วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"คอลลาเจนไทพ์ทู" ทางเลือกใหม่ในการดูแล...ข้อเข่าเสื่อม

เราเคยคิดว่า โรคข้อเสื่อมเป็นโรคของคนสูงอายุ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ขณะนี้ 1 ใน 3 ของคนไทยมีอาการป่วยด้วยโรคข้อ

มากที่สุด คือ ข้อเข่าเสื่อม ล่าสุดพบว่า แม้แต่ในคนที่อายุน้อยกว่า 30 ปี ก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้ แม้จะเป็นอัตราที่น้อยเพียงแค่ 1% ก็ตาม

จากสถิติคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีโอกาสที่จะเป็นข้อเข่าเสื่อมมากถึง 50% และ 10% ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี

นอกเหนือจากการผ่าตัดแล้ว ทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ผ่านมาก็คือ การใช้ยา โดยมียาหลายกลุ่มที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม อาทิ ยาแก้ปวด และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ ยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อ เช่น ยากลุ่มกลูโคซามีนซัลเฟต จะช่วยชะลอโรค ซ่อมแซมผิวข้อและลดการอักเสบ และการใช้สารสกัดจากธรรมชาติเพื่อลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาบางชนิดที่อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร เช่น สารสกัด glucosamine และ chondroitin เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของข้อ เพิ่มน้ำไขข้อ

ล่าสุดมีการวิจัยพบว่า สารสกัดประเภท Nutraceutical ที่เรียกว่า คอลลาเจน ไทพ์ทู (UC–II) ซึ่งสกัดจากกระดูกอ่อนบริเวณหน้าอกของไก่ สามารถลดอาการอักเสบได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไขข้อรูมาตอยด์และอาการข้อเข่าเสื่อมได้

David C. Crowley และคณะ ได้ทำการศึกษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมจำนวน 52 คน โดยเปรียบเทียบแบบสุ่ม เลือกถึงประสิทธิผลการรักษาระหว่างกลุ่ม ที่รับประทานคอลลาเจนไทพ์ทู ขนาด 40 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบกับกลุ่มที่ได้
สารสกัดสูตรผสมของกลูโคซามีน (glucosamine) และคอนดรอยติน (chondroitin) ในระยะเวลา 90 วัน พบว่าคอลลาเจนไทพ์ทู สามารถลดอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมได้ถึง 33% ขณะที่สารสกัดสูตรผสมของทั้งกลูโคซามีนและคอนดรอยติน สามารถลดอาการได้เพียง 14% เท่านั้น

ในปี 2013 James P Lugo และคณะ ได้ทำการศึกษาประสิทธิผลของสารคอลลาเจนไทพ์ทู ในอาสาสมัครสุขภาพดีที่ออกกำลังกายเป็นประจำแต่มีอาการเจ็บที่ข้อเข่าเฉพาะเวลาออกกำลังกายอย่างหนัก โดยศึกษาแบบสุ่มเลือกโดยเปรียบเทียบ 2 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มที่รับประทานคอลลาเจนไทพ์ทูขนาด 40 มิลลิกรัมต่อวัน และกลุ่มที่ได้ยาหลอก (placebo) โดยติดตามผลเป็นระยะเวลา 120 วัน พบว่ากลุ่มที่รับประทานคอลลาเจนไทพ์ทู มีค่าเฉลี่ยองศาของการยืดเข่าได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มที่รับประทานคอลลาเจนไทพ์ทูยังสามารถออกกำลังโดยวิ่งบนลู่วิ่งปรับความชันได้เป็นระยะเวลานานกว่าก่อนที่มีอาการเจ็บหัวเข่า นานกว่าถึงสองเท่าเมื่อเทียบ กับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก นอกจากนี้ ยังพบว่าอาสาสมัครจำนวน 5 คน หรือ ประมาณ 18.5% ที่ได้รับคอลลาเจนไทพ์ทูไม่มีอาการปวดเลยในขณะที่ทดสอบ รวมทั้งไม่พบผลข้างเคียงใดๆจากการใช้ด้วย

