วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อยุธยาเมืองรับน้ำ EP.1 ระทมทุกข์ 5 เดือน หิว ป่วย ผวาหนีน้ำกลางดึก

“ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา เลอคุณค่ามรดกโลก” คำขวัญประจำ จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ตอนนี้เห็นทีว่าจะมีแต่ “อู่น้ำอู่น้ำ” อย่างเดียวเสียมากกว่า เพราะในปี 60 นี้ น้ำท่วมอยุธยาตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย. กระทั่งวันนี้ ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ถึง 6 ครั้ง แม้ว่าปริมาณน้ำจะไม่มากเท่าปี 54 แต่มวลน้ำอยู่ยาวนานถึง 5 เดือน ที่สำคัญคือ กว่าน้ำ-ดิน จะแห้งหมดก็สิ้นปีพอดี เท่ากับว่า ปีนี้ทั้งปีชาวบ้านเมืองกรุงเก่าไม่ได้ทำมาหากินถึง 7 เดือน

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไม่นิ่งนอนใจลงพื้นที่สอบถามปัญหาความเดือดร้อนจากชาวบ้านใน อ.บางบาล อ.เสนา อ.บางไทร พื้นที่ๆ น่าเป็นห่วงอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยานอกคันกั้นน้ำ ซึ่งในบางจุดสูงราว 2 เมตรครึ่ง ชาวบ้านต้องใช้เรือสัญจรไปมาแทน

ลูกเล็ก พ่อป่วย บ้านพัง! แม่ลูกอ่อน รับ ไม่มีที่ไปจำทนสภาพน้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึงบ้านของตาวิน ชาวบ้าน หมู่ 9 ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีลูกสาวยืนอุ้มลูกน้อยชะโงกมองด้วยความสงสัยอยู่หน้าประตูบ้านชั้นบน ซึ่งแทบจะไม่เห็นบันไดขึ้นมาจากชั้นหนึ่ง เพราะถูกมวลน้ำบดบังจนมิด มีเพียงขื่อเสาที่โผล่มาให้เห็นว่านี่คือบันไดเท่านั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวลงเรือเล็กเพื่อเข้าไปให้ถึงบ้านของตาวิน สีหน้าทุกคนดูดีใจที่มีคนมาสอบถามและให้ความช่วยเหลือพวกเขา โดยมี สุดารัตน์ แก้วใส ลูกสาวของตาวินอุ้มลูกพร้อมให้สัมภาษณ์ไปด้วย

“น้ำท่วมแบบนี้มา 5 เดือนแล้วค่ะ บ้านเราได้รับถุงยังชีพ 2 ครั้ง เป็นข้าวสารอาหารแห้ง โดยเขาจัดให้บ้านละ 1 ชุด แต่บ้านเราคนเยอะกินแป๊บเดียวก็หมดแล้ว บางทีก็ต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทน หรือบางทีอาศัยช่วงเวลาที่ลูกหลับ พายเรือออกไปหาผักบุ้งแถวนี้กินบ้าง แต่ก็ไม่เคยถึงขนาดไม่มีกินค่ะ ส่วนลูกอายุจะ 1 ขวบแล้วแต่คอยังไม่แข็ง เพราะน้องคลอดก่อนกำหนด เป็นโรคชักด้วย และเมื่อเดือนที่แล้วหมอนัดฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลบางบาล แต่ยังไม่ได้พอไปฉีดเลย เพราะไปลำบากต้องพายเรือออกไปน้องก็ไม่ค่อยแข็งแรง ตอนนี้ก็ป้อนนมผงอยู่ค่ะ” ลูกสาวตาวิน เล่าพลางกล่อมลูกน้อย

สุดารัตน์ ยังเล่าถึงความทุกข์ระทมที่เกิดขึ้นว่า เวลาจะเข้าห้องน้ำลำบากมาก เพราะต้องพายเรือไปเข้าห้องน้ำลอยน้ำที่ทางเทศบาลจัดหาให้ ซึ่งอยู่ไกลจากบ้าน ส่วนอาหารการกิน เครื่องอุปโภคบริโภค ออกไปหาซื้อลำบาก เพราะต้องดูแลที่บ้าน ซึ่งอยู่กัน 6 คน พ่อก็นอนป่วยอยู่เป็นเส้นเลือดในสมองแตก เนื่องจากล้มในห้องน้ำ เดินไม่ได้มาปีกว่าแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้ไปโรงพยาบาลตั้งแต่น้ำท่วม

