วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลายแทงช่วยคนจนเฟส2 โครงการสร้างงานผู้มีรายได้น้อย

ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายในปลายปีนี้ หรือเลื่อนออกไปต้นปีหน้า

ผลงานของรัฐบาลในปี 2561 คงจะถูกจับตามองมากที่สุด โดยเฉพาะมาตรการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนไทย จะไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่

รัฐบาลเองก็รู้ดีว่าปีนี้ คือ “ปีแห่งการชี้ขาด” จึงประเดิมด้วยการจัด “34 โครงการช่วย คนจน เฟส 2” ออกมาตั้งแต่ต้นปี โดยเปิดให้คนที่ลงทะเบียนในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคน เลือกที่จะเข้าโปรแกรมพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อมีโอกาสสร้างงาน สร้างรายได้มากขึ้น

หาก คนจน คนไหน แสดงความจำนงที่จะพัฒนาตนเอง รัฐบาลจะเพิ่มเงินลงในบัตรสวัสดิการให้อีก 200 บาท จากปัจจุบันที่ได้รับอยู่ 300 บาท รวมเป็น 500 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี

ส่วนผู้มีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี จะได้รับวงเงินเพิ่มเติมอีก 100 บาท เพิ่มจากเดิม 200 บาท รวมเป็น 300 บาทต่อเดือน

รัฐบาลระบุว่า จุดเด่นของมาตรการครั้ง นี้เป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบ

ไม่เหวี่ยงแห มีเป้าหมายชัดเจน และเป็นการออกแบบแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจน จึงมีการจัดทีมเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และเสนอแนะแผนที่ชีวิตประกบผู้มีรายได้น้อยทุกราย

ทั้ง 34 โครงการ เป็นการสร้างโอกาสใน 4 มิติ ตั้งแต่โครงการด้านการมีงานทำ 5 โครงการ โครงการฝึกอบรมและการศึกษา 10 โครงการ โครงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ 11 โครงการ และโครงการเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐาน 8 โครงการ เป็นความร่วมมือของ 13 หน่วยงาน คือ 6 กระทรวง 3 ธนาคาร 2 กองทุน และ 2 หน่วยงาน

คนจน คนไหน ไม่ว่าจะเป็นคนจนในเมือง หรือเกษตรกร สนใจโครงการใด “ทีมเศรษฐกิจ” รวบรวมโครงการส่วนหนึ่งที่น่าสนใจมาให้ติดตามกันได้ ตรงนี้

แฟรนไชส์สร้างงานสร้างอาชีพ

โครงการที่น่าจะถูกใจคนเมืองมากที่สุด คงหนีไม่พ้น โครงการ “แฟรนไชส์สร้างอาชีพเพื่อผู้มีรายได้น้อย”

“สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ บอกว่า ได้ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมมือกับผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่อยู่ในการส่งเสริมของกรมฯ คัดเลือกแฟรนไชส์ที่มีขนาดไม่ใหญ่ เป็นธุรกิจง่ายๆ ที่ผู้มีรายได้น้อยสามารถประกอบอาชีพได้ทันที มาให้ผู้มีรายได้น้อยได้เลือกซื้อนำไปประกอบอาชีพ

สาเหตุที่เริ่มต้นจากธุรกิจแฟรนไชส์ เพราะเป็นธุรกิจที่ง่ายต่อการเริ่มต้นสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ เพราะจะมีอุปกรณ์การทำอาชีพให้ทุกอย่าง มีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนด้วยตนเอง เนื่องจากมีแฟรนไชส์ซอร์ หรือเจ้าของแฟรนไชส์ช่วยคิดวางแผนธุรกิจและการเงินให้หมดแล้ว

“เสมือนเป็นพี่เลี้ยงให้ตลอดระยะเวลาการทำธุรกิจ โดยไม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูกเอง สามารถลดความเสี่ยง และเลี่ยงความล้มเหลวในการประกอบธุรกิจได้”

