• STYLE
  • BEAUTY+
  • LIFE
  • VIDEO

เรื่องเล่าที่มา แฟชั่นเสื้อผ้าฤดูหนาว

17 ต.ค. 2559 16:02 น.

ถ้าปี 2016 คือปีแห่งความวุ่นวาย ทั้งความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นผลโหวต Brexit ของสหราชอาณาจักรเพื่อออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือสถานการณ์การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในยุโรป ทั้งกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และในสนามบินบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม นี่ยังไม่รวมความวุ่นวายจากการก่อการร้ายต่างๆ นานา ที่เวลานี้คืบคลานไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ไม่เว้นแม้แต่ในทวีปเอเชียที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หรือล่าสุดกับระเบิดพลีชีพในสนามบินอิสตันบูล และก่อนหน้านี้ในกรุงอังการาของประเทศตุรกี นี่คือช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของเศรษฐกิจโลกและสังคมโลกที่ครอบคลุมไปด้วยความปั่นป่วนอย่างแท้จริง ซึ่งความปั่นป่วนและความหวาดกลัวนี้ยังส่งอิทธิพลและสะท้อนให้เห็นผ่านเรื่องราวของเสื้อผ้าสุภาพบุรุษในฤดูกาลนี้อีกด้วย

หากเราตีความเครื่องแต่งกายเป็นเพียงวัตถุสิ่งของเพื่อการสวมใส่ เชิ้ต แจ็กเกต และกางเกง ย่อมไม่มีความหมายอื่นใดซับซ้อนนอกจากเป็นเครื่องนุ่งห่มเพื่อสร้างความอบอุ่นและใช้ปกปิดร่างกายอันเปลือยเปล่า แต่หากตีความเสื้อผ้าด้วยมุมมองแบบงานศิลปะและปรัชญา เสื้อผ้าเหล่านี้จะเปรียบได้กับวัตถุชิ้นสำคัญที่นักออกแบบสร้างมาเพื่อปลอมประโลมใจพวกเราให้ผ่านพ้นคืนวันอันหม่นเศร้าของประวัติศาสตร์ ณ ห้วงเวลานี้ ด้วยเหตุนี้นักออกแบบจำนวนมากจึงต่างสร้างสรรค์ฮีโร่ในอุดมคติของพวกเขา ฮีโร่ที่จะมาทำหน้าที่พาพวกเราให้หลุดพ้นจากความสิ้นหวัง

โดยฮีโร่คนสำคัญคนแรกที่โลกแฟชั่นหยิบยื่นให้ คือภาพลักษณ์ของนักเดินเรือในประวัติศาสตร์ ซึ่งปรากฏชัดเจนในงานออกแบบของมิวเซีย พราด้า ที่ห้องเสื้อ Prada “นี่คือการเดินทางข้ามประวัติศาสตร์ มันคือจุดเชื่อมต่อของสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันกับสิ่งที่ปรากฏในอดีต” มิสพราด้ากล่าวหลังโชว์พราด้าจบลงท่ามกลางเวทีซึ่งตกแต่งล้อมรอบไปด้วยอาคารไม้สไตล์จัตุรัสกลางเมืองของยุคล่าอาณานิคมในยุโรป เธอกำลังเล่าถึงภาพฝันที่มีฮีโร่เป็นนักเดินเรือในความคิดของเธอ เหล่ากะลาสีและนักสำรวจคือจุดเชื่อมต่อความรู้สึกแห่งความขมขื่นในช่วงการล่าอาณานิคม การค้าทาส และการกดขี่ข่มเหงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของยุโรป

ความกลัว ความรู้สึกไม่แน่นอน และความโกรธแค้นทั้งหมดนี้สำหรับพราด้าเปรียบได้กับความรู้สึกกลัวในสิ่งที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ในปัจจุบัน มันคืองานออกแบบเสื้อที่ยกโลกทั้งสองฝั่งจากอดีตและปัจจุบันให้มาบรรจบกัน เพื่อย้ำเตือนไม่ให้เราหลงลืมบทเรียนที่ประวัติศาสตร์หยิบยื่นให้ “ถ้าคุณมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์แล้วเปรียบเทียบกับโลกในทุกวันนี้ คุณย่อมเห็นเรื่องราวที่แตกต่างแต่กลับคล้ายคลึงกัน” มิสพราด้ากล่าวย้ำ

