วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อยุธยาเมืองรับน้ำ EP.2 อ่วมหนัก น้ำทะลักท่วมบ้าน ใช้เรือแทนเตียง ที่นอนห่างหลังคาแค่ศอก

จากตอนที่แล้ว ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและสอบถามปัญหาความเดือดร้อนหลังชาวบ้าน อ.บางบาล และ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ถูกน้ำท่วมบ้านตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย. 60 ต้องระทมทุกข์กว่า 5 เดือน เดือดร้อนหนักทั้งเด็กเล็กวัย 9 เดือน และผู้สูงอายุ สู้กับภาวะต่างๆ ทั้งหิว ป่วย บ้านพัง ขวัญผวาหนีน้ำกลางดึกแล้ว

ยังมีอีกหนึ่งจุดที่น่าเป็นห่วงและน้ำท่วมหนักเช่นกัน คือ หมู่บ้านหัวเวียง ต.หัวเวียง อ.เสนา ด้วยเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ 120 หลังคาจึงถูกน้ำท่วมทุกหลัง และระดับน้ำบางจุดจึงสูงเกือบ 3 เมตร ชาวบ้านหลังหนึ่งต้องยกพื้นขึ้นหนีน้ำถึง 4 ครั้ง จนที่นอนห่างจากหลังคาบ้านเพียงศอกกว่าเท่านั้น ขณะที่บ้านอีกหลังต้องอาศัยนอนบนเรือ เพราะน้ำท่วมถึงบ้านชั้นสอง

ปี 54 ท่วมหนักทีเดียว เดือน ต.ค. แต่ปี 60 ระดับน้ำน้อย แต่ท่วมนานตั้งแต่ มิ.ย.

วันที่ 2 พ.ย. 50 เวลา 14.00 น. เมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึง พบว่าน้ำท่วมอ่วมหนักทั้งหมู่บ้าน แม้ทางเข้าหมู่บ้าน ระดับน้ำบางจุดอยู่ที่ระดับหน้าแข้ง ซึ่งเดินลุยได้ แต่ชาวบ้านก็ต้องระวังกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดแม่น้ำ น้ำจึงไหลผ่านตลอดเวลา

นางปทุมพร สัญญะชิต หรือ ผู้ใหญ่บ้านเบียร์ บอกข้อมูลว่า หมู่บ้านหัวเวียง อ.เสนา เป็นเขตติดต่อกับ หมู่ 5 ต.ทางช้าง อ.บางบาลจึงได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากเป็นที่ลุ่มต่ำ พอมีน้ำล้นตลิ่งจากแม่น้ำน้อย ก็จะถูกท่วมทุกปี สำหรับปีนี้ ระดับน้ำท่วม เมื่อเทียบกับ ปี 2554 แล้วปริมาณน้ำน้อยกว่า 30 ซม. แต่ท่วมหลายเดือนกว่าปี 2554 แถมยังท่วมบ่อยครั้ง เดี๋ยวท่วมเดี๋ยวลด จนชาวบ้านเดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะบ้านของนางคิ้ม ลายเสมา อายุ 80 กว่าปี ที่ถูกน้ำท่วมจนถึงชั้น 2 ของบ้าน ต้องนอนในเรือ ส่วนนายประสิทธ์ จิตสุทัยกุล อายุ 66 ปี ผู้เป็นสามี ต้องนั่งหลับบนเก้าอี้ เนื่องจากเก็บของไม่ทันเพราะน้ำขึ้นไว

“ก่อนน้ำจะมา หากได้รับข่าวจากจังหวัดหรืออำเภอ ว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงเท่าไหร่ ปล่อยมาอีกเท่าไหร่ เรามีการแจ้งเตือนเรื่อยๆ ให้ชาวบ้านรู้ทางกลุ่มไลน์ ศูนย์ข่าวของหมู่บ้าน และประกาศเสียงตามสายเพื่อเตรียมยกของขึ้นที่สูง” ผู้ใหญ่บ้านชี้แจง