สำหรับแฟรนไชส์ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ล่าสุด มีประมาณ 62 รายมีขนาดการลงทุนระหว่าง 10,000-50,000 บาท เช่น พิซซ่าอาหม่วย, แหม่ม ซาลาเปาลาวา, โจ๊กแต้จิ๋ว, กิมซุนหมูปิ้งประเทศไทย, ตำระวิง mini, อาโกกาแฟโบราณ, เต้าหู้ลุงเหน่ง, ชาตันหยง, The hen Noodle

ลูกชิ้นพิษณุโลก ราม่า, สเต๊กขั้นเทพ, นมเหนียว ปังปิ้ง, ไจแอ้นลูกชิ้นระเบิด, ซูโม่ลูกชิ้นปลาระเบิด, อู้ฟู่ลูกชิ้นปลาเยาวราช เป็นต้น

โดยผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อแฟรนไชส์ทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ www.dbd.go.th  หรือสอบถามเพิ่มเติมที่สายด่วนโทร. 1570

เงินลงทุนแบงก์รัฐจัดให้

รมว.พาณิชย์ กล่าวยืนยันว่า โครงการนี้จะสร้างอาชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเกือบ 20,000 ราย และกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าได้ราว 2,000 ล้านบาท และช่วยสร้างอาชีพให้เกษตรกรและผู้รับจ้างภาคเกษตรได้ประมาณ 10,000 ราย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินลงทุน แต่สนใจทำธุรกิจแฟรนไชส์ได้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในครั้งนี้ได้ไม่ยาก เนื่องจากรัฐบาลต้องการขับเคลื่อนให้ผู้มีรายได้น้อยมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ซึ่งจะส่งผลให้การดำรงชีวิตดีขึ้นในระยะยาว

โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ขอความร่วมมือจาก ธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการปล่อยสินเชื่อให้ และยังมี บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้อีก หากกู้ต่ำกว่า 200,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน

ขณะที่ธนาคารออมสินให้ข้อมูลว่า ได้จัดสินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์ให้ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อเดือน ในปีแรก จากนั้นปีที่ 2 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย 0.5-0.75% ต่อเดือน (Flat Rate) ตามประเภทหลักประกัน โดยหลักประกัน คือ บสย. หลักประกันทางธุรกิจ และที่ดิน/ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างค้ำประกัน ระยะเวลาในการกู้ กรณีเงินกู้ระยะสั้น ให้ทบทวนวงเงินทุกปี กรณีเงินกู้ระยะยาว ให้กู้ได้ไม่เกิน 7 ปี

โดยสินเชื่อนี้ ธนาคารมีเป้าหมาย 5,000 ราย

ส่วนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงินสินเชื่อรวม 20,000 ล้านบาท โดยวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 50,000 บาท จะปลอดดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก และตั้งแต่เดือนที่ 7 เป็นต้นไป ในอัตรา MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 7% ต่อปี)

ผุด 3 หลักสูตรพัฒนาวิชาชีพ

นอกจากโครงการแฟรนไชส์สร้างงานสร้างอาชีพแล้ว กระทรวงพาณิชย์ ยังมีโครงการอื่นๆอีกที่จะช่วยพัฒนาทักษะฝีมือให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมมือกับสมาคมโรงแรมไทย และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดทำหลักสูตรการพัฒนาทักษะ “แม่บ้านมืออาชีพ” ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย

เมื่อผ่านการอบรมแล้ว สมาชิกของสมาคมโรงแรมพร้อมที่จะรับเข้าทำงาน หรือสามารถสมัครเข้าทำงานตามหน่วยงานต่างๆ หรืออาจจะรับจ้างอิสระได้ทันที

โดยจะเริ่มต้นการพัฒนา “แม่บ้านมืออาชีพ” ครั้งแรก ระหว่างวันที่ 5-7 มี.ค.นี้ ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เน้นพัฒนาทักษะที่สำคัญตั้งแต่หลักการและวิธีดูแลทำความสะอาดอาคารสถานที่ การดูแลรักษาและทำความสะอาดพื้นผิวประเภทต่างๆ การทำความสะอาดห้องน้ำอย่างถูกวิธี เป็นต้น

