วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไขข้อข้องใจ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 สู่ 700 มากกว่าจบป.ตรี เป็นไปได้ไหม?

แรงงานถึงกับร้องอู้หูว! แนวคิดปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 300 บาท สู่ 700 บาท กำลังเป็นข้อถกเถียงตีกันอีนุงตุงนังจากหลายภาคฝ่าย บ้างก็ว่าเห็นควรแก่การปรับขึ้นเสียที เพราะไม่เพียงพอต่อการครองชีพในแต่ละวัน บ้างก็ว่าค่าแรง 700 บาทเป็นไปไม่ได้ เพราะอัตรานี้เท่ากับเดือนละ 2 หมื่นบาทต่อเดือน และมันสุดแสนจะไม่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจแบบนี้...

“ขึ้นค่าแรง 300 เป็น 700 บาท” มากไปไหม? จะเป็นไปได้หรือ? และใครจะได้ ใครจะเสีย? ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียงเอาไว้ให้คุณเข้าใจง่ายๆ อย่าเพิ่งกดออก กดทิ้งเพียงแค่เห็นตัวหนังสือ เพราะเรื่องที่อยู่ตรงหน้าคุณนี้มันเกี่ยวกับตัวคุณด้วย ไม่ใช่แค่เฉพาะแรงงาน!

- สัปดาห์ที่ผ่านมา นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ออกแถลงการณ์ขอให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 61 โดยระบุค่าจ้างปัจจุบันควรอยู่ที่ 600-700 บาท

- นายสาวิทย์ ประธานคสรท. ระบุว่า สิ่งสำคัญต้องปรับขึ้นให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งที่ผ่านมาเคยเสนอว่า ค่าแรงขั้นต่ำต้องอยู่ที่ 360 บาทต่อวันเท่ากันทุกจังหวัด แต่เอาเข้าจริง 360 บาทก็ยังไม่เพียงพอ เพราะยังไม่ได้รวมค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทางไปทำงาน และค่าเลี้ยงดูครอบครัวรวม 3 คนโดยนับตัวแรงงานเองด้วย (ตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) การคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำนั้น จะต้องเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอีก 2 คน และต้องเท่ากันทั้งประเทศ)

- “จากการสำรวจตัวเลขอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 560 บาทต่อวัน ซึ่งอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ต่อปี หากคิดถึงปัจจุบัน แรงงานควรได้ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณวันละ 600-700 บาทต่อวัน โดยไม่จำเป็นว่า จะต้องเป็นตัวเลขนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น อยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมานั่งหารือกัน” นายสาวิทย์ ประธานคสรท. ให้ความเห็น

- นายสาวิทย์ ประธาน คสรท. ให้เหตุผลสนับสนุนอีกว่า “ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่เพียงพอต่อการครองชีพนั้น ยืนยันได้จากคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เคยพูดไว้ว่า เงินเพียง 1 แสนบาทต่อปีไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ หากจะให้พอก็ต้องประมาณ 3 แสนบาทต่อปี ซึ่งจะตกอยู่ที่เดือนละ 25,000 บาท ซึ่งทางแรงงานมองว่า ไม่จำเป็นต้องมากถึงจำนวนนี้ก็ได้ แต่ต้องเหมาะสมกับค่าครองชีพ"

- “ที่สำคัญ รัฐบาลควรยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำระดับจังหวัด เนื่องจากไม่มีประโยชน์ ซึ่งหลายแห่งไม่มีกลุ่มแรงงานเข้าร่วมเลย ส่วนใหญ่จะมีก็แต่นายจ้างเป็นอนุกรรมการ ดังนั้น ควรมีเฉพาะคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำก็เพียงพอแล้ว นายสาวิทย์ ประธานคสรท. เสนอแนะ

- นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ให้เหตุผลสนับสนุนในเรื่องนี้ว่า ตอนนี้ แรงงานค่อนข้างกังวล เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับนายจ้าง และนักลงทุนค่อนข้างมาก โดยล่าสุดได้ข่าวแว่วมาว่า มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทยกว่า 500 ราย ซึ่งรัฐบาลมีการให้ส่วนลด ของแถม เพื่อดึงดูดนักลงทุนจำนวนมาก เพราะฉะนั้น คำถามที่ตามมาคือ แรงงานหรือลูกจ้างได้ประโยชน์อะไร

- ภายหลังจากที่ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ออกมาเคลื่อนไหว นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็ออกมาแทงสวนทันทีว่า การปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันเป็น 700 บาทต่อวัน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ เพราะหากคิดรวมรายเดือนเท่ากับเกือบ 20,000 บาทต่อเดือน สูงกว่าค่าจ้างแรงงานผู้ที่จบปริญญาตรีที่มีอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน

ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มนายจ้างอาชีพบริการ อาทิ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ภัตตาคาร หรืองานบริการอื่นๆ เพราะใช้คนงานจำนวนมาก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมโรงงานขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง หันไปใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้นแล้ว ดังนั้น หากจะมีการปรับขึ้นค่าแรงอีกรอบกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมจะไม่ได้รับผลกระทบด้านต้นทุนการผลิตมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงมุมมองในมุมนายจ้าง

