• STYLE
  • BEAUTY+
  • LIFE
  • VIDEO

สาวๆ รู้ไหมฉีด "ฟิลเลอร์" แบบไหนปลอดภัยที่สุด

30 มิ.ย. 2563 10:14 น.

"ฟิลเลอร์" หรือ Filler หนึ่งในทางเลือกด้านความสวยความงาม ที่ผู้หญิงอย่างเราๆ ปฏิเสธไม่ได้จริง เพราะใครๆ ก็อยากสวย ประกอบกับในยุคปัจจุบันที่บริการความสวยความงามสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ข้อมูลมีมากขึ้น ความสนใจและการตัดสินใจก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ด้วยความคาดหวังว่า เมื่อเข้าไปใช้บริการแล้ว จะได้ความสวยความงามกลับมาด้วย ทั้งนี้ในความเป็นจริงอาจไม่ใช่เช่นนั้นเลยค่ะสาวๆ เพราะยังคงมีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ตามหน้าข่าว ถึงแม้จะน้อยลงกว่าเมื่อก่อน ที่เข้าไปรับบริการแล้วอาจต้องพบความสูญเสียตามมา ไม่ว่าจะเนื้อตาย ฟิลเลอร์ไหล รวมไปถึงขั้นตาบอดก็มี ซึ่ง MIRROR เองก็เชื่อว่า...ยังมี Lady MIRROR อีกหลายคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ที่จะฉีด "ฟิลเลอร์" ลองมาฟังทางนี้ก่อนมั้ยคะ กับข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับ "ฟิลเลอร์" หลังจากที่เรามีโอกาสได้พูดคุยกับตัวจริงแห่งวงการฟิลเลอร์ งานนี้มีแต่เรื่องราวที่เป็นวิทยาทาน ซึ่งสาวๆ คนไหนที่ไม่คิดจะทำ ก็สามารถส่งต่อความรู้ให้กับคนอื่นได้ด้วย เราไปฟังบทสัมภาษณ์จาก นายแพทย์พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฉีดฟิลเลอร์จากเอไอซีคลินิก ซึ่งถือเป็นอาจารย์แพทย์ด้านฟิลเลอร์ ที่ทุกวันนี้ยังคงทำหน้าที่สอนลูกศิษย์แพทย์ในต่างประเทศด้วย เราไปเริ่มฟังกันเลยค่ะ

รู้ลึก "ฟิลเลอร์" เลือกฉีดแบบไม่อันตราย

รู้จัก "ฟิลเลอร์" คือ? 

"ฟิลเลอร์" หรือ "Filler" คือ สารเติมเต็ม Hyaluronic Acid หรือ HA ซึ่งเป็นสารประกอบของคอลลาเจนที่มีอยู่แล้วในผิวหนังของคนเรา หรือนำ้หล่อเลี้ยงผิว ที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อถูกทำลายร่างกายก็จะสร้างขึ้นมาใหม่ วนเวียนอยู่แบบนี้ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น HA ใต้ผิวหนัง จะเริ่มเกิดการเสื่อมสภาพฝ่อตัวลง ผิวหนังจึงขาดความยืดหยุ่น ทำให้ผิวที่เคยเต่งตึง กลับเริ่มแห้งหยาบกร้าน เหี่ยวลงและไม่เปล่งปลั่ง รูขุมขนก็กว้างขึ้น ผิวหน้าเกิดเป็นริ้วรอยเส้นเล็กๆ หรือริ้วรอยร่องลึกตามมา ตามบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ร่องแก้ม และมุมปาก

ทำไมคนไทยชอบฉีด "ฟิลเลอร์"

ถ้าพูดถึงบริการด้านความสวยความงามเกี่ยวกับ "ฟิลเลอร์" ในบ้านเราเติบโตสูงมาก เพราะคนไทยชอบฉีดฟิลเลอร์มาก เช่นเดียวกับเอเชีย ที่เติบโตสูงกว่าในยุโรป เพราะคนเอเชียชอบทำหน้ามากกว่าฝรั่ง ที่สำคัญอีกประการคือ เมื่อคนไทยเล่นโซเชียลเยอะ จึงอยากดูดีอยู่ตลอดเวลา และส่วนหนึ่งก็ได้อิทธิพลเรื่องความสวยความงามจากเกาหลีด้วย จึงทำให้บริการด้านความสวยความงามของไทยเติบโตสูงมาก อย่างสถานบริการด้านความงามในไทยนั้นมีนับหมื่นแห่ง โดยมีถึง 70% ที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะบริการทางการแพทย์ด้านความงามเติบโตเร็วมาก แต่คุณภาพของแพทย์กลับเติบโตไม่ทัน ส่วนที่เหลือ 30% นั้น ก็ถือว่าเป็นคลินิกที่มีมาตรฐาน แต่ก็ยังการันตีไม่ได้ว่าจะดีหรือไม่ดี ต้องดูที่ตัวแพทย์ประกอบด้วย

