• STYLE
  • BEAUTY+
  • LIFE
  • VIDEO

"เขมสรณ์ หนูขาว" จากดาราวัยรุ่นสู่ผู้ประกาศข่าวเบอร์หนึ่งของ "ไทยรัฐทีวี"

23 มี.ค. 2563 19:54 น.

ชื่อของ "เขมสรณ์ หนูขาว" ในวันนี้ คงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางสำหรับคนชอบดูข่าว ความสวยเฉียบไม่ได้อยู่ที่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก หรือลีลาการอ่านข่าว แต่เป็นจิตวิญญาณของความมุ่งมั่นที่จะทำตามความฝันจนกลายเป็นจริง ซึ่งเธอทำได้ ไม่ใช่แค่ระดับดีแต่เป็นระดับที่เคยฝันไว้ไปไกลลิบอย่างไม่เห็นฝุ่น

จากดาราสู่นักข่าวภาคสนาม และผู้ประกาศมือหนึ่งของ Thairath News Show

“ด้วยความที่ทำงานตั้งแต่อายุน้อยมาก เริ่มจากโฆษณา เป็นนักแสดงเด็ก เริ่มเล่นละครเรื่องแรกตอนอายุ 13 เรื่องเคหาสน์ดาว อายุ 15 ก็เล่นภาพยนตร์เรื่องแรกคือเสียดายภาค 1 มิลค์ก็ทำงานมาตลอดค่ะ จนมีแค่ช่วงพักช่วงเดียวคือ 3 ปี ตอนไปเรียนต่อที่เมืองนอก ตอนนั้นต้องดูข่าวเยอะมาก เพราะเรียนกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วอาจารย์ให้ดูข่าวมาวิเคราะห์ในห้องเรียน เลยรู้สึกว่านักข่าวเป็นอาชีพที่น่าสนใจ เป็นส่วนผสมระหว่างงานบันเทิงที่เราเคยทำกับงานวิชาการที่เราชอบ มันเป็นส่วนผสมที่น่าสนใจดีค่ะ”

ต้นทุนเริ่มต้นจากติดลบ

“มิลค์เริ่มต้นจากติดลบ ด้วยภาพที่เราเคยเป็นดารามาก่อน ตอนไปสมัครงานเราก็รอเรียกค่อนข้างนาน บางที่ก็ไม่รับเพราะไม่อยากได้ภาพดารา ก็ฟันฝ่าเยอะมาก แต่เราก็สู้สมัครงานไปเรื่อยๆ จนได้เป็นผู้ประกาศ ตอนแรกไปอ่านข่าวกีฬา เราอ่านไม่ได้แต่ก็อ่านเพราะอยากทำงาน ตอนหลังก็ไปแปลข่าว ทำรายการ จุดพลิกผันคือไปสมัครช่อง 5 ตอนนั้นเขารับนักข่าว ลงพื้นที่จริง เป็นนักข่าวสายการเมือง มิลค์ไปประจำอยู่รัฐสภา ไปอยู่ตามพรรคการเมืองต่างๆ เวลามีม็อบมีชุมนุม เราก็จะอยู่ตามพื้นที่ อันนั้นเป็นงานหลักคือเป็นนักข่าว ส่วนงานเสริมคืออ่านข่าวในสตูดิโอ มิลค์อยู่ในยุคการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จนถึงยุคที่เปลี่ยนจากอนาล็อกมาเป็นทีวีดิจิทัล ก็เลยได้มาอยู่ไทยรัฐทีวี ก็จะเป็นงานหน้าจอเป็นหลัก ตอนนี้ก็ก้าวสู่ปีที่ 6 แล้วค่ะ”

