วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปลดชนวนวิกฤติ "บาทแข็ง" ระเบิดเวลาส่งออก-เศรษฐกิจไทย

ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา “ค่าเงินบาท” ของไทยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำเอาภาคส่งออกที่ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต้องลุ้นระทึกมาโดยตลอด

แต่ล่วงเข้าสู่ปี 2561 เพียงแค่เดือนแรก ค่าเงินบาทกลับแข็งขึ้นมาถึงจุด “พีคสุด” โดยปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 30.91 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 4 ปี!

แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรัฐบาลจะออกมาชี้แจงอย่างต่อเนื่อง การแข็งค่าของเงินบาทมาจากปัจจัยต่างประเทศที่กระทบให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ส่งผลให้เงินในสกุลอื่นรวมทั้งเงินบาท เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นด้านบวกของเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลสูงมาก โดย 11 เดือนแรกของปี 60 เราเกินดุลสูงถึง 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “สวรรค์สำหรับเงินร้อน” ให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาพักเงินไว้เพื่อ “แสวงหากำไร”

ล่าสุด ธปท.ออกมายอมรับว่า เริ่มเห็นพฤติกรรมท้าทาย “มาตรการป้องปราม” การเก็งกำไรค่าเงิน โดยมีธนาคารพาณิชย์บางแห่งช่วยลูกค้าทำผิดกฎการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย และแม้ ธปท.จะกำชับให้สถาบันการเงินยุติพฤติกรรมดังกล่าว แต่ก็เชื่อว่าความพยายามเก็งกำไรค่าเงินคงไม่หยุด

บทเรียน “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 ระบุชัด “ถ้าฝูงแร้งลงที่ไหนแล้วจะไม่ยอมปล่อยเหยื่อง่ายๆ”

สอดคล้องรายงานของธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่พบว่า เพียง 10 วันทำการแรกของเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติลงทุนสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยมากถึง 85,000 ล้านบาท ส่งผลให้เมื่อวันศุกร์ที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา “นายวิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการ ธปท. “ยกระดับ” การดูแลและเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย พร้อมเตรียมทบทวนมาตรการเพิ่มเติม หากเงินบาทยังเคลื่อนไหว “ผิดปกติ”

แต่ในส่วนของ “การแทรกแซงค่าเงินบาท” นั้น ธปท.ยัง “แบ่งรับแบ่งสู้”กับเรื่องนี้!

ขณะที่รัฐบาลมองในมุมการเมืองว่า รัฐบาลสหรัฐฯกำลังจับตานโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของไทย และการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทที่อาจส่งผลให้ไทยถูกกีดกันการค้าได้ ก่อนแนะให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ยึดติดกับ “ค่าบาทอ่อน” โดยให้หันไปบริหารจัดการกับการตั้งราคาสินค้าโดยใช้สกุลเงินคู่ค้า หรือสกุลเงินท้องถิ่นซึ่งไม่ได้แข็งค่าแทน พร้อมแนะให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญปัญหาอื่นๆอยู่แล้ว ทั้งการกีดกันทางการค้า ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน ฯลฯ

เมื่อ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีส่วน “ซ้ำเติม” ผู้ส่งออกให้ช้ำหนักขึ้นไปอีก!

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันสะท้อนสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น จะได้ร่วมกันแสวงหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจ ดังนี้ :

ห่วงไทยเสียตลาดให้คู่แข่ง

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่า 14% แล้วและแข็งค่ามากกว่าค่าเงินของภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลให้ภาคส่งออกได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะราคาสินค้าไทยแพงกว่าของคู่แข่ง

ส่งผลให้ไทยสูญเสียศักยภาพด้านการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งข้าว มันสำปะหลัง กุ้ง เพราะเป็นวัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ ไม่ได้อานิสงส์ใดๆจากค่าเงิน ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลต่อเนื่องให้เกษตรกรได้รับผลกระทบตามไปด้วย

