู้แค่ว่าเป็นภริยาของนายคิม ก็เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น รวมทั้งได้รับการพูดถึงในฐานะ “สตรีหมายเลข 1” ของเกาหลีเหนือด้วยวันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.15 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวที่ศาลหลักเมือง กทม. ถึงกรณีสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดงานประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ ว่า กรุงเทพฯเป็น 1 ใน 9 เมืองที่ทำเนียบขาวกำลังพิจารณาเลือกสถานที่จัดการประชุมผู้นำสหรัฐฯกับผู้นำเกาหลีเหนือ เนื่องจากกรุงเทพฯ มีทั้งสถานทูตสหรัฐฯ และสถานทูตเกาหลีเหนือตั้งอยู่ว่า สำนักข่าวดังกล่าวเป็นผู้รายงานจะมาถามตนได้อย่างไร แต่เราไม่ขัดข้อง ซึ่งทางผู้เกี่ยวข้องยังไม่ได้แจ้งประสานมายังประเทศไทย และขอยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว ประกอบกับเรามีจุดยืนระหว่างประเทศนั้นเป็นกลาง จึงไม่เป็นเป้าโจมตีใดๆ มีแต่จะทำให้แนวโน้มสถานการณ์ ดีขึ้นมากกว่า พร้อมย้ำว่า “เราพร้อมที่จะทำให้โลกนี้มีความสงบสุข”