
สมาคมประกันชีวิตไทย เผยไตรมาส 1/65 เบี้ยประกันภัยรับรวมโตลดลง 1.8% อัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 82%
เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 65 นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตของปี 64 มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 614,115.5 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับปี 63 โดยจำแนกเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ 170,718.6 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 7.8% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป 443,396.9 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 0.4% โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ 82%
ส่วนภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในไตรมาส 1/65 มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 150,427.3 ล้านบาท เติบโตลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 64 จำแนกเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ 40,958.0 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลง 6.1% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป 109,469.3 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลง 0.02% โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ 82% สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ ประกอบด้วย
1. เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 26,325.7 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 7.5%
2. เบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว 14,632.2 ล้านบาท เติบโตลดลง 23.5%
หากจำแนกเบี้ยประกันภัยรับรวมแยกตามช่องทางการจำหน่ายจะปรากฏ ดังนี้
1. การขายผ่านช่องทางตัวแทนประกันชีวิต หรือ Agency มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 73,558.6 ล้านบาท อัตราการเติบโต 5.3% คิดเป็นสัดส่วน 48.9%
2. การขายผ่านช่องทางธนาคาร หรือ Bancassurance มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 61,346.0 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลง 9.1% คิดเป็นสัดส่วน 40.8%
3. การขายผ่านช่องทางนายหน้าประกันชีวิต หรือ Broker มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 8,172.0 ล้านบาท อัตราการเติบโต 0.2% คิดเป็นสัดส่วน 5.4%
4. การขายผ่านช่องทางโทรศัพท์ หรือ Tele Marketing มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 3,526.1 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลง 1.0% คิดเป็นสัดส่วน 2.3%
5. การขายผ่านช่องทางดิจิทัล หรือ Digital มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 205.3 ล้านบาท เติบโต 35.1% คิดเป็นสัดส่วน 0.1%
6. การขายผ่านช่องทางไปรษณีย์ หรือ Direct Mail มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 8.6 ล้านบาท เติบโตลดลง 13.3% คิดเป็นสัดส่วน 0.01%
8. การขายผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น การขาย Worksite, การขายผ่านการออกบูธ, การขายผ่านร้านค้าสะดวกซื้อ เป็นต้น มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 3,610.7 ล้านบาท เติบโตลดลง 7.3% คิดเป็นสัดส่วน 2.4%
นายสาระ กล่าวอีกว่า เมื่อพิจารณาแยกผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในช่วงไตรมาสแรก ปี 2565 พบว่า เบี้ยรับรวมของสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง 27,181.4 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 9.5% หรือ คิดเป็นสัดส่วน 18.1% ซึ่งหลักๆ มาจากการที่ประชาชนเริ่มตระหนักถึงการดูแลและวางแผนเตรียมความพร้อมสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี
ในขณะที่เบี้ยรับรวมของประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือ Annuity อยู่ที่ 2,066.1 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 7.8% หรือ คิดเป็นสัดส่วน 1.4% โดยมาจากการที่ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยและคนไทยมีอายุขัยมากขึ้นจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นในอนาคต รวมถึงจากการที่ภาครัฐสนับสนุนในเรื่องมาตรการลดหย่อนภาษี ประชาชนจึงได้เริ่มมองหาตัวช่วยเพื่อเตรียมพร้อมทางด้านการเงินเมื่อเข้าวัยเกษียณ
ส่วนผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือ Unit- Linked +Universal Life มีเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโตลดลง 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 1/64 โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 11,210.2 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 7.5% ของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมด
สำหรับปี 2565 สมาคมประกันชีวิตไทยคาดการณ์ ว่า ธุรกิจประกันชีวิตจะมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 612,000-629,500 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตระหว่าง 0-2.5% และมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ประมาณร้อยละ 82-83%
จากข้อมูลสำนักงาน คปภ. ปี 2564 พบว่า ธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ GDP ยังอยู่ในระดับน้อยหรืออยู่ที่ 3.8% แสดงถึงธุรกิจประกันชีวิตยังมีโอกาสที่ยังสามารถเติบโตได้
ขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย หรือ GDP ในปี 2565 ขยายตัว 3.5-4.5%
นอกจากนี้ ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมภาคธุรกิจประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดหย่อนภาษีของประกันชีวิตและประกันสุขภาพ รวมถึงประกันบำนาญ ที่เป็นเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินซึ่งเป็นทั้งการออมและมีความคุ้มครองทั้งชีวิตและสุขภาพ
ขณะเดียวกัน สำนักงาน คปภ. ได้ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนากระบวนการเสนอขายและบริการ รวมถึงพัฒนากระบวนการขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกันชีวิตยังต้องเผชิญกับความท้าทายและปัจจัยความเสี่ยงที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้ประชาชนเริ่มชะลอการใช้จ่ายมากขึ้น
ประกอบการฟื้นตัวภาคเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในระดับที่ฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งมาจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่จะยังไม่ส่งผลในเชิงบวกต่อธุรกิจในทันที
รวมถึงมาจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนของภาวะสงครามระหว่างประเทศ สงครามการค้า การเกิดใหม่ของสงครามเทคโนโลยี (Cyber War) และสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่ภาคธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน อาทิ พฤติกรรมการใช้จ่ายและไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้า สถานการณ์เศรษฐกิจ และทิศทางกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทประกันชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์อย่างทันท่วงที เป็นต้น
นอกจากนี้ แต่ละบริษัทประกันชีวิตยังต้องเผชิญกับกฎหมายใหม่ เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 ที่จะเริ่มบังคับใช้ในเดือน มิ.ย. 2565 และมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS17 (สัญญาประกันภัย) ที่เริ่มบังคับใช้ในปี 2567 เป็นต้นไป