อีกทั้งยังมีหลักสูตรพัฒนา “ร้านอาหารมืออาชีพ” โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ต่อยอดการพัฒนาจากโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดทำหลักสูตรดังกล่าวให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มีทักษะวิชาชีพการทำอาหารอยู่แล้ว

โดยจะเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้านการประกอบธุรกิจร้านอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่เทคนิคการดำเนินธุรกิจร้านอาหารแบบมืออาชีพ การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเบื้องต้น กรณีศึกษาผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ เป็นต้น

เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยที่เข้ารับการพัฒนา สามารถเปิดร้านอาหารแบบเล็กๆได้เอง และวิเคราะห์ทำเล ต้นทุน และทำบัญชีเบื้องต้นได้ โดยจะเริ่ม ฝึกอบรมวันที่ 9-10 ก.พ.นี้ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ธุรกิจร้านเสริมสวยครบวงจร

ขณะเดียวกัน ยังมีหลักสูตรพัฒนา “ร้านเสริมสวย” โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมมือกับโรงเรียนเสริมสวยคุณโจ จัดทำหลักสูตรดังกล่าว โดยต่อยอดจากผู้ที่ผ่านการพัฒนาทักษะด้านการเสริมสวยแล้ว ให้มีองค์ความรู้ด้านการเริ่มต้นประกอบธุรกิจร้านเสริมสวยแบบครบวงจร

สามารถนำความรู้ไปเปิดร้านสร้างรายได้ที่มั่นคง และมีโอกาสเติบโตทางการค้า คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเดือน ก.พ.นี้ โดยทั้ง 3 หลักสูตร ตั้งเป้าหมายจะให้มีผู้ผ่านการฝึกอบรม และสามารถทำธุรกิจได้ทันทีประมาณ 3,000 ราย

นายสนธิรัตน์ ยังย้ำอีกว่า นอกจากการสร้างงานสร้างอาชีพแล้ว ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 กระทรวงพาณิชย์ยังจะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการเพิ่มช่องทางการค้าขายสินค้าให้กับผู้ผลิตสินค้าชุมชน ผู้ผลิตสินค้าโอทอป สินค้าเกษตร ฯลฯ ให้มากขึ้น

โดยการนำสินค้าเหล่านี้เข้ามาขายในร้านธงฟ้าประชารัฐ ที่ล่าสุดได้ติดตั้งเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) แล้วเกือบ 20,000 แห่งทั่วประเทศ และกำลังจะติดตั้งเพิ่มอีก 20,000 แห่งทั่วประเทศ ภายในเดือน มี.ค.นี้

รวมทั้งจะพัฒนาร้านธงฟ้าประชารัฐ ให้มีศักยภาพในการทำธุรกิจ และแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อ และห้างค้าปลีกรายใหญ่ได้มากขึ้น โดยจะพัฒนาให้เป็น “โชห่วยไฮบริด” ที่สามารถทำธุรกิจผ่านออนไลน์ได้ ซึ่งจะช่วยทำให้สามารถขายสินค้าได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น เป็นการเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้า รวมถึงเพิ่มบริการให้มากขึ้น โดยสามารถรับชำระค่าบริการต่างๆ ได้ด้วย

“ผมหวังว่า เมื่อก้าวแรกได้เริ่มแล้ว ก็จะมีก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน นี่คือการแก้ปัญหาความยากจนที่เราอยากเห็น และเป็นนโยบายที่ประชาชนเฝ้ารอโอกาสนี้มานาน ทั้งหมดรัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และหลุดพ้นจากความยากจน”

ทั้งนี้ นอกเหนือจากโครงการที่กระทรวงพาณิชย์จัดขึ้น “ทีมเศรษฐกิจ” ได้ค้นข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า ยังมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้จัดโครงการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรอีก 110 หลักสูตร

รวมทั้งมี โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้แก่เกษตรกร เช่น งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำ งานซ่อมแซมโครงการชลประทาน ระยะเวลา ม.ค.-ก.ย.2561