“ตอนนี้ผู้ส่งออกกลุ้มใจมาก เพราะค่าเงินบาทแข็งมากและแข็งค่าเร็ว ทำให้โค้ดราคาขายสินค้าไม่ถูก ยิ่งมาได้รับผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำด้วยอีก ซึ่งแน่นอนว่าภาคเกษตรและผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ได้รับผลกระทบเต็มๆจากทั้ง 2 ปัจจัย”

ปีที่ผ่านมา อาหารทะเลแปรรูปได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทอย่างมาก ทั้งยังได้รับผลกระทบจากผลผลิตกุ้งที่มีจำนวนน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าแปรรูปที่ส่งออกไปตลาดญี่ปุ่น เช่น กุ้งชุบแป้งทอด ซูชิ เป็นต้น เพราะสินค้าไทยแพงขึ้นมาก ทำให้ผู้นำเข้าหันไปนำเข้าสินค้าชนิดเดียวกันจากเวียดนาม ส่งผลให้การส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยในญี่ปุ่นหายไปถึงกว่า 70%

“หากค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องเช่นนี้ ทั้งยังจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำซ้ำเติมเข้าไปอีก และวัตถุดิบอาหารทะเลไทยยังมีน้อยด้วยอีกไทยอาจเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศคู่แข่งได้”

รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ย้ำว่า ต้องการให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาทอย่าให้แข็งค่าเร็วและมากเกินไป หากจะแข็งค่าก็ต้องดูแลให้ใกล้เคียงกับค่าเงินในภูมิภาค เพื่อให้ภาคการส่งออกยังสามารถแข่งขันได้ ไม่เช่นนั้นไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในระยะยาวได้

แนะรัฐ “คิดใหม่” ดูแลค่าบาท

ขณะที่ น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ยืนยันเช่นกันว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วมากจนล่าสุดเกือบจะหลุด 31 บาท/เหรียญสหรัฐฯ แล้ว

ที่น่าแปลกใจ ในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รมว.คลังสหรัฐฯประกาศว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงเป็นผลดีต่อการค้า และโอกาสทางธุรกิจของสหรัฐฯ ซึ่งหลังพูดได้ไม่นาน เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อ่อนค่าลงอีก ยิ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก

“หากเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเช่นนี้ จะกระทบภาคการส่งออกของไทยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เป็นวัตถุดิบในประเทศ เพราะราคาส่งออกสินค้าไทยจะสูงกว่าคู่แข่ง และหากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรไม่สามารถขึ้นราคาขายเป็นเงินดอลลาร์ได้ เมื่อนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่ได้มาแลกเป็นเงินบาทจะได้มูลค่าลดลง เท่ากับรายได้ลดลงก็ต้องไปรับซื้อผลผลิตสินค้าเกษตรในประเทศในราคาถูกลง กระทบต่อเกษตรกรโดยตรง”

ประธาน สรท.ย้ำด้วยว่า หลายประเทศพยายามทำให้ค่าเงินตัวเองอ่อนค่าลง อย่างสหรัฐฯ ที่เพียงแค่ รมว.คลังพูดว่าค่าเงินดอลลาร์อ่อนแล้วดีต่อเศรษฐกิจ ค่าเงินก็อ่อนค่าลง หรือค่าเงินวอนเกาหลีใต้ ปีที่แล้วแข็งค่าขึ้นมากว่า 10% แต่ปีนี้ค่าเงินเขาคงที่ซึ่งไม่รู้แทรกแซงหรือไม่ แต่ค่าเงินบาทไทยทำอะไรกันบ้าง?