แต่ความน่าสนใจของพราด้าไม่ได้มีเพียงการเรียงร้อยเรื่องราวของอดีตเข้ากับปัจจุบัน  เสื้อผ้าเหล่านั้นยังถูกทำให้ดูเก่า ทั้งการฟอกด่างหรือการเคลือบให้ดูเก่าคร่ำคร่าราวผ่านกาลเวลาหลายสิบปี สิ่งเหล่านี้คือการตีความเสื้อผ้าในรูปแบบใหม่ว่าเสื้อผ้านั้นเปรียบได้กับสมุดบันทึกแห่งความทรงจำ เพราะมนุษย์เรามักมีความทรงจำกับเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ เช่น เสื้อผ้าชุดแรกที่เราใส่ออกเดต แจ็กเกตตัวแรกที่เราใส่สมัครงาน หรือชุดแต่งงานที่พวกเราใส่ในคืนวันสำคัญ เสื้อผ้าเหล่านี้ล้วนมีเรื่องราวของความทรงจำฝังอยู่ มันคือกระบวนการตีโจทย์ว่าเสื้อผ้าเป็นมากกว่าเครื่องนุ่งห่มเพื่อสร้างความอบอุ่นและปกปิดร่างกาย มันคือการเปรียบว่าเสื้อผ้าเป็นเหมือนสมุดบันทึกประวัติของตัวเรา


ความทรงจำและการเดินทางมาพบกันของประวัติศาสตร์หลายช่วงเวลาที่ถูกถ่ายทอดเป็นภาพของบุคคลยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านเสื้อผ้าเปื่อยยุ่ยผุพังจากธอม บราวน์ (Thom Browne) โดยโชว์ถูกจัดแสดงให้เหมือนการเดินทางย้อนเวลาสู่ความทรงจำในประวัติศาสตร์ นายแบบที่เดินเรียงรายมีใบหน้าขาวซีดดั่งภูติผีที่สิงสถิตอยู่ในชุดเสื้อผ้าเก่าเก็บจากหีบสมบัติ นี่คือภาพฮีโร่ที่ถูกหลงลืมในอดีตแล้วตามมาหลอกหลอนพวกเราในวันนี้ บ้างก็เป็นนักธุรกิจ บ้างเป็นนักเดินทาง บ้างเป็นผู้พิพากษา บ้างก็เป็นนักแสดง แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนล้วนมีเหมือนๆ กันคือ เรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังผ่านอาภรณ์ซีดเซียวผุพังที่พวกเขาสวมใส่ แจ็กเกตผ้าวูลและโอเวอร์โค้ตผ้าทวีดถูกฉีกแล้วทอใหม่ บ้างถูกปั่นด้วยเครื่องจักรจนเปื่อยยุ่ยเหมือนข้าวของโบราณที่เราพบเห็นในพิพิธภัณฑ์

ความทรงจำและภาพฮีโร่ของอดีตจากส่วนต่างๆ ของช่วงเวลายังแสดงให้เห็นชัดเจนผ่านงานออกแบบของราฟ ซิมอนส์ (Raf Simons) เสื้อผ้าขนาดใหญ่ยักษ์ผิดรูปทรงพร้อมรายละเอียดเปื่อยยุ่ยและรอยขาด จึงเหมือนหลักฐานการปะติดปะต่อเรื่องราวของฮีโร่หลากหลายคนในประวัติศาสตร์ ทั้งผู้กำกับดัง เดวิด ลีนช์ (David Lynch) ศิลปินภาพถ่าย ซินดี้ เชอร์แมน (Cindy Sherman) หรือแม้แต่ปิศาจร้ายเฟรดดี้ ครูเกอร์ (Freddy Krueger) และนักออกแบบเสื้อคนดัง มาร์แตง มาร์เจียลา (Martin Margiela) ซิมอนส์เรียกคอลเลคชั่นล่าสุดของเขาว่า ‘Nightmares and Dreams’ โดยเขากล่าวถึงโลกของความฝันที่มีส่วนน่าสนใจสุด ซึ่งผูกติดกับความบิดเบี้ยวและความกลัว “ผมชอบที่จะสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม” เขากล่าว “แต่มันจะน่าสนใจมากขึ้นเมื่อสิ่งเหล่านั้นเริ่มผิดรูป หม่นหมอง และแปรเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นสิ่งผิดปกติ” เสื้อผ้าในคอลเลคชั่นล่าสุดโดยซิมอนส์จึงกลายเป็นประสบการณ์หลอนของภาพฝันร้ายที่แตกออกเป็นส่วนๆ ก่อนที่เสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกนำมาปะติดปะต่อกันอีกครั้ง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการนำมาใช้คู่ขนานไปพร้อมๆ กับธอม บราวน์ และพราด้า เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งหมดจึงเปรียบได้กับสมุดไดอารี่ที่บันทึกเรื่องราวของโลกแห่งความจริงกับโลกแห่งความฝันของผู้สวมใส่