กิน อยู่สุดลำบาก นอนบนเรือ สู้กับน้ำที่ไหลเชี่ยว

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปเยี่ยมนางคิ้ม โดยมีหลานของผู้ใหญ่บ้านค่อยๆ พายเรือพลาสติก ลัดเลาะผ่านบ้านแต่ละหลัง ท่ามกลางกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก มองจากสภาพด้านนอกของบ้านนางคิ้มที่ล้อมรอบด้วยกระแสน้ำไหลเชี่ยวจากแม่น้ำน้อย อีกทั้งถูกกิ่งไม้ไหลมาปะทะบ้านจนเกาะติดค้างไว้แล้ว น่าเป็นห่วงมาก หากมวลน้ำไหลแรงกว่านี้ เสี่ยงบ้านพังได้

หลังจากผู้สื่อข่าวตะโกนเสียงแข่งกับความดังของน้ำที่ไหลบ่ากระทบบ้านเพื่อขอเข้าไปเยี่ยม นายประสิทธิ์ ผู้เป็นสามีชี้บอกว่าให้ปีนเข้าทางหน้าต่างตรงหลังบ้าน เนื่องจากหน้าบ้านมีไม้จากที่อื่นไหลมาขวางและน้ำไหลแรง และเมื่อเข้าไปในบ้าน พบว่าน้ำท่วมพื้นบ้านในระดับตาตุ่ม และน้ำไหลบ่าเข้าบ้านตลอดเวลาโดยไม่มีทีท่าจะหยุด

นางคิ้ม บอกว่าก่อนหน้านี้นอนกับพื้นบ้าน เพราะน้ำยังท่วมไม่ถึงชั้นสอง ระดับน้ำขึ้นๆ ลงๆ แต่หลังจากออกพรรษา เจอระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นวันละ 20-30 เซนฯ น้ำขึ้นไวจนเก็บของไม่ทัน ต้องนอนในเรือมาเกือบเดือน ส่วนสามีแรกๆ ก็นั่งหลับกับเก้าอี้ พร้อมเล่าย้อนว่าตั้งแต่ปี 44 เจอน้ำท่วมมาทุกปี หนักสุดในชีวิตคือปี 54 น้ำสูงระดับเข่า แต่ปีนี้ก็ลำบากไม่ต่างจากปี 54 เนื่องจากน้ำไหลแรงมากกว่าทุกปี

เสียสละรับน้ำเพื่อคนกรุง บันได ฝาบ้านลอยหาย พื้นบ้านโป่งพอง วอนเห็นใจ

นายประสิทธิ์ เล่าเสริมถึงความทุกข์ระทมจากการต้องอยู่กับน้ำมากว่า 5 เดือนว่า จากน้ำที่ไหลแรงตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนนานหลายเดือน ทำให้ข้าวของในบ้านเสียหายหลายส่วน ขณะนี้ฝาบ้านและบันไดหลุดลอยหายไปหลายแผ่น พื้นบ้านเริ่มโป่งพองจากการถูกน้ำท่วม

น้ำท่วมครั้งนี้ แม้น้ำและไฟใช้ได้ปกติ แต่ก็อยู่อย่างลำบาก เพราะตนตาขวามองไม่ค่อยเห็น จะเดินก็ต้องระวังลื่นล้ม ห้องน้ำก็ใช้กระโถนแทน ร่างกายก็เริ่มอ่อนเพลียเนื่องจากไม่ได้นอนหลับ เพราะเสียงน้ำไหลแรง ส่วนอาหารการกิน เครื่องอุปโภคบริโภค ก็รอผู้ใหญ่บ้านหรือเพื่อนบ้านนำมาให้ เนื่องจากอายุเยอะทั้งคู่และน้ำไหลเชี่ยว ไม่สามารถออกไปหาซื้อได้ ทุกวันนี้ก็อยู่อย่างอัตภาพและพอเพียงตามที่ในหลวง ร.9 สอนไว้ และภาวนาให้ระดับน้ำไม่เพิ่มขึ้นและไม่แรงกว่านี้ ส่วนงบซ่อมบ้านยังไม่ทราบว่าทางรัฐบาลหรือหน่วยงานไหนจะมาช่วยบ้าง แต่เมื่อปี 54 ได้งบซ่อม หลังละ 5 พันบาท

