วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฟังจากปากหมอ! โจ บอยสเก๊าท์ มีโอกาสรอด 15% หากไม่หยุดกด รอรถอย่างเดียว

ช็อกคนไทยทั้งประเทศ เมื่อ “โจ บอยสเก๊าท์” หรือ ธนัท ฉิมท้วม วัย 44 ปี เสียชีวิตอย่างฉับพลันขณะเล่นดนตรีในผับ จู่ๆ โจก็วูบและล้มลงกับพื้นโดยไม่ทราบสาเหตุ จากนั้นถูกนำส่งโรงพยาบาลลาดพร้าวและเสียชีวิต โดยแพทย์นิติเวช เผยสาเหตุ เสียชีวิตจากกล้ามเนื้อหัวใจ ...

โรคร้ายที่คร่าชีวิตโจ บอยสเก๊าท์ อันตรายแค่ไหน เกิดขึ้นกับคนวัยใด และควรป้องกันอย่างไรให้ห่างไกล ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ได้สอบถามจาก “นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา” แพทย์เฉพาะทางด้านหทัยวิทยา มากว่า 10 ปี และวิทยากรอบรมหลักสูตร การช่วยชีวิตขั้นสูง (CPR) ให้บุคลากรทางการแพทย์ อธิบายเพิ่มเติมหลังดูคลิปเหตุการณ์ โจ บอยสเก๊าท์ ล้มฟุบคาเวทีว่า

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นกรณีเจอผู้ป่วยล้มฟุบฉับพลัน อย่างแรกที่ต้องรีบทำ คือ หากคนที่มาช่วยดูอาการเป็นบุคคลทั่วไปให้ดูว่าคนป่วย หากหมดสติและไม่หายใจ ให้ถือว่าหัวใจหยุดเต้น ต้องรีบทำการปั๊มหัวใจช่วยชีวิตทันที แต่ถ้าคนมาช่วยเป็นบุคลากร ทางการแพทย์ หากพบว่าไม่หายใจ ต้องไปคลำชีพจรดูว่ายังมีไหม ถ้าชีพจรไม่มี แสดงว่าหัวใจหยุดเต้น

การที่คนทั่วไปไม่สามารถคลำชีพจรได้นั้น เป็นเพราะจะคลำไม่ถูกตำแหน่ง อาจทำให้ช่วยชีวิตได้ช้า ดังนั้นประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ เมื่อไหร่ก็ตามที่พบเจอคนหมดสติ เรียกไม่รู้ตัว และไม่หายใจ ให้คิดว่าหัวใจหยุดเต้นไว้ก่อน แล้วทำการปั๊มหัวใจทันที

ล้มหมดสติปุ๊บ ปั๊มหัวใจปั๊บ โจ บอยสเก๊าท์ มีโอกาสรอด

สำหรับการปั๊มหัวใจที่ถูกวิธีนั้น นพ.อกนิษฐ์ อธิบายว่า ปกติจะปั๊มหัวใจตรงบริเวณกึ่งกลางกระดูกหน้าอก เหนือลิ้นปี่มาประมาณ 2 นิ้วมือ วางฝ่ามือลงไปแล้วปั๊ม การปั๊มที่ถูกวิธีจะมี 2 อย่าง คือ ปั๊มเร็วเพียงพอ คือ 100-120 ครั้งต่อนาที และลึกให้เพียงพอ คือ ให้หน้าอกยุบลงไปประมาณ 2 นิ้ว

จากคลิปเหตุการณ์ ช่วงที่หัวใจหยุดเต้น จะมีช่วง Golden Period ต้องรีบปั๊มหัวใจและรีบฟื้นคืนชีพ ภายใน 5 นาที และต้องมี AED เครื่องช็อตไฟฟ้า คนไข้จึงจะมีโอกาสรอดชีวิตอยู่ที่ประมาณ 40% แต่หากเกิน 5 นาที แล้วยังไม่ได้ทำการปั๊มหัวใจ ไม่ได้ทำ AED โอกาสเสียชีวิตสูงมาก กลับมาปั๊มหัวใจให้ขึ้นยากมาก แม้จะมาถึง รพ. แล้ว ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คนไข้ ไม่หายใจ หมดสติ ต้องปั๊มหัวใจให้เร็วที่สุด