แต่นักออกแบบที่แปรเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นเสื้อผ้าของวัยทีนได้สำเร็จคงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากนักออกแบบดาวรุ่งคนล่าสุดนามอเลสซานโดร มิเคเล (Alessandro Michele) จากกุชชี่ (Gucci) นี่ถือเป็นคอลเลคชั่นเสื้อผ้าผู้ชายคอลเลคชั่นที่ 3 ความน่าสนใจของคอลเลคชั่นนี้คือความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงภาพฝันของเด็กเนิร์ดแนวแฟนตาซีที่มิเคเลถนัด จนกลายเป็นเสื้อผ้าเท่ๆ ที่สามารถใส่ได้จริงบนท้องถนน ตัวการ์ตูนสนูปี้กลายเป็นพระเอกของโชว์ที่ช่วยแต่งแต้มความทะเล้นให้เสื้อผ้าลายละเอียดจัดๆ “คุณรู้ไหมสนูปี้ก็เหมือนนักปรัชญา” มิเคเลเล่าถึงที่มาของตัวละครเอก ก่อนเสริมว่า “มันถึงเวลาแล้วที่คุณจะสวมเสื้อผ้าเหล่านี้เพื่อเปลี่ยนให้เป็นตัวของคุณเอง” นี่จึงเป็นคอลเลคชั่นเสื้อผ้าที่เปิดกว้างให้คุณระเบิดแยกชิ้นส่วน แล้วนำมันกลับมาประกอบเป็นรูปร่างเสียใหม่ เพื่อค้นหาตัวตนและสไตล์ที่แท้จริงของตัวคุณเอง


ในขณะที่ประวัติศาสตร์สร้างโลกแห่งความฝันให้แบรนด์ใหญ่ๆ หลายแบรนด์ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ยังก่อให้เกิดงานออกแบบเสื้อผ้าที่ยึดโยงอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งนี้สามารถเห็นได้ชัดผ่านเสื้อผ้าจากเบอร์เบอรี่ (Burberry) และหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) สำหรับเบอร์เบอรี่นั้นคือการหยิบยืมเสื้อผ้าวินเทจจากประวัติศาสตร์ของห้องเสื้อซึ่งเป็นเทรนช์โค้ตโบราณจากเหล่านักสะสมทั่วโลกเพื่อมาจัดแสดงบนรันเวย์ ก่อนใช้เทรนช์โค้ตโบราณเหล่านั้นเป็นต้นแบบเพื่อผลิตเทรนช์โค้ตฤดูกาลล่าสุดสำหรับการจัดจำหน่าย

เทรนช์โค้ตจากหลายช่วงเวลาในประวัติศาสตร์จึงเปรียบได้กับฮีโร่คนสำคัญจากอดีตที่เดินทางข้ามผ่านกาลเวลากลับมาผงาดร่างอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในปี ค.ศ. 2016 “บางอย่างเก่า บางอย่างใหม่ บางอย่างก็หยิบยืมมา...” คือถ้อยคำบรรยายที่เขียนไว้ในกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ทุกคนได้รับ “มันคือการประกาศจุดยืนกับความรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น” คริสโตเฟอร์ เบลีย์ (Christopher Bailey) ประธานฝ่ายสร้างสรรค์และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแบรนด์กล่าวหลังโชว์จบ

เสื้อผ้าในคอลเลคชั่นนี้จึงรับอิทธิพลของแบบเสื้อและเทรนช์โค้ตในอดีต ซึ่งล้วนสง่างามในการออกแบบและเป็นเลิศในเรื่องประโยชน์ใช้สอย หนึ่งในเทรนช์โค้ตที่น่าประทับใจคือเทรนช์โค้ตเก่าแก่ที่ออกแบบในช่วงทศวรรษ 1930s ซึ่งภายในตัวโอเวอร์โค้ตมีการใช้ผ้าห่มวูลลายตารางเบอร์เบอรี่สุดคลาสสิกทำหน้าที่เป็นซับใน มันคือส่วนผสมอันสมบูรณ์แบบของแจ็กเกตกันฝนและโอเวอร์โค้ตเก็บความอบอุ่นที่แบรนด์ดังเคยหลงลืมและทำสูญหายไป แต่บัดนี้ความสมบูรณ์แบบเหล่านั้นได้เดินทางกลับมาในที่สุด

