• STYLE
  • BEAUTY+
  • LIFE
  • VIDEO

รู้ลึกเรื่อง "ฝ้า" สาเหตุและวิธีการรักษาที่ได้ผล

8 มิ.ย. 2563 11:50 น.

"ฝ้า" ปัญหาสุดกลุ้มใจของ Lady MIRROR หลายคน เพราะเมื่อเกิดขึ้นบนใบหน้าแล้ว ก็ยากที่จะรักษาให้หายขาด บ่อยครั้งการรักษาอาจเป็นการเร่งให้เกิดฝ้าขึ้นตามมาด้วย ดังนั้นเรื่อง "ฝ้า" จึงเป็นเรื่องที่เซ็นซิทีฟมากๆ ในปัญหาผิวหน้าทั้งหมด เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้านั้น เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และวิธีการป้องกันหรือรักษาด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดด ก็ทำได้ยากเสียเหลือเกิน มาค่ะ...วันนี้ MIRROR มีข้อมูลเกี่ยวกับ "ฝ้า" มาฝากทุกคน ตั้งแต่ฝ้าคืออะไร? ฝ้ามีกี่ชนิด? ฝ้าเกิดจากอะไร? และวิธีการป้องกันและรักษาฝ้า รวมไปถึงสมุนไพรรักษาฝ้า อีกหนึ่งทางเลือกที่สาวๆ ไม่ควรมองข้าม ซึ่งอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย แต่รับรองเห็นผลแน่นอน ไปดูเรื่องราวแบบเจาะลึกเกี่ยวกับเรื่อง "ฝ้า" พร้อมๆ กันค่ะ

รู้ลึกเรื่อง "ฝ้า" ปัญหาสุดกวนใจสาวๆ

ฝ้า คืออะไร?

"ฝ้า" หรือ "Melasma" คือปัญหาผิวหน้าชนิดหนึ่งที่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดสีใต้ชั้นผิวหนัง หรือเม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติ โดยสาเหตุที่ทำให้เซลล์เม็ดสีทำงานผิดปกตินั้น ส่วนใหญ่มาจากการที่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจาก "แสงแดด" ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เนื่องจากเม็ดสีเมลานินมีหน้าที่กรองรังสี UV เมื่อผิวได้รับแสงแดดมากขึ้น เมลานินก็จะถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วย จึงเกิดเป็น "ฝ้า" ซึ่งมีลักษณะเป็นสีดำอมน้ำตาล หรือเข้มกว่าสีผิว จะขึ้นเป็นแถบหรือปื้นบริเวณใบหน้า ที่หน้าผาก จมูก เหนือคิ้ว เหนือริมฝีปาก และโดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม สำหรับปัญหาเรื่องฝ้าจะเกิดกับผู้หญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 ปี ซึ่งผู้หญิงมีโอกาสเป็นฝ้ามากกว่าผู้ชายถึง 9 เท่า

สาเหตุที่ทำให้เกิด "ฝ้า"

"แสงแดด" คือ สาเหตุแรกที่ทำให้เกิด "ฝ้า" แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้าได้นั้น เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย โดยเริ่มตั้งแต่ความเครียด ฮอร์โมน การตั้งครรภ์ ยาคุมกำเนิด เครื่องสำอาง แสงจากจอคอมพิวเตอร์ หลอดไฟ และโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ และการไม่ดูแลตัวเองด้วย

"ฝ้า" มีกี่ชนิด?

"ฝ้า" ที่ขึ้นบริเวณใบหน้า สามารถแบ่งประเภทได้ถึง 4 ชนิดหลักๆ ดังนี้

1. ฝ้าตื้น เกิดจากความผิดปกติบริเวณชั้นหนังกำพร้า หรือผิวชั้นนอก มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม ขอบชัด มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ก็รักษาได้ง่ายเช่นกัน โดยใช้เวลารักษาไม่นานนัก

2. ฝ้าลึก เกิดบริเวณชั้นหนังแท้ ผื่นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบไม่ชัดเจน เนื่องจากอยู่ในระดับที่ลึกมาก การรักษาจึงค่อนข้างยาก

3. ฝ้าผสม คือ มีทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึก เกิดขึ้นที่ผิวหน้า เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในผู้ที่ประสบปัญหาเรื่องฝ้า