ถ้าไม่ปั๊มหัวใจก็เหมือนกับเสียโอกาส คนไข้อาจเสียชีวิตทันที และก่อนปั๊มหัวใจต้องตามคนมาช่วยให้เรียกรถพยาบาล โดยโทรไปที่ 1669 ขณะรอก็ทำการปั๊มหัวใจ โอกาสรอดยังพอมี จากกรณีของ โจ บอยสเก๊าท์ หากปั๊มหัวใจทันที โอกาสรอด 15-18 % แต่หากปั๊มด้วยและมีเครื่องช็อตด้วยโอกาสรอดก็จะขึ้นมา 40% ได้ การปั๊มหัวใจทันทีเป็นสิ่งที่ดี ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อย่าหยุดกด รอรถอย่างเดียว ห้ามเคลื่อนย้ายคนไข้

ทั้งนี้ในการปั๊มหัวใจ ต้องผายปอด เป่าปากไหม ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคาใจของสังคม นพ.อกนิษฐ์ แนะนำว่าถ้าเป็นคนทั่วไปต้องไม่ทำเลย ปั๊มหัวใจอย่างเดียว และเมื่อไหร่ที่หัวใจหยุดเต้นให้ปั๊มหัวใจให้เร็วที่สุด และต่อเนื่อง ไม่มีหยุดกลางคัน ไม่ต้องเคลื่อนย้ายคนไข้ ปั๊มหัวใจจนกว่ารถ รพ. จะมารับ เพราะมีทีมมาช่วย มี เครื่องช็อตไฟฟ้า หากเคลื่อนย้าย ทำให้ไม่ได้ปั๊มหัวใจ โอกาสรอดยากมาก ด้านน้ำตาล ขึ้น 300 นั้น น่าจะเป็นจากการที่ร่างกายเวลาหัวใจหยุดเต้น มันมีสเตรท (Stress) เกิดขึ้น หมายถึงว่ามีภาวะอะไรบางอย่างที่ทำให้ร่างกายผิดปกติ จะมีการหลั่งฮอร์โมน ทำให้ไปกระตุ้นให้มีน้ำตาลสูงกว่าปกติ ซึ่งคิดว่าไม่เกี่ยวกับน้ำตาลที่สูงที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น

คนวัยใด เสี่ยงเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

สำหรับคำถามดังกล่าวนั้น นพ.อกนิษฐ์ บอกข้อมูลว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมักจะเกิดในคนที่ดูปกติและไม่ทราบว่าเป็นโรคหัวใจมาก่อน แต่โดยความเป็นจริงแล้วเขาเหล่านั้นมักจะมีโรคหัวใจแฝงอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว สาเหตุที่หัวใจหยุดเต้นฉับพลัน นั้นเกิดจาก โรค 3-4 กลุ่ม คือ หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ ซึ่งพบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และสูบบุหรี่

ส่วนที่เหลือจะเป็นโรคลิ้นหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่กำเนิด กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง คนที่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นอีกกลุ่มคือ พันธุกรรม แม้จะไม่สูบบุหรี่ ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ มีความเสี่ยงเกิดได้เหมือนกัน แต่ว่าน้อยมากๆ ปัจจัยหลักๆ ที่อันตราย คือ เบาหวาน ไขมัน ความดัน และการสูบบุหรี่ ส่วนการพักผ่อนน้อยนั้นไม่เป็นปัจจัยเสี่ยง