ด้าน หลุยส์ วิตตอง ก็ไม่น้อยหน้า ในฤดูกาลล่าสุด คิม โจนส์ (Kim Jones) ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของหลุยส์ วิตตอง นำเสนอภาพของฮีโร่ในอุดมคติที่เป็นสุภาพบุรุษหลุยส์ วิตตอง พวกเขาคือนักเดินทางสุดชิคจากโลกเก่า ทั้งนี้โจนส์หยิบยืมแรงบันดาลใจจากสิ่งของที่วิตตองเคยสร้างในอดีต ทั้งหีบเสื้อผ้า กล่องเก็บเครื่องดื่มสำหรับการเดินทาง ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนไม้ รวมทั้งหนังที่สามารถพับเก็บได้ เสื้อผ้าในคอลเลคชั่นนี้จึงเกิดขึ้นเคียงคู่งานนิทรรศการย้อนรอยประวัติศาสตร์ของหลุยส์ วิตตอง ในกรุงปารีสที่ชื่อ ‘Volez, Voguez, Voyagez’

“มันคือปารีสในอดีตและปัจจุบันที่มาบรรจบกัน” โจนส์กำลังชี้ให้เราเห็นโลกในอดีตของวัฒนธรรมนักเดินทางชาวปารีเซียงชั้นสูงที่เชื่อมโยงผูกพันกับแบรนด์หลุยส์ วิตตอง อีกทั้งความเชื่อมโยงนี้ยังส่งผลมาถึงเสื้อผ้าแนวร่วมสมัยแบบนักเดินทางสุดเท่ที่สวมแจ็กเกตแขนกุด กางเกงทรงสอบ พร้อมกระเป๋าทรังก์ลายโมโนแกรมสีดำ ทั้งนี้ชื่อเรียกสั้นๆ ที่โจนส์ตั้งให้โชว์ในฤดูกาลล่าสุดคือ ‘Future Heritage’ หรือแปลได้ว่า ‘มรดกทางวัฒนธรรมของโลกอนาคต’

ฮีโร่คนถัดมาที่โลกแฟชั่นนำเสนอคือเหล่านักปฏิวัติ พังก์ดูจะเป็นฮีโร่เด่นของกลุ่มที่ดาหน้าประกาศอิสรภาพในหลายรันเวย์ แต่หนึ่งในผู้ชายสไตล์พังก์ที่โดดเด่นสุดกลับปรากฏที่ห้องเสื้อเก่าแก่นามลองแวง (Lanvin) หลังจากการประกาศลาออกอย่างกะทันหันของนักออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิงคนดัง อัลแบร์ เอลบาซ (Alber Elbaz) เรื่องราวดราม่ามากมายก็พรั่งพรูออกมาทำลายชื่อเสียงลองแวงที่สั่งสมมานานนมหลายปี

การจัดแสดงแบบเสื้อคอลเลคชั่นผู้ชายคอลเลคชั่นแรกที่จะเป็นงานออกแบบและควบคุมชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์โดยนักออกแบบสายเลือดดัตช์นามลูคัส ออสเซนดริจเวอร์ (Lucas Ossendrijver) จึงกลายเป็นหนึ่งไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์แฟชั่นในกรุงปารีส ความน่าสนใจของภาพสุภาพบุรุษคนใหม่ของลองแวงโดยออสเซนดริจเวอร์ คือการสร้างภาพใหม่เอี่ยมอ่องแบบสุภาพบุรุษสุดดิบได้สำเร็จ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผู้ชายลองแวงกลายเป็นผู้ชายเท่ๆ ที่น่าปรารถนาในที่สุด ต่างจากผู้ชายหวานๆ ในสมัยที่ยังมีเอลบาซ ซึ่งทั้งอ่อนโยน ทั้งนุ่มละมุน และผูกพันวนเวียนอยู่กับผ้าไหมและริบบิ้นตกแต่งเสื้อผ้า