ความยากง่ายและความท้าทายในอาชีพนักข่าว

“ยากในแง่ที่ว่าต้องมีประสบการณ์ มิลค์เชื่อว่าการลงพื้นที่สำคัญมาก ลงพื้นที่ไปทำงานข่าว เขียนข่าวเอง ต้องหาความรู้ตลอดเวลา ไม่มีวันไหนที่เราฉลาดเลย ทุกวันมีเรื่องใหม่ตลอดเวลา เราต้องศึกษาทุกวันจริงๆ การกระตือรือร้น การตื่นตัวสำคัญมาก การเป็นผู้ประกาศคือรายการสด การที่เราใช้สติ สมาธิ พูดในรายการสดคือใช้พลังเยอะมาก ห้ามผิดห้ามพลาด ผิดไมได้จริงๆ บางอาชีพอาจจะผิดพลาดได้ อาชีพเราคือผิดไม่ได้ ก็เลยท้าทายมาก มิลค์เคยพูดผิดนะคะ แต่ก่อนมีอ่านผิดเพราะเพิ่งทำงาน แล้วข่าวสมัยนี้ไม่ใช่แค่อ่านสคริปต์ แต่ต้องเล่า บางทีไม่ถูกใจคนดู บางทีพูดผิด คนดูส่งมาเลย ส่งมาเยอะจนเราต้องขออภัยหน้าจอ เลยจะท่องกับตัวเองเสมอว่าห้ามพลาด ผิดก็แก้ใหม่ พรุ่งนี้เริ่มต้นใหม่ ต้องผิดให้น้อยที่สุด "

ความประทับใจในการได้ทำอาชีพนี้

“เราได้อยู่ในเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยทุกครั้ง การเมือง การชุมนุม ภัยธรรมชาติ หรืออะไรก็ตาม โรคระบาด โรคร้าย นักข่าวโชคดี เราได้เจอบุคคลสำคัญของประเทศและของโลก เรามีโอกาสสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีขณะดำรงตำแหน่งหลายท่านมาก ทุกยุคเลย และมีโอกาสได้ไปเจอประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อยู่ใน White House มีโอกาสได้เจอผู้นำระดับโลก คือเป็นสิ่งที่ถ้าทำอาชีพอื่นคงเป็นโอกาสยากมาก เลยขอบคุณอาชีพนี้มากๆ ที่ได้ประสบการณ์ดีๆ”

มาถึงจุดนี้เรียกว่า “ไกลเกินฝัน”

“ถือเป็นอาชีพในฝันและเกินจุดที่ฝันไปไกลมาก แต่ก่อนแค่อยากทำอาชีพนี้ ไม่ได้คิดถึงเรตติ้งหรือรางวัลอะไรนะคะ แค่อยากทำมา และทุ่มเทมาก ให้คะแนนความทุ่มเทแบบไม่โม้เลยคือเต็มร้อย มิลค์คิดว่าเรามาไกลในแง่ที่ว่าคนลืมภาพดาราของเราไปเยอะมากแล้ว เจอเรา เห็นเราเป็นผู้ประกาศ เป็นนักข่าว มิลค์รู้สึกประสบความสำเร็จในงานที่เราทำเพราะไทยรัฐทีวีเป็นช่องใหม่ เราไม่เคยมีทีวีมาก่อน เรามาในยุคทีวีดิจิทัล เราไม่คิดว่าคนจะจดจำเราในแง่ของช่องข่าวเพราะเราเป็นช่องวาไรตี้ แต่พอคนพูดถึงข่าวคนพูดถึงเรา เวลามีเหตุการณ์สำคัญในบ้านเมืองคนเปิดมาดูเรา แล้วมันก็สำเร็จในด้านเรตติ้งด้วย อันนี้คือความภูมิใจของคนทำงนทุกคน ผลพลอยได้ตามมาคือรางวัลต่างๆ มันคือความภูมิใจของเราทุกคน มันเกินฝันที่เราฝันว่าจะไปถึงจุดนั้นจริงๆ”