วัย 40 ต้องใส่ใจสุขภาพเชิงรุก แม้แข็งแรง แต่ไม่ได้การันตีว่าไม่มีโรคซ่อนเร้น

นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอีกอย่างคือ อายุมาก ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งเจอเยอะ แต่อายุน้อยใช่ว่าจะไม่เจอ บางคนในวัย 30 ปี เริ่มเจอแล้ว แต่ 40 ปี จะเจอเยอะ มาก ดังนั้นถ้าอายุ 40 ต้องใส่ใจตัวเองให้มากในเชิงรุก แม้บางคนจะไม่มีโรคประจำตัวก็ควรไปตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจหาว่ามีโรคเส้นเลือดหัวใจตีบซ่อนอยู่หรือไม่ มีโรคอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า โดยการ เจาะเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ เอกซเรย์ปอด ตรวจแล้วก็ต้องมาดู มาฟังร่างกายของตัวเองทุกครั้ง

และแม้ว่าจะเช็กสุขภาพแล้วร่างกายแข็งแรง ปกติดี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปกติเสมอไป เพราะจะมีกลไกหัวใจขาดเลือดใน 2 แบบ คือ 1. เส้นเลือดตีบเรื้อรัง คือ พบว่าตีบอยู่แล้วจากการตรวจโดยสายพาน ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ 2. เส้นเลือดตีบแต่มีคราบไขมันติดอยู่ วันดีคืนดีไปออกกำลัง ทำกิจกรรมอะไรที่ทำให้ตื่นเต้น ใช้พลังหรือแรงเยอะ คราบไขมันจะหลุด แล้วก็จะไปกระตุ้นให้ก้อนเลือดมาอุดเส้นเลือด ทำให้หัวใจขาดเลือดฉับพลันและเสียชีวิตได้

พบอาการเตือน ควรพบแพทย์ แนะควรเพิ่มหลักสูตร CPR ในเด็ก ม.ปลาย

อย่างไรก็ตาม อาการเตือนของโรคหัวใจที่อันตรายถึงชีวิตนั้น นพ.อกนิษฐ์ กล่าวว่า 1. เจ็บหน้าอก 2. หน้ามืดจะเป็นลม จะวูบ 3. เหนื่อยง่ายผิดปกติ ทั้ง 3 สิ่งนี้ต้องสังเกตตัวเราตลอดเวลา แม้ปกติจะเป็นคนสุขภาพแข็งแรง หากเกิดอาการเตือนอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าว ต้องรีบไปพบแพทย์ และแนะควรเพิ่มหลักสูตรการทำ CPR เพื่อป้องกันการสูญเสียดังกรณีของ โจ บอยสเก๊าท์

“ปกติประชากรที่มีความรู้ในการทำ CPR หรือการปั๊มหัวใจ ถ้าเป็นต่างประเทศ ที่อเมริกา 65% ของประชากรจะมีความรู้ทางด้านการช่วยชีวิต การปั๊มห้วใจ แต่มีแค่ 18% ที่สามารถปั๊มหัวใจได้อย่างถูกวิธี ซึ่งถือว่าน้อย ในไทยไม่เคยเก็บสถิติ แต่ผมเชื่อว่ายิ่งน้อยมาก ดังนั้นผมว่าการสอนทำ CPR ควรเข้าไปอยู่ในการสอนตามโรงเรียนมัธยมปลายให้ได้เรียนรู้กัน สถานการณ์ของโจ บอยสเก๊าท์ ถ้ามีคนทำ CPR เป็นสักหนึ่งคนในนั้น จะช่วยให้มีโอกาสรอดชีวิตได้เยอะขึ้น” นพ.อกนิษฐ์ กล่าวสรุป

 ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

คนเดียวที่โจห่วงเสมอ! เปิดคำพูดสุดท้าย จาก 'ต๊ะ บอยสเก๊าท์' ถึง 'โจ' เดี๋ยวดูแลให้...

นาทีต่อนาที! 'ต๊ะ บอยสเก๊าท์' เล่าระทึก ทำอะไรไม่ถูก วันเสียเพื่อนที่เหมือนญาติ (คลิปเสียง)