ปัจจัยกดหุ้นโลก!!

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

    ปัจจัยกดหุ้นโลก!!

    Date Time: 29 เม.ย. 2566 04:30 น.

    Summary

    ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 28 เม.ย.66 ปิดที่ 1,529.12 จุด ลดลง 2.11 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 45,043.38 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,722.20 ล้านบาท

    Latest

    ตลาดหุ้นไทย พักฐานหรือไปต่อ โบรกฯ ชี้ปัจจัยหนุน 1,500 จุดยังมี พร้อมเปิดโผหุ้นหลบดอย


    ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 28 เม.ย.66 ปิดที่ 1,529.12 จุด ลดลง 2.11 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 45,043.38 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,722.20 ล้านบาท

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ออกบทวิเคราะห์น่าสนใจระบุว่า ปัจจุบันระดับดัชนี S&P500 ที่เกิน 4,000 จุด และอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) สูงกว่า 18 เท่านั้น เป็นระดับที่มีโอกาสปรับขึ้นต่อได้จำกัด และเป็นระดับที่ควรลดน้ำหนักการลงทุน โดยมีความเสี่ยงขาลง 10-15% จากระดับปัจจุบัน

    โดยความเสี่ยงขาลง เป็นไปตามการปรับลดคาดการณ์ผลกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ได้แก่ 1.ต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เพื่อแก้ปัญหาเงินฝากไหลออกจากภาคธนาคารช่วงที่ผ่านมา

    2.ปัญหาการขาดแคลนสภาพคล่องในภาคธนาคาร ทำให้ปล่อยกู้ระมัดระวังมากขึ้น จนอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง 3.การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่สะท้อนผ่านดัชนีภาคการผลิต ที่ล่าสุดอยู่ที่ 46 จุด ขณะที่ผลสำรวจนักวิเคราะห์ยังคาดว่าผลกำไรจะยังทรงตัวได้เท่าปีที่แล้ว หมายความว่าคาดการณ์ผลกำไรอาจต้องมีการปรับลดลงอีกในอนาคต

    นอกจากนี้ คาดว่าสภาพคล่องจะกลับมาลดลงอย่างต่อเนื่อง และเป็นอีกปัจจัยกดดันตลาดหุ้นโลก เนื่องจาก Fed จะยังคงเดินหน้าดึงสภาพคล่อง ออก (QT) ในอัตรา 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนตามแผนเดิม, ปัญหาสภาพคล่องในภาคธนาคารสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลงจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ที่ใช้วงเงินกู้ฉุกเฉินจากเฟดเพื่อเสริมสภาพคล่อง เริ่มทยอยคืนเงินกู้และการตกลงเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงเดือน มิ.ย.ถึง ก.ค.จะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาออกขายพันธบัตรเพื่อกู้เงินจากตลาดเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งอุปทานของพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น จะเป็นการดูดซับสภาพคล่องออกจากตลาดและทำให้บอนด์ยิลด์กลับมาเพิ่มขึ้น

    ขณะที่ตลาดหุ้นอาจมีปัจจัยหนุนจากประเด็นที่ Fed มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยในครึ่งหลังของปี แต่ทิสโก้ประเมินว่าปัจจัยบวกนี้ ได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นมากแล้ว โดยจากสถิติช่วง 12 เดือนหลังจากที่ Fed ลดดอกเบี้ย ค่า P/E ของตลาดหุ้นสหรัฐฯจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10%

    ซึ่งหากดูความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงกลาง มี.ค.ซึ่งตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า Fed จะกลับมาลดดอกเบี้ย พบว่าค่า P/E ของตลาดเพิ่มขึ้นมาแล้วราว 8% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดได้ซึมซับปัจจัยบวกไปมากแล้ว.

    อินเด็กซ์ 51


    Author

    กองบรรณาธิการ

    กองบรรณาธิการ
    หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