มาถึงจุดนี้ด้วยวินัยและใจรัก

“การมีวินัยและการมีใจในการทำงาน อันนี้สำคัญมาก ถ้าเรารักในงานที่ทำ เราไม่เหนื่อยนะ แต่ก่อนอ่านข่าวเช้า ตื่นตีสองตีสามได้ เรามีใจเราทำได้ มิลค์ทำงานมาตั้งแต่อายุ 12 มิลค์เชื่อว่าที่มิลค์ยังทำงานได้จนวันนี้คือเรามีวินัย ในตัวเอง เรารักในอาชีพของเรา มิลค์ไม่เคยมาทำงานโดยไม่ทำการบ้าน ไม่เคยมาสายเลยแม้แต่ครั้งเดียว อันนี้พูดได้เต็มปาก เพราะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราเตรียมพร้อมทุกครั้งที่เรามาทำงานจริงๆ”

"ผู้ประกาศข่าว" ไม่ใช่แค่นั่งสวยๆ แต่ต้องทำการบ้า

“ตั้งแต่เริ่มต้นเคยไปเรียนกับนักข่าวระดับปรมาจารย์ คุณสุทธิชัยเคยบอกว่า ขอสามอย่าง ทำการบ้าน ทำการบ้าน และทำการบ้าน เราก็เลยจำมาว่าเราต้องทำการบ้านคือรับรู้ข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา แน่นอนค่ะ มิลค์อ่านในโทรศัพท์ เวลาขับรถ มิลค์ไม่ฟังเพลง ฟังแต่ข่าว ระหว่างวันคือรับข่าวเข้าตัวตลอด โดยเฉพาะยุคนี้ข่าวโซเชียลเยอะ มีทั้งข่าวจริงไม่จริง เราก็รับและมาคุยกันในที่ประชุมเยอะมาก ก่อนอ่านข่าว มิลค์ต้องหาข้อมูลเพิ่มจากที่อยู่ในสคริปต์ข่าว มีการประชุม เลือกประเด็น ถึงจะกลั่นกรองเป็นเนื้อข่าว วันหนึ่งๆ เราอ่านสคริปต์หลายสิบข่าวมากนะคะ เราต้องเตรียมตัวเป็นชั่วโมงๆ มิลค์คิดว่าถ้าเรารู้สึกว่าอ่านแล้วเราไม่เข้าใจ คนดูก็ไม่เข้าใจแน่ๆ เราก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มจากข้อมูลที่เรามี อันนี้คือสิ่งที่เราทำการบ้าน”

คนที่จะมาทำตรงนี้ต้องมีใจรัก

“คนที่อยากมาทำงานตรงนี้ ต้องใจรัก ใช้ใจทำงานจริงๆ งานนี้อาจจะไม่ได้สบายหรือได้สตางค์เยอะ เป็นอาชีพที่ต้องเหนื่อย ต้องเรียนรู้ทุกวัน ต้องมีข้อมูลใหม่ๆ หาตัวเราตลอดเวลา ต้องฝึกฝนเยอะ เพราะฉะนั้นขอใจก่อน แล้วก็ขอความมีวินัยอย่างที่บอกว่าสำคัญ มิลค์เชื่อว่าถ้าคุณมีวินัย คุณประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำแน่ๆ การฝึกฝน อย่างมิลค์เองขนาดอ่านมา 12-13 ปี ยังฝึกอ่านออกเสียงทุกวัน บางทีเราอินกับเรื่องเสียงสูง พูดเร็วไป ช้าไป ต้องฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา”

รางวัลของคนกล้าฝันและลงมือทำ

“มิลค์รู้สึกว่ามันคือความอิ่มเอมในหัวใจของเราเอง มันไม่ใช่ความสำเร็จจากคนอื่นมอง มันเป็นความสำเร็จในใจของเราเอง ว่าตรงนี้เราแฮปปี้แล้ว สำเร็จแล้ว บางคนแค่ได้ทำก็สำเร็จแล้ว มันคือความอิ่มเอมในที่เราสามารถเก็บไว้ในความทรงจำ เล่าให้ลูกหลานฟัง ว่าเราทำได้ ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ผลออกมาเป็นไงไม่รู้แต่เราได้ทำ”

ขอบคุณเสื้อผ้าจาก

DVF และ KATE SPADE