• STYLE
  • BEAUTY+
  • LIFE
  • VIDEO

"เบาหวาน" โรคร้ายแรงที่ไม่เรื้อรัง คู่มือดูแลตัวเอง!

21 พ.ย. 2562 08:14 น.

"เบาหวาน" โรคร้ายแรงที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่ง Lady MIRROR ฟังดูแล้ว...ก็ไม่น่าจะรุนแรงสักเท่าไหร่ แต่เชื่อหรือไม่ว่า โรคนี้ร้ายแรงกว่าที่คุณคิด โดยเฉพาะกับคนไทยอย่างเราๆ เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทย มีแนวโน้มผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งจำนวนผู้ป่วยและความรุนแรงจากภาวะแทรกซ้อน จนทำให้ต้องสูญเสียอวัยวะและเสียชีวิต ทั้งนี้เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา

สถิติ "เบาหวาน"

จากสถิติพบว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นเบาหวานประมาณ 5 ล้านคน และมีแนวโน้มเป็นเบาหวานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2534 ถึงปี 2557 มีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น 8.9% นอกจากนี้ยังพบว่าประชากรเสียชีวิตจากโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนถึง 21.96% และยังควบคุมระดับน้ำตาลได้น้อยมากประมาณ 40% ในขณะที่สามารถควบคุมทั้ง 3 อย่าง คือ ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิต ได้แค่ประมาณ 12% เท่านั้น

เบาหวาน คือ?

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือเป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกาย มีความผิดปกติหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือดปริมาณมาก หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะนี้ เป็นเวลานานจะทำให้อวัยวะต่างๆ เสื่อม เกิดโรคและอาการแทรกซ้อนขึ้น หรือจะสรุปง่ายๆ ว่า เบาหวานเกิดจากความบกพร่องของตับอ่อน และฮอร์โมนอินซูลินในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั่นเอง

สังเกตอาการ "เบาหวาน"

อาการสำคัญที่สังเกตได้ด้วยตัวตนเอง คือ ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หิวบ่อย กินจุบจิบ แต่นำ้หนักลด มีอาการชาปลายมือ ปลายเท้า บาดแผลหายช้า อ่อนเพลีย สายตาผิดปกติ เพราะหากเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อม เกิดแผลกดทับ ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะติดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญส่งผลให้เกิดความพิการในอวัยวะต่างๆ

โรคแทรกซ้อนจาก "เบาหวาน"

แม้โรคเบาหวานจะไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถยับยั้งการเกิดโรคแทรกซ้อนได้ ถ้าคุมระดับน้ำตาลและน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี ผู้เป็นโรคเบาหวานส่วนใหญ่ จะยังไม่รู้ตัวจนกว่าจะแสดงอาการข้างต้น ถ้าปล่อยไว้เป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา อาทิ เบาหวานขึ้นจอประสาทตา จนทำให้ตาบอด มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ จนทำให้เป็นโรคไตเสื่อม หลอดเลือดที่ขาเสียหาย ซึ่งมักเป็นร่วมกับอาการเท้าชานั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดแผลที่เท้าในผู้เป็นเบาหวาน จนบางรายต้องตัดขา และยังทำให้เกิดปัญหากับหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง เมื่อมีการอุดตันหรือแตก ทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ดูแลตัวเองต้องควบคุมอาหาร

การควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วย "เบาหวาน" เป็นสิ่งสำคัญมาก โดย "ยาเบาหวาน" ที่มีใช้กันโดยทั่วไปนั้น สามารถควบคุมน้ำตาลจากอาหารได้เพียง 45-60 กรัมต่อมื้อเท่านั้น เมื่อคิดเป็นข้าวสวยจะได้ไม่เกิน 3-4 ทัพพี ขณะที่เราอาจทานข้าวมากกว่า 4 ทัพพี ซึ่งมีน้ำตาลมากกว่าที่ยาจะควบคุมได้ ดังนั้นการเปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง วุ้นเส้น ขนมปังโฮลวีท หรือธัญพืชไม่ขัดสีนั้น จะมีใยอาหารที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้จริง แต่ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องควบคุมปริมาณเช่นเดียวกับข้าวขาว จึงไม่ควรนำธัญพืชมากินเพิ่มจากข้าว เช่น กินข้าวกับผัดฟักทอง หรือข้าวกับผัดวุ้นเส้น เป็นต้น

งดกินน้ำตาล!