4. ฝ้าที่ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าเป็นฝ้าชนิดใด มักพบในผู้ที่สีผิวเข้มมาก อย่างชาวแอฟริกัน เป็นต้น

ทั้งนี้ในทางการแพทย์ผิวหนัง ยังสามารถแบ่ง "ฝ้า" ตามลักษณะการเกิดได้ 2 ประเภท คือ

1. ฝ้าแดด เกิดจากรังสียูวีเอและยูวีบีจากแสงแดด หลอดไฟ แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน

2. ฝ้าเลือด เกิดจากความผิดปกติของเลือดลมและฮอร์โมน เกิดเป็นลักษณะผิวแดงง่ายเมื่อโดนความร้อนหรือแสงแดด

วิธีการรักษา "ฝ้า"

ไม่มีวิธีการรักษา "ฝ้า" ให้หายขาด ฟังแล้วก็ปวดใจยิ่งนัก แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมความงาม จะสามารถเนรมิตความงามได้ทุกอณูของเรือนร่าง แต่ปัญหาเรื่อง "ฝ้า" ก็ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถึงแม้จะมีวิธีการรักษาที่มากมายก่ายกอง แต่สุดท้ายก็ยังอยู่ที่การดูแลตัวเองที่เข้มข้น โดยเฉพาะกับการปะทะ "แสงแดด" ของใบหน้าที่ยากจะหลีกเลี่ยงเสียเหลือเกิน แต่อย่างไรก็ตาม สาวๆ ไม่ควรท้อใจไปนะคะ เพราะการรักษาที่ดีที่สุดนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัญหาและสภาพผิวหน้าของแต่ละคน ไปดูกันค่ะ...มีวิธีไหนบ้าง?

1. การรักษา "ฝ้า" ด้วยการทายา

การรักษา "ฝ้า" ด้วยการทายา จะได้ผลดีกับผู้ที่เป็นฝ้าตื้น แต่อาจต้องใช้เวลาในการทายาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผล โดยยาที่ใช้รักษาฝ้านั้นมีหลายชนิด ได้แก่ ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอหรือเรตินอยด์ (Topical Retinoids/Retinoic Acid) ไฮโดรควิโนน (Hydroxyquinone) กรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) กรดโคจิก (Kojic Acid) คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) ซึ่งความเข้มข้นของสารในครีมทาฝ้าจะมีปริมาณแตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตามสาวๆ ไม่ควรไปซื้อยามารับประทานเองนะคะ เพราะอาจทำให้ผิวหน้าเกิดแสบ แดง หรือลอกเป็นขุยได้นะ

2. การรักษา "ฝ้า" ด้วยเลเซอร์

การการรักษา "ฝ้า" ด้วยเลเซอร์ เป็นวิธีการรักษาที่ค่อนข้างรวดเร็วกว่าการทาครีมรักษาฝ้า ส่วนใหญ่จะใช้รักษาฝ้าเมื่อการใช้ยาทาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร แต่ประสิทธิภาพของการรักษายังขึ้นอยู่กับแต่ละคน ซึ่งปัจจุบันก็มีการรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ที่หลากหลาย เพื่อช่วยปรับสภาพหรือรักษาความผิดปกติของสีผิว เช่น เลเซอร์ระบบคิวสวิตช์ หรือ Q-switched Laser หรือ YAG Laser ที่ยิงลงไปบริเวณที่เกิดฝ้าโดยตรง และทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีด้วยความร้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีที่ให้ผลรวดเร็วและจัดการกับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอได้ เลเซอร์ก็ยังไม่ใช่ทางเลือกแรกของการรักษาฝ้าในทางการแพทย์ เพราะผลของการรักษาจะทำให้ฝ้าจางลงเพียงชั่วคราวเท่านั้น หรืออาจไม่ได้ผลในบางรายด้วยซ้ำ

3. การรักษา "ฝ้า" ด้วยการผลัดเซลล์ผิวหนัง

การผลัดเซลล์ผิวหนัง (Superficial Skin Peels) เป็นการใช้สารที่มีความเป็นกรดหรือสารฟอกขาว เช่น กรดไกลโคลิก หรือกรดซาลิซิลิก ช่วยเร่งให้ผิวเกิดการผลัดเซลล์ผิวหนังชั้นนอก คล้ายๆ กับการใช้เลเซอร์ เพื่อช่วยให้สีผิวมีความสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ผลข้างเคียงของวิธีนี้คืออาจเสี่ยงกับการทำให้สีผิวเข้มมากขึ้น 

การป้องกันการเกิด "ฝ้า"

- หลีกเลี่ยง แสงแดด เมื่อไม่จำเป็น หรือควรใช้ร่มที่ป้องกันรังสียูวี สวมหมวก ใช้ผ้าคลุม โดยเฉพาะแดดช่วง 10.00-16.00 น. 