เมื่อถามว่าทำไมไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น น้ำท่วมทุกปีมากว่า 10 ปี บ้านก็เสื่อมสภาพ ซึ่งไม่รู้ว่าจะทรุดโทรมตอนไหน อีกทั้งมีตอไม้ไหลมาปะทะบ้าน น้ำไหลบ่าเข้ามาทุกวันบ้านอาจพังได้ ทั้งสองให้เหตุผลว่าเป็นห่วงบ้าน และไม่มีญาติที่ไหนให้ไปอาศัยอยู่ด้วย ด้านนางคิ้ม มีแววตาเศร้าหมองพร้อมพูดว่า “ขอให้เห็นใจคนอยุธยา ชาวอยุธยาเป็นคนที่รับน้ำไว้ให้คนกรุงเทพฯ”

อย่างไรก็ตาม สำหรับสิ่งของที่ครอบครัวของทั้งสองต้องการ นอกจากข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภค ยาแก้น้ำกัดเท้าแล้ว ยังมี ยากันยุง เนื่องจากยุงเยอะมากทั้งกลางวันและกลางคืน

เดือดร้อนหนักทั้งคนและสัตว์ น้ำท่วมสูงจนที่นอนห่างจากหลังคาเพียงศอก

ถัดจากบ้านนางคิ้มมาอีก 2 หลัง ผู้สื่อข่าวพบอีกหนึ่งครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ต้องยกพื้น หนีน้ำจนที่นอนห่างจากหลังคาบ้านเพียงศอกกว่าเท่านั้น และแมวจมน้ำตายไป 3 ตัว

นางขวัญเรือน แก้วนันทะ อายุ 58 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าวเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าถูกน้ำท่วมขังในบ้านสูงกว่า 1 เมตร ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำมานานกว่า 5 เดือน และต้องยกพื้นหนุนข้าวของเครื่องใช้หนีน้ำถึง 4 ครั้ง จนขณะนี้เตียงนอนของสามีอยู่ห่างจากหลังคาบ้านเพียงศอกกว่ามาเกือบ 2 เดือน อีกทั้งส่งผลให้สมาชิกในบ้านรวม 5 คน และสุนัข 2 ตัว กับแมวอีก 32 ตัว ต้องอาศัยอยู่อย่างแออัด

เธอเล่าว่า แต่เดิมที่บ้านมีสุนัขและแมว 1 ตัว แต่มีคนนำมาฝาก นำมาปล่อยที่เล้าไก่ของบ้าน เธอเป็นคนรักสัตว์อยู่แล้วจึงจำเป็นต้องเลี้ยงไว้เพราะสงสาร และต้องคอยดูสัตว์ทุกตัวจนไม่กล้าออกไปไหน เกรงว่าจะจมน้ำ แต่แมวก็จมตายไปแล้ว 3 ตัว เพราะช่วยไม่ทัน เนื่องจากเธอเจ็บเท้า เดินไม่สะดวก เพราะน้ำกัดเท้า

“ไม่ได้หลับได้นอนเล๊ย น้ำไหลแรงจนนอนไม่หลับ และต้องคอยดูน้ำว่าจะสูงเพิ่มขึ้นอีกไหม หากเพิ่มขึ้นอีกก็เลือกที่จะไม่หนุนของหนีน้ำ เนื่องจากไม่สามารถหนุนได้แล้ว เพราะตอนนี้ข้าวของเครื่องใช้ก็อยู่ติดหลังคาบ้านแล้ว

ส่วนบ้านแม่ก็ท่วมหนักเหมือนกัน เหตุที่ไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่นเพราะบ้านเกิดเมืองนอนอยู่ที่นี่ ความสุขของเราอยู่ที่บ้าน ครั้งนี้ถือว่าทุกข์หนักมากที่สุดในชีวิต ทุกคนนอนเกือบติดหลังคาเลยแหละ แต่ที่หนักสุดคือสามี ที่นอนห่างจากหลังคาแค่ศอก” นางขวัญเรือนเล่าถึงความรู้สึก

สุนัข แมว ขาดแคลนอาหาร คนในครอบครัวถูกตะขาบกัดถึง 3 คน

นอกจากนี้นางขวัญเรือนยังเล่าถึงความลำบากอีกว่า สำหรับการใช้ห้องน้ำเพื่อปลดหนัก ปลดเบาก็พายเรือไปบ้านแม่ที่อยู่ใกล้ๆ กัน แต่กว่าจะพายฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน อีกทั้งเธอ ลูกและสามีเคยถูกตะขาบกัดระหว่างที่นอน