อีกหนึ่งนักออกแบบที่นำเสนอภาพลักษณ์ของความเป็นขบถแบบเดียวกันกับลองแวง คืองานออกแบบของคริส แวน อาช (Kris Van Assche) จาก ดิออร์ ออม (Dior Homme) ภายใต้เสื้อผ้าสมบูรณ์แบบที่พวกเราเห็นแวบแรก แท้จริงกลับเต็มไปด้วยความผิดเพี้ยนและความเป็นขบถซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ดิออร์เป็น กางเกงขากว้างปรากฏรอยเย็บทั่วตัวเหมือนตัวละครเอกแซลลี่จากภาพยนตร์แอนิเมชั่น The Nightmare Before Christmas หรือลุคสูทกางเกงหนังที่ให้ภาพตัวละคร Edward Scissorhands นี่คือภาพเสื้อผ้าแนวกูตูร์ตามแบบฉบับดิออร์ แต่ถูกปรับแต่งให้ดูขบถท่ามกลางฉากและแสงสีบนเวทีที่ตกแต่งแบบลานสเก็ต

แต่ฮีโร่ที่โดดเด่นสุดของฤดูกาลนี้ คือเหล่านักสู้ นักรบ และทหารกล้าที่ปรากฏโฉมมากมายหลากหลายแห่ง ทั้งนักรบจากห้วงอวกาศของเวอร์ซาเช่ (Versace) คาวบอยปืนโตจากโดลเช่ แอนด์ กาบบาน่า (Dolce & Gabbana) นายพลแห่งโลกมินิมัลจากจิล แซนเดอร์ (Jil Sander) หรือราชนาวีพังก์จากอเล็กซานเดอร์ แมคควีน (Alexander McQueen) โดยนักรบที่น่าประทับใจที่สุดนั้นปรากฏตัวอยู่ที่โชว์ดรีส แวน โนเทน (Dries Van Noten) ในกรุงปารีส

นี่คือแฟชั่นโชว์ที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นโชว์ที่ดีที่สุดของกรุงปารีสในปีนี้ พาเหรดนายแบบในภาพของทหารกล้าท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของฉากแสนตระการตาในโรงละครโอเปร่ากลางกรุงปารีสจึงอัดแน่นไปด้วยเครื่องแต่งกายแบบนายพลที่มีพระเอกหลักเป็นโอเวอร์โค้ตตัวยาวปักประดับด้วยเลื่อมและดิ้นทอง ความน่าสนใจของเสื้อผ้ายังหมายรวมถึงลายพิมพ์ที่เป็นรูปแบบของงานศิลปะแนวไซเคเดลิก ซึ่งได้กราฟิกดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอเมริกันจากทศวรรษ 1960s นามว่าเวส วิลสัน (Wes Wilson) มาออกแบบ แต่สิ่งมหัศจรรย์ที่ดรีส แวน โนเทน สร้างความประทับใจให้ผู้ชมในฤดูกาลนี้คือ การย้ำเตือนให้เรารู้ว่า ‘ชีวิตก็เหมือนละคร และทุกตัวละครล้วนมีบทบาทที่ต้องแสดง’

สิ่งนี้แสดงออกอย่างชัดเจนผ่านแผนผังการจัดแสดงโชว์บนเวที โดยผู้ชม สื่อมวลชน และนักวิจารณ์ จะนั่งรวมอยู่บนเวทีโรงละครโอเปร่าซึ่งสามารถเปรียบได้กับ ‘ตัวประกอบหลัก’ ของเรื่องบนรันเวย์ พวกเขามีหน้าที่สื่อสาร ตีความ และเติมเต็มเรื่องราวในการแสดงนั้นๆ ให้สมบูรณ์แบบ ในขณะที่เหล่าช่างภาพซึ่งถูกแยกให้นั่งอยู่ด้านนอกของเวทีโรงละคร จึงเปรียบได้กับ ‘ผู้ดู’ ที่มีหน้าที่เฝ้ามองและบันทึกความทรงจำแห่งการแสดงนั้นๆ ผ่านเทคนิคการถ่ายภาพนิ่งและภาพวีดิโอเคลื่อนไหว

โชว์ของดรีส แวน โนเทน จึงเหมือนบทสรุปที่บอกให้เรารู้ว่า ภายใต้ช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก พวกเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นส่วนเล็กหรือส่วนใหญ่ในสังคม ต่างล้วนมีส่วนสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนโลกที่เศร้าหมองหรือเลวร้ายให้กลับมายิ่งใหญ่และสดใสได้ด้วยสองมือของเราเอง

ที่มา - GQ Thailand
www.gqthailand.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

'Ladylike Polish Electric' 3คำนิยามของผู้หญิง“ทอรี่ เบิร์ช”