ผู้ป่วย "เบาหวาน" ควรงดกิน "น้ำตาล" เกินจำเป็น เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม ผลไม้เป็นอีกแหล่งที่มีน้ำตาลปริมาณสูงมาก จึงควรเลือกชนิดที่ไม่หวานจัด เช่น กล้วย แอปเปิลเขียว หรือฝรั่ง และกินในปริมาณที่เหมาะสม ส่วนนมจืดนั้นไม่ควรดื่มเกิน 1 แก้วต่อวัน เนื่องจากนมวัวมีน้ำตาลตามธรรมชาติอยู่ประมาณ 12 กรัมต่อแก้ว เช่นเดียวกับนมไขมันต่ำ พร่องมันเนย หรือนมไม่มีไขมันนั้น กำจัดเฉพาะไขมันในนม แต่น้ำตาลนั้นไม่ได้ลดลง สำหรับนมเปรี้ยวส่วนใหญ่จัดเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในปริมาณสูง จึงไม่ควรกินทุกวัน

ออกกำลังกาย...สำคัญ

การ "ออกกำลังกาย" เป็นประจำจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สามารถลดปริมาณการใช้ยาหรือการฉีดอินซูลินได้ ควรออกกำลังกายที่ไม่มีแรงกระแทกหรือมีแรงกระแทกต่ำ เช่น เดิน ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เลือกความหนักของการออกกำลังกายที่เหมาะสม หากรู้สึกหายใจเร็วขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่สามารถพูดคุยได้จนจบประโยค โดยไม่หอบ ขณะเดินหรือออกกำลังกายแบบอื่น แล้วมีอาการเหนื่อย ให้ลดความเร็วลงหรือหยุดพัก แล้วค่อยเดินต่อ ไม่ควรเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว ไม่ควรเดินเท้าเปล่า เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับการออกกำลังกาย หมั่นตรวจดูแลสุขภาพเท้าสม่ำเสมอ ไม่ให้เกิดแผล ไม่ควรออกกำลังกายในที่ร้อนจัดหรือชื้น ให้จิบน้ำทุกๆ 10-15 นาที ที่สำคัญควรระวังระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะผู้เป็นเบาหวานที่ใช้ยาฉีดอินซูลิน ควรมีระดับน้ำตาลในช่วง 100-250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

กลุ่มเสี่ยง!

สำหรับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือมีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดสูง และผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน จึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพทุกปี เพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ถือเป็นการเฝ้าระวังอีกทางหนึ่งด้วย

"มะระขี้นก" สมุนไพรลด "เบาหวาน"

กรมการแพทย์แผนไทย แนะนำให้รับประทานสมุนไพรริมรั้ว ที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน นั่นคือ "มะระขี้นก" จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า "มะระขี้นก" มีสารรสขมชาแรนทิน (charantin) สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้จริง โดยช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์บริเวณผนังลำไส้เล็ก ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ และเสริมการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด เมนูอาหารที่แนะนำ เช่น ต้มจืดมะระขี้นก ยำมะระขี้นก มะระขี้นกผัดไข่ หรือนำมะระขี้นกมาปั่นดื่ม

ผักอื่นๆ ที่ต้านเบาหวาน

ในบัญชียาหลักแห่งชาติ "มะระขี้นก" จัดอยู่ในกลุ่มยาพัฒนาจากสมุนไพร นอกจากมะระขี้นกช่วยต้าน "เบาหวาน" แล้ว ยังมีผักพื้นบ้านชนิดอื่นที่ช่วยต้านเบาหวานได้ เช่น ผักเชียงดา กะเพรา ชะพลู ตำลึง ฯลฯ ซึ่งประชาชนสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน หรือเป็นเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในครัวเรือน นอกจากนี้ก็ควรจำกัดการบริโภคอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันสูง ควบคุมน้ำหนักตัวในอยู่ในเกณฑ์ปกติ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วย

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

18 เม.ย. 62"แผลเบาหวาน" เรื่องน่ารู้ของคนเป็นเบาหวาน (ตอน 2)