นอกจากนี้ สภาพบ้านได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างมาก เนื่องจากบ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และน้ำท่วมถึงชั้นสองที่เป็นห้องนอน เวลาเรือใหญ่แล่นผ่านคลื่นก็จะซัดเข้ามากระทบกับผนังบ้าน พื้นบ้าน ซึ่งเป็นไม้ ทำให้ไม้โป่งพอง ตะปูหลุด ยิ่งแช่น้ำนานหลายเดือนไม้ยิ่งพัง

“ถามว่าทำไมไม่รู้จักสร้างให้สูงขึ้น ปัญหาสำคัญคือ เงิน เราต้องใช้เงินในการดีดเพื่อให้สูงพ้นน้ำ แต่เราไม่มีเงิน เราก็ต้องยอมรับสภาพที่มันเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อปี 54 ข้าวของเสียหายก็เขียนขอไปแต่ก็ไม่ได้รับ ก็ไม่รู้ว่าปีนี้หลังจากน้ำลดแล้วจะได้เงินช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านจากหน่วยงานรัฐบ้างหรือไม่ ซึ่งเราเองก็อยากย้ายไปอยู่ที่อื่นเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้จะย้ายไปไหน เพราะบ้านเกิดเราอยู่ที่นี่ เราเป็นคนที่นี่” หญิงสาวชาว ต.บ้านกุ่ม เล่าด้วยความทุกข์ตรม

อย่างไรก็ตาม สำหรับสิ่งของที่ครอบครัวของตาวินกำลังขาดแคลนอยู่ตอนนี้ คือ ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภค นมผงสำหรับเด็ก รวมทั้ง ยาแก้น้ำกัดเท้า เพราะจะเดินไปไหนภายในบ้านต้องลุยน้ำทั้งวันทั้งคืน

“ฉันอยู่มา 68 ปีมีไม่ท่วมแค่ 2-3 ปี นอกนั้นท่วมหมด” คุณยาย เผย เตรียมตัวรับน้ำแล้ว

ผู้สื่อข่าว ยังเดินทางต่อโดยได้พบกับ วันเพ็ญ สุนิธิ อายุ 68 ปี ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่บ้านเกิดด้วยว่า “ฉันอยู่ที่นี่มา 68 ปี มีแค่ 2-3 ปีเท่านั้นที่น้ำไม่ท่วม นอกนั้นท่วมหมด โดยเฉพาะเมื่อปี 54 น้ำท่วมสูงมาก ส่วนปีนี้ท่วม 6 ครั้ง แหม...อยากได้สัก 10 ครั้ง สนุกดี (หัวเราะ) คนที่นี่เขาก็ปรับตัวกันได้ มีเรือเกือบทุกบ้าน บ้านไหนไม่มีก็ขอยืมบ้านที่มีเยอะหรือเอาจากเทศบาลแจก ถามว่าอยากได้ความช่วยเหลืออะไรไหม ฉันก็ไม่รู้จะขออะไร เขามีข้าว มีน้ำมาแจก บ้านเราก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะปรับปรุงบ้านให้ดีดขึ้นให้สูงเตรียมตัวรับน้ำแล้ว ถามว่าลำบากไหม ก็ลำบาก เพราะฉันต้องไปขายของ จากที่เข็นรถเข็นไปขายก็ต้องเปลี่ยนมาขนของลงเรือแทน”

ถมบ้าน 2 เมตร ยังเอาไม่อยู่! อดีตพนง.การไฟฟ้าไม่ทิ้งบ้าน ขออยู่กับสัตว์เลี้ยง

บ้านอีกหลังหนึ่งที่ผู้สื่อข่าวแวะเวียนเข้าไปสอบถาม เจ้าของบ้านชื่อคุณวันชาติ นิสพร อดีตพนักงานการไฟฟ้า ชาวบ้านหมู่ 8 ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รวบรวมเงินทองปรับปรุงบ้านใหม่เมื่อปี 2538 นับแสนบาท โดยการถมดินให้สูงจากดินเดิม 2 เมตรและเทปูน ซึ่งตอนนั้นถือว่าสูงพ้นน้ำแบบสบายๆ แต่คราวนี้ปริมาณน้ำสูงขึ้นจนเข้าบ้านชั้นหนึ่งเรียบร้อยแล้ว