“จะปล่อยให้คนอื่นปู้ยี่ปู้ยำค่าเงินแบบนี้หรือ ไทยเราต้องเป็นเด็กดีไม่แทรกแซงค่าเงิน กลัวคนอื่นต่อว่า มันต้องคิดใหม่แล้ว เพราะคนอื่นทำกันทั่วโลกจนเราเดือดร้อน รายได้หลักของประเทศกำลังหดหายแล้วเวลานี้”

ทั้งนี้ หากคิดค่าเงินบาทเฉลี่ยของปีที่แล้วที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะพบว่าทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าขึ้น เท่ากับ 3% ทำให้รายได้จากภาคส่งออกหายไป 3% หากปีนี้ ค่าเงินบาทยังแข็งค่ามากกว่านี้ จะยิ่งทำให้รายได้จากการส่งออกหายไปมากขึ้นอีก

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกยังมีปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5–22 บาท เป็นปัญหา 2 เด้งที่แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ด้วยการให้นำค่าจ้างไปหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า แต่การทำธุรกิจแล้วไม่ได้อะไร หรือเอาแต่ขาดทุน มาตรการนี้ก็ไม่มีประโยชน์

วอน ธปท.คุมเงินร้อนระยะสั้น

ประธาน สรท. กล่าวด้วยว่า สรท.ยังต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลค่าเงินบาทและภาคการส่งออก ซึ่งจากการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อเร็วๆนี้ ธปท.ชี้แจงว่าพยายามทำตามมาตรการต่างๆเท่าที่จะทำได้ เช่น ลดระยะเวลาถือครองพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งเห็นว่ายังไม่ได้ผลชัดเจน แต่ก็เข้าใจ ธปท.ว่าคงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้

ดังนั้น ผู้ส่งออกคงต้องช่วยเหลือตัวเอง โดยการประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งรายใหญ่คงไม่มีปัญหาทำกันอยู่แล้ว แต่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ และยังไม่มีการประกันความเสี่ยงอะไรเลย

“เหตุนี้ สรท.จึงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดงานสัมมนาให้ความรู้เรื่องนี้กับเอสเอ็มอีในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก”

ในส่วนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องนำเข้าสินค้าก็ควรรีบชำระเงินเป็นดอลลาร์ เพราะถ้าไทยขาดดุล การค้าเมื่อไร ความต้องการเงินบาทจะลดลง ต้องการเงินดอลลาร์มากขึ้น ช่วยรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากขึ้นได้ ขณะเดียวกันต้องการให้ ธปท.ติดตาม “เงินร้อน” ที่ไหลเข้ามาไทยอย่างมากในเวลานี้ เราไม่ต้องการให้เข้ามาลงทุนระยะสั้นแล้วเอาออกไป เพราะจะยิ่งทำให้ค่าเงินบาทผันผวน

“ภาคการผลิตไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเงินร้อนเหล่านี้ มีแต่ตลาดหุ้นที่อาจดีขึ้น แต่ทำให้ภาคการผลิตเดือดร้อน เงินผันผวนเร็วมาก และเราไม่สามารถบอกได้ว่าช่วงใดควรประกันความเสี่ยง ธปท.ควรจับตาดูเงินร้อนเหล่านี้อย่างใกล้ชิดด้วย”

อย่าคิดว่า “ยังโตได้” แปลว่าไม่เจ็บ!

ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมสะท้อนมุมมองว่า ถ้าเป็นไปได้ภาคเอกชนอยากเห็นค่าเงินบาทตลอดทั้งปีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33–33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะเป็นราคาที่ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตสินค้าอันดับต้นๆของโลก ใช้เป็นต้นทุนในการแข่งขันได้สบายๆ ไม่ต้องกลัวประเทศเพื่อนบ้านมาแย่งตลาด

นอกจากนั้น ส.อ.ท.ยังต้องการให้ภาครัฐและผู้ส่งออกตลอดจนผู้ผลิตระดับเอสเอ็มอี ร่วมกันหามาตรการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และต้องยอมรับความจริงว่า ถ้าค่าเงินบาทเคลื่อนไหวหลุดจากกรอบข้างต้น ทุกคนจะต้องทำเพื่อความอยู่รอดของกิจการของตนเอง!