แม้บ้านเคยน้ำท่วมในปี 54 ซึ่งท่วมเยอะกว่าปีนี้มาก แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าความทุกข์ร้อนเป็นอย่างไร เนื่องจากย้ายข้าวของไปอาศัยอยู่ที่โรงเรียน จากที่เป็นเด็กเห็นน้ำท่วมจะรู้สึกสนุกที่ได้เล่นน้ำ แต่ปีนี้น้ำท่วมรุนแรงและทุกข์หนักมากสำหรับเธอ น้ำไหลเชี่ยวแรงจนประตูบ้านพัง ต้องนำวงล้อมากันน้ำเพื่อชะลอความแรง ตอนนี้เดือดร้อนเรื่องอาหารแมว แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์ จ.พระนครศรีอยุธยา มา 2 ครั้งแล้ว แต่ก็ยังขาดแคลน และอยากได้ ยาแก้น้ำกัดเท้า

“ขอบคุณทุกกำลังใจ จะสู้อย่างที่ทุกคนบอก จะไม่ย่อท้อ ทีแรกถอดใจแล้ว แต่ก็ให้กำลังใจกันและกันทุกคน เพราะมีหลายคน หลายอำเภอ ที่เจอน้ำท่วมเหมือนกัน” 

โปรดอย่าเข้าใจผิด ถุงยังชีพที่เห็นว่าบางคนได้เยอะ เนื่องจากฝากให้เพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตามสำหรับความช่วยเหลือลูกบ้าน นางปทุมพร สัญญะชิต หรือ ผู้ใหญ่บ้านเบียร์ บอกว่าที่ผ่านมาได้รับธารน้ำใจช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน ทางจังหวัดก็มาให้ถุงยังชีพ นายอำเภอก็มาเยี่ยมบ่อยๆ รวมทั้งเพื่อน พี่น้องของผู้ใหญ่บ้าน สิ่งที่ชาวบ้านขอความช่วยเหลือจะเป็น อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ยากันยุง และตอนนี้ รอโอกาสให้น้ำลง ให้พื้นบ้านไม่แช่น้ำก็ยังดี

“ทุกคนพอเพียง สิ่งที่ได้รับความช่วยเหลือมีอะไรก็ใช้แบบนั้น จะไม่เรียกร้องอะไร ถ้าไปเรียกร้องกับสื่อ ก็จะถูกมองว่าเห็นแก่ตัว สำหรับความช่วยเหลือยายคิ้มที่ต้องนอนบนเรือ ก็จะฝากของมากับเพื่อนบ้าน เพราะบ้านอยู่ลึก ยายพายเรือไม่เป็น อายุเยอะและกระแสน้ำเชี่ยวแรง บางคนที่มาแจกถุงยังชีพอาจมองเห็นว่า เอ๊ะ ทำไมเรือลำนี้ได้ของเยอะ แต่จริงๆ เพื่อนบ้านขนมาให้ยายคิ้มด้วย ตอนนี้ใช้หลักความสามัคคีในหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่ที่ออกไปรับของบริจาคไม่ได้ก็จะฝากกันมา ลูกบ้านที่ยังหนุ่มและแข็งแรงก็พายเรือไปเยี่ยมกันหลังนั้นหลังนี้ ก็ช่วยกัน ไม่เคยมีการเกี่ยงกัน” นางปทุมพรเล่าถึงวิธีจัดการแจกถุงยังชีพ

ตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย. กระทั่งวันนี้ มวลน้ำอยู่ยาวนานกับชาวบ้านหัวเวียง อ.เสนา ถึง 5 เดือน และกว่าน้ำ-ดิน จะแห้งเป็นปกติ ราวๆ สิ้นปีพอดี หากต้องการช่วยเหลือ สามารถโทรติดต่อที่ผู้ใหญ่บ้านเบียร์ที่หมายเลข 08-4310-4798

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อยุธยาเมืองรับน้ำ EP.1 ระทมทุกข์ 5 เดือน หิว ป่วย ผวาหนีน้ำกลางดึก