“ตอนปี 54 น้ำท่วมสูงมากกว่านี้ แต่ท่วมไม่นาน ส่วนครั้งนี้ท่วมนานและขึ้นๆ ลงๆ อยู่แบบนี้ 6 รอบในเวลา 5 เดือน และครั้งล่าสุดตอนเช้า ผมเห็นน้ำท่วมแค่ผิวถนน พอผ่านไป 8 ชั่วโมงน้ำขึ้นถึงหน้าแข้งแล้ว ก็เลยต้องรีบยกจักรยานยนต์ แขวนไว้กับหลังคา ของใช้ในบ้านก็ยกขึ้นที่สูงหมด เพราะเราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ก็เตรียมตัวได้” อดีตพนักงานการไฟฟ้า เล่า

วันชาติ ยังกล่าวต่อด้วยว่า ได้รับความช่วยเหลือเป็นถุงยังชีพจากทาง จ.พระนครศรีอยุธยา และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งตอนนี้ไม่ได้แร้นแค้นมาก สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ตามสภาพที่เห็น มีอะไรก็ช่วยเหลือกันในหมู่บ้าน แต่ไม่อยากไปอยู่ที่อื่น ไม่อยากทิ้งบ้าน เพราะที่มีทั้งสุนัขและแมว 12 ตัว ไม่สามารถทิ้งไปได้ ทุกวันนี้ต้องน้ำอิฐมาวางเป็นทางเดินให้สัตว์เลี้ยง เพราะในน้ำเคยมีทั้งปลิงตัวเท่านิ้วหัวแม่มือ และตะขาบ กลัวว่าสัตว์เลี้ยงจะเป็นอันตราย

นายกเผย ชาวบ้านปรับตัวได้ แม้บอบช้ำมาหลายครั้ง

ด้าน นายชูเกียรติ บุญมี นายกเทศมนตรีเทศบาล ต.บางบาล ยอมรับ คนที่นี้บอบช้ำกว่าปี 54 แม้น้ำจะสูงกว่า 30 ซม. แต่ถล่มเต็มๆ เดือน ต.ค. แต่ปี 60 นี้ ปริมาณน้ำขึ้นๆ ลงๆ มาตั้งแต่เดือนมิ.ย. จนถึงปัจจุบัน 5 เดือนเต็ม ก่อนหน้านี้ น้ำท่วมแค่ 1-2 ครั้ง แต่ปีนี้ 6 ครั้ง บางจุด 7 ครั้งก็มี

แต่ล่าสุดวันที่ 2 พ.ย. ทางเขื่อนชัยนาทได้ลดระดับการปล่อยน้ำ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาค่อยๆ ลดลง ซึ่งในตอนนี้สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.บางบาล ถือว่า กำลังคลี่คลาย ชาวบ้านที่นี่จึงคลายความเครียดลงไปได้มาก

ขณะที่ ไฟฟ้าหรือน้ำประปา สามารถใช้ได้ตามปกติ ขนาดที่น้ำท่วมหนัก ปี 54 ก็ยังใช้ได้ มีการตั้งหม้อแปลงสูง รวมถึงชาวบ้านเคยประสบพบเจอสถานการณ์แบบนี้มาตลอดชีวิต และ 80% มีการปรับตัวยกพื้นบ้านให้สูงขึ้น ตัดไฟหรือย้ายปลั๊กไฟขึ้นไปอยู่ที่สูงเองได้หรือไหว้วานคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านที่นี่รู้จักการปรับตัวให้อยู่กับน้ำตั้งแต่เกิด ถึงแม้บางคนไม่มีเงินก็ไปกู้เงินมาปรับปรุงบ้านกัน แต่ยังมีบางส่วนที่กำลังทรัพย์ไม่ถึง บ้านอยู่ในระดับต่ำ เมื่อได้เงินชดเชยมาก็ค่อยๆ ปรับปรุงกันไป แต่เงินชดเชยที่ทางหน่วยงานรัฐให้ก็ไม่ได้เพียงพอในการทำบ้านทั้งหลัง

แนะ 3 ระยะ ช่วยเหลือชาวบ้านพื้นที่รับน้ำ

นายชูเกียรติ เสนอแนะการช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม 3 ระยะ ได้แก่...