- หลีกเลี่ยงยาที่เป็นต้นเหตุให้เกิดฝ้า หรือยาเพิ่มฮอร์โมนอื่นๆ เช่น ยาคุมกำเนิด อาจจะต้องเปลี่ยนการคุมกำเนิดโดยต้องปรึกษาแพทย์ก่อน 

- เครื่องสำอางบางชนิด อาจมีสารที่ทำให้เกิดฝ้าได้ จึงควรเลือกเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมและคุณสมบัติที่ดี ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหน้า

- ใช้ "ครีมกันแดด" ที่มี SPF30+ ขึ้นไป เพื่อป้องกันยูวีเอ และมีค่าป้องกัน PA2+ ขึ้นไป เพื่อป้องกันยูวีเอ โดยควรทาครีมกันแดดก่อนที่จะออกแดด 30 นาที

- ใช้ครีมทาที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ หรือครีมไวท์เทนนิ่งอื่นๆ เพื่อป้องกันผิวน้ามีสีเข้มขึ้น

- เรื่องง่ายๆ ที่ไม่คิดว่าจะช่วยรักษาฝ้าได้ แต่มันคือเรื่องจริง! ด้วยการ "ดูแลตัวเอง" พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หลีกเลี่ยงความเครียด ทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว 

"สมุนไพร" รักษา "ฝ้า"

การรักษา "ฝ้า" ด้วยสมุนไพร เป็นหนึ่งทางเลือกที่สาวๆ ไม่ควรมองข้าม แน่นอนถึงแม้จะไม่เห้นผลรวดเร็ว แต่สามารถทำได้บ่อยครั้ง ราคาไม่แพง แต่กลับให้ผลลัพท์ที่ดีด้วย วันนี้เราจึงมี สมุนไพรรักษา "ฝ้า" มาฝาก ใครที่เริ่มเป็น แนะนำให้ทำตามด่วนๆ 

รักษา "ฝ้า" ด้วยมะขามเปียก

คั้นน้ำมะขามเปียกให้ใส นำไปตั้งไฟอ่อนๆ รอจนเดือด ใส่น้ำผึ้งลงไป พร้อมกับคนไปพร้อมๆ กัน คนจนให้เข้ากันดี ทำมาทาหน้าวันละ 1 ชั่วโมง จะช่วยรักษา "ฝ้า" และทำให้ผิวหน้านวลและใสขึ้น

รักษา "ฝ้า" ด้วยข้าวโอ๊ต+มะม่วงหิมพานต์

นำข้าวโอ๊ตบด และมะม่วงหิมพานต์บด อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำเล็กน้อย คนให้เข้ากัน ทาพอกที่ผิวหน้า 10 นาที แล้วล้างออก ทำเป็นประจำ "ฝ้า" จะจางหายไป

รักษา "ฝ้า" ด้วยผักบด

ใช้มะเขือเทศ อะโวคาโด แครอท แตงกวา บดให้เข้ากัน นำมาผสมกับนมผง พอกหน้าทิ้งไว้ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผิวจะขาวและเต่งตึงขึ้น สูตรนี้ใช้ได้กับทุกสภาพผิว

นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับ "ฝ้า" ที่สาวๆ ต้องรู้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทา "ครีมกันแดด" สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ นะคะ เราไม่ควรละเลยเด็ดขาด! ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาเรื่อง "ฝ้า" บนผิวหน้าของเรา

ติดตามอ่านบทความเกี่ยว "สุขภาพ" ทั้งหมด ได้ ที่นี่

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

ฝ้า กระ ริ้วรอย 3 โรคผิวหนังไวต่อแสง เป็นง่ายหายยาก