และในปี 2016 Lugo J P และคณะ ได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของคอลลาเจนไทพ์ทู ขนาด 40 มิลลิกรัมต่อวัน ในการบรรเทาอาการปวดและการอักเสบของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม เทียบกับกลุ่มที่รักษาด้วยสารสกัดสูตรผสมของกลูโคซามีน ขนาด 1,500 มิลลิกรัม และคอนดรอยติน ขนาด 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน และกลุ่มที่ได้รับยาหลอกในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมทั้งหมด 191 คน ติดตามผลการรักษานาน 6 เดือน พบว่า คอลลาเจนไทพ์ทูสามารถบรรเทาอาการและลดการอักเสบของข้อเข่าเสื่อมได้ดีทั้งด้านการลดอาการปวดข้อ อาการข้อเข่าติด และการใช้งานของข้อเข่า และพบว่าดีกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่ม ที่ได้รับสารสกัดสูตรผสมของทั้งกลูโคซามีนและ คอนดรอยติน รวมทั้งกลุ่มที่ได้ยาหลอก

และจากการวิจัยครั้งนี้ยังทำให้พบว่า คอลลาเจนไทพ์ทู หรือ UC-II มีความปลอดภัยสูง เพราะไม่พบผลข้างเคียงใดๆ เลย ต่างจากกลุ่มที่ได้สารสกัดสูตรผสมของ กลูโคซามีนและคอนดรอยติน ที่ยังคงมีผล ข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับยาถึง 25%

ข้อเข่า เป็นอวัยวะสำคัญที่แบกรับน้ำหนักของร่างกาย เมื่อเกิดการกระแทกหรือกระทบ กระเทือนมากๆ อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดการอักเสบ มีอาการปวด บวม ในรายที่เป็นมากอาจถึงขั้นเดินไม่สะดวกจำเป็นต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงในการเดินเพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่โดยรอบข้อเข่าทำงานน้อยลง ขณะที่บางรายปล่อยทิ้งไว้เรื้อรังจนกล้ามเนื้ออ่อนแรง ลีบเล็กลง ในที่สุดอาจถึงขั้นเดินไม่ได้ หรือต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า

สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อมส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่มีการใช้งานข้อเข่ามากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการยืน การนั่ง การเดิน การวิ่ง หรือแม้แต่การกระโดด ที่เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ข้อเข่าเกิดการกระแทกจนมีการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดข้อเข่าเสื่อม นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น อายุและน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อ้วนจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวน้อย และโดยสถิติแล้ว ผู้หญิงมีโอกาสที่จะเป็นข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าผู้ชาย

อาการที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมก็คือ อาการปวด โดยเฉพาะเวลา ที่มีการใช้งานข้อเข่าจากการเดินหรือวิ่ง นอกจากนี้ อาจมีอาการข้อยึดและติด ถ้าเป็นมาก การเหยียดงอเข่าจะลดลงทำให้เคลื่อนไหวลำบาก ในบางคน
อาจมีอาการข้อบวมที่เกิดจากเยื่อบุข้อมีการอักเสบหรือมีการสร้างน้ำไขข้อเพิ่มขึ้น หรือมีความรู้สึกว่ากระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหวข้อ ถ้าเป็นมากและรุนแรง อาจถึงขั้นข้อเข่าผิดรูป ขาโก่ง ข้อหลวม รู้สึกไม่มั่นคงเวลายืนหรือเดิน เอ็นรอบๆข้อจะหย่อนและกล้ามเนื้อรอบๆข้อมีขนาดเล็กลง

โรคข้อเข่าเสื่อมไม่สามารถรักษาให้หาย ขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ การรักษาในปัจจุบันเป็นการบรรเทาอาการเจ็บปวด เพื่อช่วยให้ข้อเข่าสามารถใช้งานได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด และชะลอความรุนแรงและความเสื่อมของโรคให้นานที่สุดเท่านั้น.