
เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แผลงฤทธิ์ ส่งออก ต.ค.65 ติดลบครั้งแรกรอบ 20 เดือน ลดลง 4.4% นำเข้าติดลบครั้งแรกรอบ 21 เดือน ลบ 2.1% “จุรินทร์” รับปีหน้าห่วงเศรษฐกิจโลกชะลอ ฉุดส่งออก เร่งพลิกกลยุทธ์กู้ชีพ แต่ปีนี้มั่นใจมูลค่าทะลุเป้า 9 ล้านล้านบาท
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า เดือน ต.ค.65 การส่งออกมีมูลค่า 21,772.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 4.4% เทียบเดือน ต.ค.64 หากหักมูลค่าส่งออกสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ลด 2.8% เมื่อคิดเป็นเงินบาท 801,273 ล้านบาท เพิ่ม 6.7% การนำเข้า 22,368.8 ล้านเหรียญฯ ลด 2.1% คิดเป็นเงินบาท 832,874.8 ล้านบาท เพิ่ม 9.1% ขาดดุลการค้า 596.4 ล้านเหรียญฯ หรือ 31,601.4 ล้านบาท โดยเป็นการลดลงในทุกหมวดสินค้า ได้แก่ สินค้าเกษตรลด 4.3% สินค้า อุตสาหกรรมเกษตรลด 2.3% และสินค้าอุตสาหกรรมลด 3.5%
ส่วนช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 65 ส่งออกมีมูลค่า 243,138.5 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 9.1% เทียบช่วงเดียวกันของปี 64 คิดเป็นเงินบาท 8.325 ล้านล้านบาท เพิ่ม 19.7% การนำเข้า 258,719.8 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 18.3% คิดเป็นเงินบาท 8.981 ล้านล้านบาท เพิ่ม 29.8% ขาดดุลการค้า 15,581 ล้านเหรียญฯ หรือ 656,385.7 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกเดือน ต.ค.65 ติดลบ มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่น่าเป็นห่วง เพราะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปี 65 เพิ่ม 3.2% จากปี 64 ที่เพิ่มถึง 6% แต่ปี 66 จะเหลือ 2.7% ซึ่ง กระทรวงพาณิชย์และเอกชนเห็นตรงกัน ต้องร่วมกันฝ่าฟันไปให้ได้ ขณะเดียวกัน ตลาดจีนยังมีมาตรการซีโร่โควิด-19 ที่เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้า และเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ดัชนีการผลิต (พีเอ็มไอ) คู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน และสหภาพยุโรป ลดลง, ราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันลดลง แต่มีปัจจัยบวกจากเงินบาทที่ยังอ่อนค่า ทำให้สินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้น ตลาดใหม่ขยายตัวได้ดี เช่น ซาอุดีอาระเบีย รวมถึงตะวันออก กลาง ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหารือเตรียมการรองรับเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เช่น หาตลาดใหม่ทดแทนการส่งออก ในบางตลาด อย่างสินค้าเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติกที่มูลค่าส่งออกมีสัดส่วนถึง 6.62% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ต้องเร่งยอดส่งออกที่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้, เร่งรัดการส่งออกข้าว หลังอินเดียเพิ่มภาษีส่งออก รวมทั้งผลิตภัณฑ์ยางพารา เป็นต้น
“ยังมั่นใจว่ามูลค่าส่งออกปี 65 จะเกินเป้าที่กำหนดไว้ที่ 4% เกือบหนึ่งเท่าตัว และมูลค่าที่ตั้ง เป้าหมายไว้ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านล้านบาท มีแนวโน้มเกินเป้าหมาย โดยส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 65 แม้ว่าในช่วงเดือน พ.ย.- ธ.ค.ปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีความเป็นไปได้ว่ามูลค่าส่งออกอาจลดลงได้อีก เพราะเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญชะลอตัว ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มลดลง”
ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า เดือน ต.ค.65 เป็นเดือนแรกที่การนำเข้าลดลง เป็นผลจากราคาพลังงานลดลง, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น เหล็ก เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ลดลงตามราคาพลังงานโลก แต่การนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปยังเป็นบวกอยู่ ขณะที่ตลาดส่งออกสำคัญที่ลดลงเป็นครั้งแรกในเดือน ต.ค.65 เช่น สหภาพยุโรป ลด 9.8% จีน ลด 8.5% ญี่ปุ่น ลด 3.1% สหรัฐฯ ลด 0.9% เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและหดตัว แต่ช่วง 10 เดือน ตลาดเหล่านี้ยังเป็นบวก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การส่งออกเดือน ต.ค. 65 ที่ติดลบ 4.4% เป็นการติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 20 เดือนนับจากเดือน ก.พ.64 ที่ติดลบ 2.8% ส่วนการนำเข้าเดือน ต.ค.65 ลดลง 2.1% เป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 21 เดือนนับจากเดือน ม.ค.64 ที่ติดลบ 6.1%.