ขณะที่ กระทรวงแรงงาน มีโครงการฝึกอาชีพเร่งด่วน ช่างอเนกประสงค์ หรือช่างชุมชน มีการจัดหลักสูตรการฝึกอาชีพเสริม 3 หลักสูตร และค้นหาตำแหน่งงานว่างผ่านตู้งาน

ด้าน ธ.ก.ส.ยังได้จัดโครงการให้ความรู้แก่เกษตรกร ลูกค้าผู้มีรายได้น้อย มีมาตรการพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ลดภาระหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ

สารพัดสินเชื่อช่วยเหลือคนจน

ธ.ก.ส.จัดหนักเพื่อลูกค้าเงินกู้

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า ในจำนวน ผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ มีเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย 3,959,030 ราย ในจำนวนดังกล่าวเป็นลูกค้าที่ยังมีหนี้เงินกู้กับ ธ.ก.ส. 1,007,012 ราย ในโอกาสนี้จึงจัดโครงการให้ความรู้ทางการเงินแก่ลูกค้ากลุ่มนี้ เพื่อให้ลูกค้ามีแผนการจัดการทางการเงินของตนเองได้

ขณะเดียวกัน ได้จัดสินเชื่อชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย (XYZ) โดยเกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนในรูปของค่าเช่าที่ดิน (X) ค่าจ้างแรงงานและปัจจัยการผลิต (Y) และชุมชนต้องนำรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตหลังหักค่าใช้จ่าย (ค่าเช่าที่ดิน ค่าจ้างแรงงานและปัจจัยการผลิต) มาจัดสรรตอบแทนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ (Z)

โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อรวม 45,000 ล้านบาท ปล่อยให้กลุ่มละไม่เกิน 10 ล้านบาท แบ่งเป็นปีที่ 1 วงเงิน 10,000 ล้านบาท ผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับประโยชน์ 100,000 ราย ปีที่ 2 สินเชื่อ 15,000 ล้านบาท ผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับประโยชน์ 200,000 ราย ปีที่ 3 วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท ผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับประโยชน์ 384,000 ราย

พร้อมกันนี้ ได้จัดให้มีโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ พักชำระต้นเงิน 2 ปี ระหว่างพักชำระหนี้คิดอัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบันเท่ากับ 7% ต่อปี) โดยนำต้นเงินไม่น้อยกว่า 50% มาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยหนี้ 50% แรกคิดดอกเบี้ยในอัตรา MRR กำหนดชำระคืนไม่เกิน 7 ปี ปลอดการชำระต้นเงินไม่เกิน 2 ปีแรก ส่วนต้นเงินอีกไม่เกิน 50% หลังให้นำมาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ใหม่ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้พักไว้

เมื่อชำระหนี้ได้ตามกำหนด (สัญญาพักชำระหนี้หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ชำระต้นเงิน 50% แรกได้เสร็จสิ้นภายใน 7 ปี) ให้ลดดอกเบี้ยที่พักไว้ให้ครึ่งหนึ่ง

ธ.ก.ส.ยังมีสินเชื่อเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ ระยะที่ 3 วงเงิน 19,000 ล้านบาท แก่กลุ่มเป้าหมาย 300,000 ราย ให้วงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ระยะเวลาชำระหนี้ เป็นรายเดือน รายไตรมาส หรือราย 6 เดือน หรือรายปีด้วย

สนับสนุนกองทุนหมู่บ้าน

นอกจากนี้ ได้จัดโครงการสนับสนุนสินเชื่อกองทุนหมู่บ้านและสถาบันการเงินชุมชน เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาหนี้นอกระบบ 1,000 แห่ง ซึ่งสมาชิกมีหนี้นอกระบบหรือมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและจำเป็นในครัวเรือน 50,000 ราย โดยตั้งวงเงินกู้รวมวงเงินให้กู้รวมไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2561 ถึงวันที่ 31 มี.ค.2563 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR (ปัจจุบัน MLR เท่ากับ 5% ต่อปี)

ตลอดจนมีโครงการสนับสนุนสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน ระยะที่ 2 วงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 10,000 ล้านบาท กรณีกู้ฉุกเฉิน วงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บ คิดดอกเบี้ยแบบ Flat Rate ตามประเภทของหลักประกัน

ดังนี้ 1.กรณีใช้บุคคลค้ำประกัน 1 คนค้ำประกันหนี้เงินกู้ คิดอัตรา 0.85% ต่อเดือน 2.กรณีใช้หลักประกันจำนองบางส่วนไม่ต่ำกว่า 50% ของวงเงินกู้ ร่วมกับการใช้บุคคลค้ำประกัน 1 คนเป็นประกันหนี้ คิดอัตรา 0.75% ต่อเดือน 3.กรณีใช้หลักประกันจำนองไม่ต่ำกว่า 100% ของวงเงินกู้คิดอัตรา 0.50% ต่อเดือน

“ออมสิน” หนุนสินเชื่อสตรีท ฟู้ด

สำหรับธนาคารออมสิน นอกเหนือจากสินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์ที่จัดทำขึ้นมาแล้ว ยังมีสินเชื่ออีกหลายรูปแบบที่รองรับโครงการบัตรคนจน เฟส 2 โดยได้จัดสินเชื่อเพื่อผู้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐโดยเฉพาะ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จะได้มีเงินทุนในการประกอบอาชีพ หรือประกอบอาชีพเสริม วงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ระยะเวลาชำระคืนตั้งแต่ 3—5 ปี อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อเดือนในปีแรก

จากนั้นในปีที่ 2—5 อัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน (Flat Rate) โดยใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน

ขณะเดียวกัน ได้จัดสินเชื่อสตรีท ฟู้ดเพื่อให้มีเงินทุนหรือเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจเพิ่มเติม ให้วงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อเดือนในปีแรก ปีที่ 2—10 อัตราดอกเบี้ย 0.5—0.75% ต่อเดือน โดยหลักประกันประกอบไปด้วย บุคคล บสย. หลักประกันทางธุรกิจ และหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ตลอดจนสินเชื่อ GSB Homestay สำหรับสมาชิกของกลุ่มผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และมีการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ในปีแรก ปีที่ 2 เป็นต้นไป อัตรา 0.5—0.75% ต่อเดือน ตามประเภทหลักประกัน โดยหลักประกันประกอบไปด้วย บสย. และ/หรือ หลักทรัพย์ค้ำประกัน ระยะเวลาในการกู้สูงสุดไม่เกิน 7 ปี

นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา จัดทำโครงการ “มหาวิทยาลัยประชาชน” เป็นหลักสูตรอบรม พัฒนาอาชีพ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างความสุขที่ยั่งยืนเพื่อคนไทย สำหรับผู้มีรายได้น้อยรวมถึงผู้ที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนทั่วไป ผู้ที่ว่างงาน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อย โอกาส และผู้พิการ ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 18,000 ราย โดยผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้รับใบรับรองจากมหาวิทยาลัย นำมาใช้เป็นหลักฐานยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารออมสินได้

ทั้งหมดนี้ ผู้ถือบัตรสวัสดิการคนจนเลือกได้ว่าจะเข้าโครงการพัฒนาอาชีพ แบบใด งานนี้เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ได้เงินจากรัฐบาลแล้วยังมีโอกาสได้อาชีพ ใหม่ พร้อมกับมีสินเชื่อจากแบงก์รัฐมาเป็นทุนตั้งตัวง่ายๆด้วย.


ทีมเศรษฐกิจ

ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายในปลายปีนี้ หรือเลื่อนออกไปต้นปีหน้า ผลงานของรัฐบาลในปี 2561 คงจะถูกจับตามองมากที่สุด โดยเฉพาะมาตรการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนไทย จะไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่ 21 ม.ค. 2561 12:07 21 ม.ค. 2561 12:09 ไทยรัฐ