กลุ่มที่เน้น "คุณภาพ"

เรื่องความสวยความงามเกี่ยวกับ "ฟิลเลอร์" ถือเป็นบริการที่มีลูกค้าอยู่หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มมีกำลังซื้อ กลุ่มมีการศึกษา หรือกลุ่มกำลังซื้อน้อย อย่างกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นลูกค้าพรีเมี่ยมที่มีการศึกษาสูงด้วย จะคำนึงถึง "คุณภาพ" เป็นหลัก ลูกค้ากลุ่มนี้จะต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง โดยจะมีการค้นคว้าศึกษาข้อมูลมาอย่างมาก และไม่ค่อยมีความคิดที่จะเชื่อถือบรรดาโซเชียลเท่าไรนัก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี 

Before และ After

แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับตามตรงว่า ปัจจุบันบริการด้านความงามต่างมีการแข่งขันกันสูง ทุกที่ทุกร้านต่างมีกลยุทธ์สารพัด ที่จะมาดึงดูดลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น รีวิวต่างๆ ที่เป็น Before กับ After อันนี้จะปลอมกันเยอะมาก เพราะทุกคนสามารถหาซื้อภาพหรือแต่งภาพได้ทั้งสิ้น ขณะที่ตัวแพทย์ผู้ให้บริการเอง ก็เคลมตัวเองว่าเก่งทุกคน จนทำให้คนไข้หรือผู้บริโภค ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนจริงหรือหลอกลวง ยิ่งกับคำโฆษณา งานเขียนต่างๆ เราต้องยอมรับว่า ใครจะเขียนอะไร ก็สามารถเขียนได้ นี่คือปัญหาใหญ่และปัญหาหลักในเรื่องของธุรกิจความสวยความงาม ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องพบเจอ โดยหลังจากที่เข้ารับบริการไปแล้วจะปรากฏความเสียหายขึ้น โดยการตัดสินใจเพื่อความสวยความงามไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง กระบวนการหลังความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงกลับมาที่การเริ่มต้นตรวจเช็กแพทย์ ซึ่งก็ต้องพบว่า แพทย์เหล่านั้นไม่ได้เก่งจริง อาจเป็นเพียงหมอทั่วไป ที่ผ่านการอบรมมาแค่ 2-3 วันเท่านั้น ซึ่งก็อาจเป็นเรื่องที่สายเกิดไป

โปรโมชั่น "ราคา" แสนถูก

ส่วนลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เน้น "ราคา" เป็นหลัก จะมองหาโปรโมชั่นอยู่เสมอ ยิ่งโปรโมชั่นเยอะๆ ยิ่งสนใจ ล่อหูล่อตาลูกค้ากลุ่มนี้เป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้การลดราคาเยอะๆ ยิ่งทำให้เกิดปัญหากับผู้บริโภคมากขึ้น เพราะราคาที่ถูกลง ก็จะลด "คุณภาพ" ลงตามไปด้วย ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ เข้าใจว่าถ้าลดราคาลงเพียง 30-40% นั้นเป็นไปได้ แต่หลายที่ก็ลดราคาถึง 80-90% แล้วใช้ยาเท่าเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน

"ฟิลเลอร์" ของดีราคาถูก

ถ้าจะพูดต้นทุน "ฟิลเลอร์" อย่างฟิลเลอร์ของเกาหลี หรือฟิลเลอร์ที่มีราคาย่อมเยาลงมา จริงๆ ราคาต้นทุนอยู่ที่ 1 ใน 10 จึงไม่แปลกเลย ที่จะลดราคาลงมาได้ขนาดนั้น แต่สินค้าก็ต้องราคาถูกลงมาเช่นกัน หมายความว่า ถ้าราคาถูก สินค้าก็ถูกลง หรือไม่ก็เป็นที่ตัวหมอ ที่ต้องดูว่ามีใบรองรับการันตีหรือไม่ มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เพราะในโลกใบนี้ไม่มีของดีราคาถูก แค่มันเหมาะสมหรืออันตรายหรือไม่ ถ้าอันตราย มันก็ไม่คุ้มเสี่ยงเลย

