กกพ.กางสูตรค่าไฟใหม่อุ้มบ้านใช้ไม่เกิน 200 หน่วย คนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยแบกแทน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

กกพ.กางสูตรค่าไฟใหม่อุ้มบ้านใช้ไม่เกิน 200 หน่วย คนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยแบกแทน

Date Time: 23 พ.ค. 2569 07:00 น.

Summary

กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็น 4 ทางเลือกปรับโครงสร้างค่าไฟบ้านใหม่ ตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย แต่เตรียมขยับภาระไปยังกลุ่มใช้ไฟสูง โดยเฉพาะบ้านใช้เกิน 400 หน่วยต่อเดือนที่อาจจ่ายเพิ่มสูงสุดกว่า 1 บาทต่อหน่วย ขณะที่การไฟฟ้าชู “สูตรที่ 4” เป็นทางเลือกเหมาะสุด เพราะคุ้มครองผู้ใช้ไฟกว่า 86% ของประเทศ และรักษารายได้การไฟฟ้าไม่ให้สะดุด คาดเริ่มใช้จริงรอบบิล ก.ค. นี้

Latest

HSBC Thailand เปิดตัวสินเชื่อ 1.3 แสนล้าน ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าองค์กรจากจีน 50 บริษัท/ปี

     นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ามติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่สั่งการให้ กกพ. ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ไปจัดทำข้อเสนอการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้าว่า การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จัดทำกรณีศึกษา 4 กรณี เปิดรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 22 พ.ค. – 5 มิ.ย.2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงานกกพ. ที่ www.erc.or.th เพื่อนำมาสรุป และประกาศโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ คาดว่า จะเริ่มมีผลบังคับใช้รอบบิลเดือน ก.ค. นี้

    สำหรับทั้ง 4 กรณี ยังคงหลักการ ที่จะดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าของประชาชน ไม่เกิน 200 หน่วยแรกในราคา ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติ กพช. ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูงขึ้น จะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามระดับการใช้ไฟฟ้า โดยยังไม่รวมค่าบริการรายเดือน ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งทั้ง 4 กรณีศึกษา กำหนดอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงการใช้ไฟฟ้า

    โดยกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 กำหนดอัตราค่าไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน ขณะที่กรณีศึกษาที่ 3 และ 4 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 201 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบันประมาณหน่วยละ 0.49 – 0.54 บาท ซึ่งจากผลการศึกษาทั้ง 4 กรณี พบว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป ค่าไฟฟ้า ต้องปรับขึ้นอัตราเฉลี่ย 0.54 - 1.03 บาทต่อหน่วย หรือมีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.96 - 5.45 บาทต่อหน่วย

    “แนวทางดังกล่าว เป็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ โดยยังคงหลักการสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำมารวบรวม วิเคราะห์ และใช้ประกอบการพิจารณาของ กกพ. ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป”

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นของ กฟน. และ กฟภ. ระบุว่า การลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก จะทำให้รายได้ของการไฟฟ้าหายไปประมาณ 1,296 ล้านบาทต่อเดือน หรือกว่า 15,555 ล้านบาทต่อปี จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ เพื่อรักษาสถานะทางการเงินของการไฟฟ้าให้สมดุล

    ทั้งนี้ การไฟฟ้าทั้งสองแห่งเสนอให้ กกพ. เลือกใช้กรณีศึกษาที่ 4 เป็นแนวทางหลัก เนื่องจากเป็นสูตรที่มีจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 400 หน่วยต่อเดือน และกระทบผู้ใช้ไฟส่วนใหญ่น้อยที่สุด โดยบ้านที่ใช้ไฟ 201 - 400 หน่วย จะจ่ายเพิ่มประมาณ 0.49 บาทต่อหน่วย ขณะที่บ้านใช้เกิน 400 หน่วย จะจ่ายเพิ่มประมาณ 0.5881 บาทต่อหน่วย

เหตุผลสำคัญที่เลือกสูตรดังกล่าว เพราะจะช่วยคุ้มครองประชาชนกว่า 20.09 ล้านราย หรือราว 86% ของประเทศ ที่ใช้ไฟไม่เกิน 400 หน่วยต่อเดือน ไม่ให้มีภาระค่าไฟสูงเกินไป ขณะที่ภาระต้นทุนจะถูกผลักไปยังกลุ่มใช้ไฟสูงกว่า 400 หน่วย ซึ่งมีประมาณ 3.15 ล้านราย หรือคิดเป็น 14% ของผู้ใช้ไฟทั่วประเทศแทน

นอกจากนี้ กฟภ. ยังประเมินว่า ในระยะยาวอาจเกิดพฤติกรรมใหม่ของผู้ใช้ไฟฟ้า เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อหลีกเลี่ยงค่าไฟที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องติดตามผลกระทบต่อโครงสร้างรายได้และเสถียรภาพระบบไฟฟ้าอย่างใกล้ชิดต่อไป และอาจมีกลุ่มผู้ใช้ไฟที่ได้รับผลกระทบ หันไปขอเปลี่ยนมิเตอร์เป็นแบบคิดตามช่วงเวลา (TOU) มากขึ้น หากมีการใช้ไฟในช่วงกลางคืนสูง ขณะเดียวกัน กฟภ. ได้เสนอให้มีกลไกชดเชยรายได้ระหว่างการไฟฟ้าด้วย เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานมีต้นทุนจัดหาไฟฟ้าต่างกัน แต่ต้องเก็บค่าไฟในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ กกพ. ประกาศโครงสร้างค่าไฟใหม่ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบบิล หรือ 45 วัน เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและปรับพฤติกรรมการใช้ไฟได้ทันท่วงที


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