- จากนั้น ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ออกมาแสดงท่าทีของทางภาครัฐในทันทีว่า การเรียกร้องขอปรับค่าจ้างมากถึง 700 บาท เป็นไปไม่ได้ การปรับค่าจ้างจะต้องอยู่บนความเป็นจริง ต้องพิจารณาสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

- ในปี 2559 กลุ่มผู้ใช้แรงงานเรียกร้องปรับขึ้น 360 บาท แต่สภาพเศรษฐกิจไม่ดีจึงปรับไม่ได้มาก โดยครั้งแรก ทางรัฐบาลคาดว่าจะปรับขึ้นได้ถึง 320 บาท แต่เมื่อนำข้อมูลการปรับค่าจ้างและปัจจัยชี้วัดทางเศรษฐกิจมาเข้าสูตรคำนวณ สามารถปรับขึ้นได้ 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด ค่าจ้างจาก 300 บาทขยับไปเป็น 305, 308 และ 310 บาท ส่วนอีก 8 จังหวัด ไม่ปรับขึ้น ยังคงที่ 300 บาท เพราะสูตรกำหนดให้ปรับขึ้นไม่ถึง 1 บาท

“ส่วนการปรับครั้งนี้จะได้เท่าไร จะไปแตะที่ 360 บาท ตามที่เคยร้องขอหรือไม่ ก็ต้องรอดูผลการพิจารณาของบอร์ดค่าจ้าง ที่มีเหตุผลพิจารณาบนความเป็นจริง ไม่ใช่เอาคนหมู่มากมาเรียกร้องกดดัน” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวอย่างตรงไปตรงมา

- อย่างไรก็ตามใน 8 จังหวัดที่ปีก่อนไม่ได้ปรับ ทางกระทรวงแรงงาน จะนำตัวเลขมาทบกับปีนี้เพื่อให้ค่าจ้างขั้นต่ำขยับขึ้น ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างจะต้องประชุมพิจารณาปรับค่าจ้างในเดือน ต.ค. เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศใช้พร้อมกันทั่วประเทศ 1 ม.ค.61

- ส่วนในภาคนักวิชาการนั้น อาจารย์ สุนี ไชยรส ผอ.ศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้กับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า การทำให้ประชาชนคนทำงานสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้ โดยที่แรงงานไม่จำเป็นต้องแบมือขอเงินจากภาครัฐ นี่คือสุดยอดการบริหารงานที่ประสบความสำเร็จ

“การขึ้นค่าแรง 5 บาท 10 บาทต่อปีนั้น ไม่สามารถตอบโจทย์หลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศได้เลย เพราะเขาระบุไว้ชัดเจนว่า แรงงาน 1 คน จะต้องดูแลครอบครัวอีก 2 คน และต้องเท่ากันทั้งประเทศ เพราะสินค้าราคาเดียวกันหมดทั้งประเทศ ยกตัวอย่างเช่น คนจนที่อยู่ต่างจังหวัด ส่งลูกมาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ คนจนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าๆ กันกับคนกรุงเทพฯ หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ โดยที่ค่าแรงขั้นต่ำของเขาต่ำกว่าคนกรุงเทพฯ คุณว่าตลกไหมล่ะ อาจารย์สุนี แสดงทรรศนะพร้อมกับหัวเราะอยู่ในคอ

“ส่วนที่บอกว่า ค่าแรง 700 บาทนั้น สูงเกินไป ในกรณีนี้ คุณต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา และอย่ามาพูดเพียงแค่ว่า แรงงานเรียกร้องกันสูงจัง จนลืมพูดถึงเรื่องอื่น ดังนั้น ควรไตร่ตรองดูเถิดว่า ค่าจ้างของแรงงานนั้น เขาต้องดูแลลูก ดูแลพ่อแม่เขาได้ เพราะคนทำงานเขาไม่ได้ทำงานได้เงินมาแล้วมากินคนเดียวนะคะ อาจารย์สุนี กล่าวแทนใจคนทำงาน

นอกจากนี้ อาจารย์สุนี ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า “ปีที่แล้ว อนุกรรมการค่าจ้างกว่าสิบจังหวัดลงมติว่า จะไม่ขึ้นค่าจ้าง ซึ่งอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดนั้น ต้องประกอบด้วยนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ แต่มติกลับออกมาว่า ลูกจ้างก็เห็นด้วยที่จะไม่ขึ้นค่าจ้าง ซึ่งเราแปลกใจมากว่า ทำไมลูกจ้างถึงออกเสียงให้ไม่ขึ้นค่าจ้างตัวเอง หรือเป็นเพราะว่า ตัวแทนรัฐก็เข้าข้างนายทุน ลูกจ้างก็ไม่ใช่ลูกจ้างที่แท้จริง”

ส่วนจำนวนเงินที่เหมาะสมในการปรับขึ้นค่าแรงนั้น อาจารย์สุนี ประเมินว่า ควรจะอยู่ที่ 400 บาทขึ้นไป ซึ่งจำนวนนี้ ถือว่าเป็นขั้นต่ำที่ควรจะเป็น

กว่าค่าแรง 300 จะไปถึง 700 บาทได้นั้น
ไม่รู้แรงงานจะต้องเสียเหงื่อ เสียน้ำตากันไม่รู้กี่ถังต่อกี่ถัง.