
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 15 มิ.ย.65 ปิดที่ 1,593.54 จุด ลดลง 9.49 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 68,928.67 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 2,416.97 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด CPALL ปิด 61.50 บาท ลบ 0.75 บาท, PTTEP ปิด 169 บาท ลบ 4.50 บาท, PTT ปิด 36 บาท ลบ 0.50 บาท, BBL ปิด 136.50 บาท บวก 2 บาท, KBANK ปิด 150 บาท บวก 2.50 บาท
ค่าเงินบาทที่ได้อ่อนค่าลงมาแตะระดับ 35 บาท/ดอลลาร์ ถือเป็นการอ่อนค่ามากสุดในรอบ 5 ปี 3 เดือน ส่งผลให้นักวิเคราะห์ในตลาดหุ้น ได้แนะนำหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า โดย บล.โนมูระ พัฒนสินชี้ว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าทะลุ 35 บาท/ดอลลาร์ มาจากแนวโน้มประเทศพัฒนาแล้วจะขึ้นดอกเบี้ยก่อนไทย รวมถึงเงินเฟ้อไทยที่สูง 7.1% ซึ่งเป็นบวกต่อหุ้นส่งออก
โดยตั้งแต่ปลายปี 62 เป็นต้นมา เงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากเงินเยนที่อ่อนค่า 18.19% และ 13.06% ตามลำดับ ผลจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและนโยบายการเงินสวนทางฝั่งตะวันตก
มองหุ้นได้ประโยชน์บาทอ่อนทางตรง ได้แก่ GFPT (BUY- ราคาเป้าหมาย 20 บาท), CPF (Trading-ราคาเป้าหมาย 28 บาท), SAPPE (BUY-ราคาเป้าหมาย 38 บาท), MEGA (BUY-ราคาเป้าหมาย 65 บาท), ASIAN (BUY-ราคาเป้าหมาย 21.6 บาท), KCE (BUY-ราคาเป้าหมาย 80 บาท)
ขณะที่กสิกรไทยระบุว่า โดยรวมเงินบาทที่อ่อนค่าจะบวกต่อหุ้นส่งออก ซึ่งจากการศึกษาของกสิกรไทยพบว่า เงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท จะส่งผลบวกต่อ Bottom line หรือกำไรของบริษัทต่างๆ ดังนี้ SVI +25%, KCE, ASIAN +15%, TU +8%, GFPT +1% แต่จะส่งผลกระทบกับกลุ่มโรงไฟฟ้า คือ BGRIM -9.9% และ EGCO -8.4%
ทั้งนี้ แนะลงทุนที่กลุ่มส่งออกอาหาร อาทิ ASIAN-TU-GFPT-CPF-TFG
ด้าน บล.ไทยพาณิชย์แนะนำ 2 หุ้นเด่น DELTA-CPF ชี้ DELTA นอกจากได้ปัจจัยบวกจากเงินบาทอ่อนค่าแล้ว ปี 65 คาดกำไรพลิกโตเด่น YoY เนื่องจากอยู่ในห่วงโซ่อุปทานในธุรกิจ New S-Curve ซึ่งอุปสงค์มีแนวโน้มเติบโตสูงในระยะยาว
ขณะที่ CPF ไม่เพียงแต่ได้อานิสงส์บาทอ่อนค่า ยังมีประเด็นวิกฤติราคาอาหาร โดยคาด Q2/65 กำไรโต QoQ จากราคาสัตว์บกดีขึ้น และการกลับมาของแรงงานโรงงานไก่เนื้อในประเทศ ปี 65 คาดกำไรปกติฟื้นตัวเด่น YoY ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นจากบริษัทร่วม และธุรกิจสัตว์บกในไทยและเวียดนามดีขึ้น!!
อินเด็กซ์ 51