อันตรายที่มากับ "ฟิลเลอร์"

ข่าวไม่ดีเกี่ยวกับ "ฟิลเลอร์" ในอดีตนั้นก็มีอยู่มากจริงๆ แต่ช่วงหลังก็ลดน้อยลงมาก เช่น ข่าวฉีดฟิลเลอร์แล้วเนื้อตายหรือตาบอด ส่วนใหญ่เกือบ 100% คือผู้ฉีดไม่ใช่หมอ หรือบางครั้งผู้ฉีดเป็นหมอ แต่ไม่ใช่หมอผู้เชี่ยวชาญด้านฟิลเลอร์ รวมไปถึงส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับสถานบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน เมื่อฉีดฟิลเลอร์ราคาถูกแล้ว จึงเกิดการไหลหรืออักเสบได้ ซึ่งหมอส่วนใหญ่ที่ฉีดก็ไม่มีความรู้ด้วย เพราะหมอที่มีความรู้นั้น จะมีราคาที่ค่อนข้างแพง ซึ่งจุดนี้เองที่คนไทยไม่เข้าใจ ส่วนใหญ่มักจะมองที่ราคาเป็นหลัก เมื่อราคาถูกยิ่งดูน่าสนใจ แต่เมื่อราคาแพงกลับไม่สนใจเลย 

ฉีดฟิลเลอร์ ≠ ซื้อยาไข้หวัด

เราจึงต้องพยายามบอกทุกคนที่มีความสนใจจะฉีด "ฟิลเลอร์" ให้ตระหนักและเข้าใจว่า การฉีดฟิลเลอร์คือบริการทางการแพทย์ ไม่เหมือนการซื้อยาไข้หวัดมารับประทาน แต่การฉีดฟิลเลอร์คือการซื้อยามา แต่ให้แพทย์เป็นผู้ฉีดฟิลเลอร์ให้ ถึงแม้ว่าจะยาตัวเดียวกัน แต่ฉีดคนละมือ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ "ความชำนาญ" และกว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ เราต้องทำมาเยอะมาก มีผลงานที่ดี นำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และต้องเป็นที่ยอมรับในสังคมแพทย์ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ

เชี่ยวชาญกายวิภาค + ไอเดียด้านศิลปะ = หมอเก่ง

การจะฉีด "ฟิลเลอร์" แพทย์ต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านกายวิภาคอย่างดี มองหน้าปุ๊บรู้เลยว่า เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก หลอดเลือด อยู่ตรงไหน มันต้องเชี่ยวชาญมากๆ ถึงจะทำได้สวย ประกอบกับต้องมีไอเดียด้านศิลปะ ไม่งั้นทำเท่าไรก็ไม่สวย ปัจจุบันมีคำนิยามของความสวยแพงว่า ทำแล้วต้องมีอัตลักษณ์ มีความเป็นธรรมชาติ และเป็นตัวของตัวเอง บางคนทำแล้วโป๊ะ เช่น หน้าผากป่อง ปากเจ่อ ซึ่งเรารู้เลยถึงสาเหตุที่มีอยู่ 2 อย่างคือ คนไข้ไม่เข้าใจด้านศิลปะความงาม และแพทย์ไม่มีความรู้ ซึ่งจุดนี้ตัวยาถือว่าไม่เกี่ยวเลย บางครั้งอาจเสียเงินซื้อยาแพง แต่พอทำออกมาแล้ว ใบหน้ากลับดูถูก เหมือนบางคนที่ใส่เสื้อผ้าแพงๆ แต่ดูราคาถูกก็มี เพราะแต่งตัวไม่เป็น นี่คือศิลปะ ซึ่งจริงๆ แล้วแพทย์ที่มีจรรยาบรรณไม่ได้ต้องการเงิน แต่เขาต้องการให้ผลงานออกมาดี คนไข้แฮปปี้ นั่นสิถึงจะถูกต้อง 

สรุป 3 วิธีเลือกฉีด "ฟิลเลอร์" แบบไม่อันตราย

1. เลือก "คลินิก" เป็นอันดับแรก โดยดูความเป็นมาของคลินิกว่าเป็นอย่างไร เปิดให้บริการมานานหรือยัง ถ้าเปิดมานานแล้ว แสดงว่าน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง

2. เลือกที่ตัว "ผลิตภัณฑ์" คุณสาวๆ ต้องรู้ว่าจะทำอะไร แล้วจึงเลือกผลิตภัณฑ์ โดยห้ามยึดติดกับ "ราคา" เพื่อความปลอดภัยของตัวเรา ทั้งนี้หากไม่มีความรู้ในข้อนี้ แนะนำให้ข้ามไปที่ 3 ก่อน 

3. เลือก "แพทย์" ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุด แพทย์จะต้องมีมาตรฐาน ความชำนาญ และเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ จริงๆ ซึ่งเหมือนที่กล่าวมาข้างต้น เพราะถ้าคุณสาวๆ ไม่มีความรู้ใดๆ เลย ข้อนี้จะช่วยคุณได้อย่างแน่นอน

เมื่ออยากฉีด "ฟิลเลอร์"

สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจฉีด "ฟิลเลอร์" แนะนำให้เริ่มต้นที่การหาข้อมูล แต่ก็ต้องยอมรับว่า การหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตหรือจากโซเชียลนั้นมีอยู่มากมายจริงๆ แต่เชื่อถือได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่สาวๆ จะต้องหาค้นเยอะมาก 90% เป็นข้อมูลปลอม ลับลวงพราง หลอกลวงจนเสียเงินเสียทองกันมากมาย จากนั้นอย่าเพิ่งรีบทำ สาวๆ ต้องไปพูดคุยปรึกษากับแพทย์ดูก่อน เพื่อเพิ่มข้อมูลแล้วจึงค่อยตัดสินใจ หลังจากนั้นคือการเลือกแพทย์ ข้อสำคัญที่สุด เพราะแพทย์ที่ดี จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมให้กับคุณ 

ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม คือ ?

ในเมื่อผลิตภัณฑ์มีอยู่มากมาย "ฟิลเลอร์" ยี่ห้อเดียวกัน ก็มีหลายรุ่นหลายแบบ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม จะใช้ฉีดไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละตำแหน่งด้วย เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากๆ โดยจมูกจะใช้ตัวหนึ่ง แก้มตัวหนึ่ง ขมับหรือใช้อีกตัวหนึ่งฉีด ซึ่งมันคือยี่ห้อเดียวกันแต่คนละตัว นี่คือเรื่องที่สาวๆ ไม่ค่อยรู้ และเข้าใจผิดมากๆ ว่า ฟิลเลอร์หนึ่งตัวสามารถฉีดได้ทุกส่วน เพราะคนส่วนใหญ่จะดูแค่ราคาเป็นหลัก

เลือกหมอถูก...ก็จบ

แพทย์ที่มาเรียน ทุกคนต้องเริ่มจากพื้นฐาน ตั้งแต่ "ฟิลเลอร์" คืออะไร ขั้นตอนการฉีด จะเลือกยาอย่างไรให้เหมาะกับคนไข้ ซึ่งแพทย์ทุกคนที่เรียนจบไปก็สามารถไปฉีดฟิลเลอร์ให้กับคนไข้ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนก็ต้องมีประสบการณ์เป็นสำคัญ คนไข้ใบหน้าแบบนี้ ต้องฉีดแบบนี้ ดีไซน์ก็สำคัญ คือจะฉีดอย่างไรให้สวย ไม่ใช่แค่ฉีดร่องแก้ม ก็ฉีดไปตามปกติ แต่จริงๆ ต้องดูว่า ฉีดแล้วร่องแก้มสวยมั้ยด้วย ต้องภาพรวมด้วย บางคนฉีดไปแล้วดูประหลาดก็มี ยิ่งร่องแก้มมันคือธรรมชาติ ถ้าฉีดแล้วหายหมด มันก็ดูไม่ธรรมชาติแล้ว แต่นี่คนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจ บอกให้ฉีดให้ร่องแก้มให้หายหมด หน้าก็เหมือนลิง เรื่องเล่านี้คือประสบการณ์ของแพทย์ล้วนๆ 

เมื่อเลือกหมอไม่ถูก...