ระยะแรก : การช่วยเหลือเฉพาะหน้า
ทุกวันนี้ชาวบ้านได้รับการดูแลจากทุกภาคส่วน ไม่ได้ขาด เพียงแต่บางที่อยู่ในจุดลับตา อยู่ลึกหน่อย อาจจะไม่ได้มาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน แต่เวลาที่มีถุงยังชีพ หรือมีการนัดพบปะกันเราก็จะได้พบลูกบ้านทั้งหมด ได้รับแจ้งความเดือดร้อนเราก็ช่วยกันแก้ไขได้ และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่นำถุงยังชีพมาช่วยเหลือแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้าน แต่ว่ามันยังมีบางส่วนลับตา หากคนที่ประสงค์ช่วยเหลือไม่ประสานกับทางท้องถิ่นหรือเทศบาล บางครั้งไปซ้ำกับจุดที่สะดวก แต่จุดลับตาที่ได้รับจาก ปภ. อบจ. ซึ่งได้เฉพาะของหลักๆ จากทางราชการ แต่ส่วนย่อยๆ ที่คนเอามาแจก จะไปซ้ำในจุดที่สะดวก ดังนั้น หากประสานมาจะได้จัดสรรในจุดที่อยู่ไกล จุดที่บกพร่องอยู่ อาจจะพาพายเรือไปยังจุดต่างๆ ด้วย หรือ เรียกชาวบ้านมารวมกัน เพื่อความสะดวกในการแจกจ่าย นี่คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ระยะกลาง : การฟื้นฟู
หลังจากน้ำลดยังต้องมีการฟื้นฟู ซึ่งคนบางบาลไม่ได้ทำมาหากินกันมาแล้ว 5 เดือนเต็ม และเดือนพ.ย.คาดว่าน้ำจะทยอยขึ้นลงยังไม่หมดไป ส่วนเดือน ธ.ค. น้ำลดหมดแล้ว แต่ดินยังไม่แห้ง เท่ากับว่า ปีนี้ทั้งปี 7 เดือนชาวบ้านไม่ได้ทำมาหากิน ดังนั้น ทางรัฐบาลควรจะวางแผนช่วยเหลือในเรื่องของเมล็ดพันธุ์พืช ปัจจัยการผลิตต่างๆ ตลอดจนเมื่อผลิตแล้ว การรับซื้อด้วย

ระยะยาว : การสร้างอาชีพ
ในเมื่อแถวนี้ถูกทำเป็นพื้นที่เอาไว้รับน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำไปท่วมเมืองหลวง เราคือวีรบุรุษผู้เสียสละ แต่เราเสียสละกันมาตั้งแต่เกิด ยังเสียสละอยู่ ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ต้องช่วยแก้ปัญหาระยะยาวให้กับชาวบ้าน คือ ช่วงที่พ้นหน้าน้ำไปแล้วต้องมาส่งเสริมอาชีพ โดยการมาปฏิรูปที่ดิน จัดผังที่ดินให้พร้อมกับระบบชลประทาน ที่ทำนา ทำผลผลิตในช่วงหลังน้ำลด เร่งทำไปพอถึงเดือน ส.ค. ก็เลิกทำเพราะต้องเตรียมตัวรับน้ำ ดังนั้น ให้เราเป็นทุ่งรับน้ำแต่ก็ต้องสร้างความแข็งแรงให้กับเราในช่วงที่พร้อมที่ทำอาชีพ

วอน ผู้มีน้ำใจ ประสานทางหน่วยงานรัฐ เพื่อกระจายของให้ชาวบ้านที่พื้นที่ห่างไกล

สำหรับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐนั้น นายชูเกียรติ กล่าวว่า ชาวบ้านทุกบ้านจะได้รับถุงยังชีพอย่างน้อย 3 รอบ แต่บางจุดที่ทำเลดีหรือริมถนนมีรถผ่านทุกวัน ก็พบว่ามีประชาชนแวะเอาอาหารมาให้อยู่ประจำ ส่วนบ้านไหนที่อยู่ลึก อยู่ไกล ก็อาจจะรู้สึกน้อยใจว่าการดูแลไม่เท่ากัน