โดยในส่วนของ “ผู้ส่งออก” จะต้องป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ต้องยอมเสียค่าธรรมเนียมในเรื่องนี้เพื่อลดภาระความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลาง จะมีการทำกันอยู่แล้ว แต่เอสเอ็มอีเกือบทั้งหมดไม่นิยมทำเรื่องนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครมาช่วยแนะนำ หรือเพราะกำไรของเอสเอ็มอีมีค่อนข้างจำกัดทำให้ไม่คุ้มที่จะทำ แต่ภาครัฐต้องเข้ามาให้คำแนะนำเป็นกรณีพิเศษ

ในส่วนของ ธปท.ต้องเข้ามาดูแลสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนอย่างเข้มข้น แม้ภาคเอกชนจะไม่สามารถไปสั่งการให้ ธปท.แทรกแซงค่าเงินบาทได้ แต่ก็ต้องไม่ปล่อยปละละเลยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าเงินสกุลของเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน เพราะหากสกุลเงินเพื่อนบ้านแข็งค่าขึ้นต่ำกว่าเงินบาท ในที่สุดลูกค้าก็จะหันไปสั่งซื้อสินค้าจากเพื่อนบ้านแทน

“ในฐานะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นรายได้หลัก หากเงินบาทแข็งค่าย่อมจะทำให้แข่งขันกับเพื่อนบ้านได้ยากลำบาก ขณะนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาถึง 20% แล้ว ทำให้บางอุตสาหกรรมที่มีกำไรเพียง 6-10% เช่น กลุ่มผู้ส่งออกอาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง กลุ่มสินค้าเกษตรที่เป็นกลุ่มที่ใช้แรงงานจำนวนมากเริ่มขาดทุนกันจริงๆแล้ว ขณะที่บางอุตสาหกรรมที่มีกำไร 30-40% เช่น กลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อนำรายได้มาแลกเป็นเงินบาทก็มีมูลค่าที่ลดลงเช่นกัน จึงจัดอยู่ในกลุ่มขาดทุนกำไร”

ที่น่าสนใจคืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นอีกกลุ่มที่ทุกคนมักคิดว่า ไม่ว่าค่าเงินบาทจะสวิงไปมาอย่างไรก็ไม่มีผลกระทบ แต่ในข้อเท็จจริงธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มจะได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าเงินบาทในระดับหนึ่งแล้ว และหากยังปล่อยไว้อาจกลายเป็นระเบิดเวลาในอนาคตเอาได้

“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเช่นนี้ เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาแลกเป็นเงินบาทเพื่อจับจ่ายใช้สอยในประเทศก็จะได้เงินบาทลดลง เขาอาจหันไปท่องเที่ยวในประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่สกุลเงินแข็งค่าน้อยกว่า”

รองประธาน ส.อ.ท. ยังย้ำด้วยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มแข็งค่ายาวไปตลอดทั้งปีนี้ อีกทั้งยังเป็นผลพวงมาจากการส่งออกของไทยเองในปีที่ผ่านมาที่เติบโตสูงสุดในรอบ 6 ปี คือขยายตัวสูงถึง 9.9% จากที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้เพียง 5% หรือคิดเป็นมูลค่าส่งออกเกินดุลไปถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯนั้น จึงยิ่งเป็นแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก

“ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมองว่าค่าเงินบาทนับจากนี้อาจแข็งค่าไปถึงระดับ 30–31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมตัวรับมือกันให้ดีเพื่อให้รอดพ้นวิกฤติดังกล่าว”

***********

ทั้งหมดนั้นคือ เสียงสะท้อนของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่กำลังสะท้านกับสถานการณ์ค่าเงินบาทของไทย แต่ภาครัฐจะเข้าใจหรือไม่ เราคงไม่อาจไปสอนจระเข้ว่ายน้ำ

แต่ในอดีตนั้น “วิกฤติค่าเงิน” เคยสั่นสะเทือน “ความเชื่อมั่น” ของ ธปท.มาแล้วครั้งหนึ่ง.

ทีมเศรษฐกิจ

ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา “ค่าเงินบาท” ของไทยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำเอาภาคส่งออกที่ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต้องลุ้นระทึกมาโดยตลอด... 28 ม.ค. 2561 13:17 ไทยรัฐ