จริงๆ "ฟิลเลอร์" เป็นสิ่งที่ปลอดภัยกับร่างกายเรา ถ้าเลือกหมอไม่ถูกหรือฉีดผิด ก็ต้องมาแก้ มาฉีดย่อยสลายออก ยกเว้นกรณีเดียวคือ ฉีดเข้าเส้นเลือดจนเนื้อตาย เรื่องนี้หมอช่วยไม่ได้จริงๆ หรือที่ตาบอด เพราะฉีดปุ๊บฟิลเลอร์วิ่งเข้าเส้นเลือด คือเวลาที่เราฉีด มันจะเหมือนเจล เวลาที่มันวิ่งเข้าหลอดเลือด มันจะทำให้หลอดเลือดอุดตัน เลือดก็ไม่สามารถวิ่งไปได้จนทำให้ตาบอดหรือเนื้อตาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน แต่ปัจจุบันเจอเคสแบบนี้น้อยลงแล้ว เพราะมีความรู้มากขึ้น ตัวยาก็ดีขึ้น 

อดีตเติมร่องแก้ม ปัจจุบันปรับโครงกระดูก

ที่เมื่อหลาย 10 ปีก่อน เราจะใช้ฟิลเลอร์ในการเติมร่อง อย่างร่องแก้ม แต่ปัจจุบันฟิลเลอร์ถูกพัฒนาขึ้น ไม่ใช่แค่เติมร่องเท่านั้น แต่เราสามารถฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับโครงกระดูก แล้วฉีดลึกไปที่กระดูกได้ คือถ้าเราฉีดลึกลงไปที่กระดูก กระดูกจะยกกระชับขึ้น รูปหน้าถึงเปลี่ยนไป เราถึงเรียกการฉีดฟิลเลอร์ว่า การปรับรูปหน้า โดยหน้าจะดูเด็กลงและเป็นธรรมชาติกว่า ถ้าการฉีดที่ผิวหนัง จะทำให้หน้าเรากลม ห้อย ย้วย นั่นคือการฉีดแบบเก่า แต่ปัจจุบันจึงเป็นการฉีดแบบใหม่ ตัวยาไม่เหมือนเดิมและดีขึ้น 

"ฟิลเลอร์" เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่?

"ฟิลเลอร์" ที่ถูกฉีดเข้าร่างกาย จะเหมือนกับสารธรรมชาติที่อยู่ในร่างกายเราดีกว่าการฉีดไขมันด้วยซ้ำ เพราะฟิลเลอร์จะถูกสังเคราะห์ขึ้นด้วยแบคทีเรีย โดยใช้การตัดต่อยีน ดังนั้นจึงถือว่าปลอดภัยมาก อย่างไขมันที่เป็นของมนุษย์ ของตัวเอง แต่ถ้าเราฉีดผิดไปก็ไม่สามารถเอาออกได้ แต่ฟิลเลอร์สามารถฉีดสลายได้ สาวๆ รู้หรือไม่ว่า ทั่วโลกมีงานวิจัยออกมาว่า...มีคนตาบอดจากการไขมัน มากกว่าการฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเรื่องนี้คนจะไม่ค่อยรู้ สำหรับเมืองนอกเค้าฮิตจนเลิกฮิตไปแล้ว

"ฟิลเลอร์" ตัวแรกของโลก

"ฟิลเลอร์" ตัวแรกของโลกเป็นของยุโรป ใช้มา 30 ปี มีคนฉีดไปไม่ต่ำกว่า 45 ล้านคนทั่วโลก ทำให้ฟิลเลอร์จากยุโรปได้รับการยอมรับ จนทำให้มีราคาสูง ขณะที่ฟิลเลอร์จากเกาหลีนั้นมีราคาต่ำกว่ามาก เรื่อง "ราคา" นั้นถูกกำหนดโดยเทคโนโลยี Know How ต่างๆ ซึ่งความแตกต่างในด้านคุณภาพ ก็ต้องยอมรับว่ามีอยู่แน่นอน แม้จะของยุโรปเหมือนกันก็ตาม ดังนั้นก็ต้องรู้จักเลือก ไม่ใช่เชื่อโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว 

นี่คือเรื่องราวของ "ฟิลเลอร์" หวังว่าสาวๆ จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน ไม่ว่าคุณจะกำลังตัดสินใจ หรือไม่มีความคิดจะฉีดฟิลเลอร์ แต่นี่ก็ถือเป็นความรู้ที่เรานำมาแบ่งปัน อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความสวยความงาม ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ "สุขภาพ".

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

เทรนด์ความงามปี 2017 โครงหน้าต้องคมชัด