ดังนั้น อยากวอนผู้ที่ต้องการช่วยเหลือช่วยประสานงานมากับทางอำเภอ เทศบาล หรือกำนัน เพื่อจะได้กระจายของบริจาคไปยังพื้นที่ๆ อยู่ไกล หรือเข้าถึงยาก เพราะคนพื้นที่จะรู้ว่าลูกบ้านตรงไหนต้องการความช่วยเหลือหรือขาดแคลนอะไรบ้าง

เสร็จภารกิจจาก อ.บางบาล ก็ไปต่อกันที่ ต.หน้าไม้ อ.บางไทร ในทันที ชาวบ้านที่นี่รอการช่วยเหลืออยู่เช่นกัน และระดับน้ำก็สูงไม่แพ้ อ.บางบาล เลย โดยผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีผู้สูงอายุพิการทางสายตาอาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตร จึงรีบเดินทางไปทันที

เมื่อเรือเข้าไปจอดอยู่หน้าหมู่บ้านหน้าไม้ หมู่ 3 ต.หน้าไม้ อ.บางไทร ก็พบเข้ากับคุณยายเพ็ญศรี ชัยมงคล วัย 77 ปี ยืนทักทายอยู่ตรงหน้าต่างชั้นสองของบ้าน

สิ่งที่อยากได้มากที่สุดจากคนบางไทร...ขอให้น้ำลดเร็วๆ

คุณยายเพ็ญศรี ชัยมงคล เล่าว่า มาอยู่บ้านนี้ตั้งแต่ปี 34 โดยครั้งที่นำ้ท่วมหนักที่สุดคือปี 54 ตอนนั้นไปอาศัยวัดอยู่ ส่วนคุณตาตอนนั้นร่างกายยังแข็งแรงมองเห็นได้ปกติ คอยเฝ้าบ้านเพราะห่วงบ้าน แต่ปีนี้ร่างกายของทั้งคู่ไม่แข็งแรง ประกอบกับไม่อยากทิ้งบ้าน จึงอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ท่ามกลางน้ำท่วม แต่โชคดีที่มีลูกสาวคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

“ที่นี่มันท่วมทุกปีแหละ ลำบากมากๆ เลย น้ำท่วมยุงเยอะ ต้องจุดยากันยุงตลอด พอมืดก็ต้องรีบเข้ามุ้งนอนกันแล้ว ยิ่งตอนน้ำท่วมแรกๆ มีทั้งงู ทั้งตะขาบอยู่ข้างกอไผ่ข้างบ้าน ให้ลูกสาวไล่ลงน้ำไป ส่วนตาก็ให้ลูกสาวช่วยดู เพราะฉันก็ช่วยไม่ไหว นั่งพื้นไม่ได้มันปวดหลัง ถามว่าอยากได้อะไรก็คงเป็นข้าวสาร เพราะที่มีอยู่ทุกวันนี้เดือนละ 1 ถังไม่พอกิน แต่สิ่งที่อยากได้มากที่สุด คือ อยากให้น้ำลงไปไวๆ เวลากลางวันอากาศร้อนมาก ยังอาศัยพื้นใต้ถุนนอนได้ แต่ตอนนี้น้ำท่วมต้องทนร้อนกันไป” คุณยายเพ็ญศรี บรรยายถึงความลำบากหลังน้ำท่วมบ้านนาน 5 เดือน

อย่างไรก็ตาม ในตอนหน้ายังมีอีก 1 จุดที่น่าเป็นห่วงเช่นกัน คือ ต.หัวเวียง อ.เสนา ระดับน้ำบางจุดสูงเกือบ 3 เมตร จนชาวบ้านต้องยกพื้นขึ้นหนีตามจนที่นอนห่างจากหลังคาบ้านเพียงศอกกว่าเท่านั้น ขณะที่ บ้านอีกหลังคุณยายต้องอาศัยนอนบนเรือแทน เพราะน้ำท่วมถึงบ้านชั้นสอง เรื่องราวความเดือดร้อนของชาวบ้านในตำบลนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามต่อได้ในตอนหน้า...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน