• STYLE
  • BEAUTY+
  • LIFE
  • VIDEO

นิยามใหม่ของสมองเสื่อม อัลไซเมอร์?

14 เม.ย. 2562 05:01 น.

ไหนๆก็ชอบเรื่องสมองเป็นที่สุด ขออัปเดตเรื่องสมองหน่อยก็แล้วกันนะครับ โดยเฉพาะเรื่องโรคอัลไซเมอร์ โรคที่รับผิดชอบทำให้สมองเสื่อมมากที่สุดในยุคนี้

บทความนี้จะเอาบทความสองบทที่ลงใน Medscape Neurology เดือนกุมภาพันธ์ 2019 ‘A New Biological Definition of Alzheimer Disease’ จาก Dr. Alan Jacobs นักวิจัยจากศูนย์วิจัยอัลไซเมอร์ของอเมริกา ซึ่งได้นำเรื่องที่มีการประชุมโต๊ะกลมในปี 2018 ถึงการที่น่าจะนำหลักฐานทางด้านชีวภาพ ATN ซึ่งจะได้อธิบายต่อไปเพื่อทำให้การวินิจฉัยโรคและช่วยให้การวิจัยดีขึ้น แม่นยำขึ้น นอกจากที่จะใช้อาการทางคลินิกเท่านั้น

ทั้งนี้ โดยควบรวมกับบทความ ‘Alzheimer’s Disease Current Treatments and Potential New Agents’ จาก Dr. Kristina Nikl และคณะมาร่วมสรุปและเรียบเรียงนะครับ

ศูนย์วิจัยอัลไซเมอร์ของอเมริการิเริ่มคำจำกัดความทางชีววิทยาใหม่ของโรคอัลไซเมอร์มาในปีนี้ ขอย้อนกลับไปที่ปี 2011 ซึ่งมีการออกแนวทางวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์โดยดูจากอาการและการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์รวมกับการเปลี่ยนแปลงทางเคมีวิทยา (biomarkers) ซึ่งแบ่งขั้นเป็น 3 ขั้นคือ ก่อนมีอาการชัดเจน (Preclinical) มีอาการในระดับที่ยังใช้ชีวิตเองได้เกือบปกติ (mild cognitive impairment)

และมีอาการทางสมองชัดเจนโดยสร้างปัญหา ในการดำรงชีวิตอย่างต่อเนื่อง (dementia) ในปี 2019 นี้อาจได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยควบรวมคำจำกัดความทางชีววิทยาโดยใช้การเปลี่ยนแปลงทางสมองที่ผิดปกติ หรือการเปลี่ยนแปลงทางดัชนีชีวภาพ (biomarker) ที่ผิดปกติเท่านั้น ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางอาการและอารมณ์ได้ถูกเอาออกจากคำจำกัดความและไปอยู่ในอาการของโรคอัลไซเมอร์เท่านั้น

คำจำกัดความทางดัชนีชีวภาพใหม่นี้ก็มีตัวย่อที่ช่วยให้จำง่ายก็คือ ATN โดย A นั้นย่อมาจาก Beta Amyloid ส่วน T นั้นย่อมาจาก Tau pathology ทั้งคู่สามารถวัดได้จากนิวเคลียร์สแกน (PET scan) หรือจากการเจาะน้ำไขสันหลัง ส่วน N นั้นย่อมาจาก neurodegeneration or neuronal injury and dysfunction ซึ่งก็คือการถูกทำลายหรือกระบวนการที่นำไปสู่การฝ่อของสมองนั่นเอง สามารถวัดได้จาก MRI scan หรือจากการเจาะน้ำไขสันหลังแล้วอะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง สำหรับหมอและนักวิจัย ตัวอย่างก็คือเจอแค่ amyloid ก็จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในพยาธิสภาพของ Alzheimer’s pathologic change แต่จะต้องมีทั้ง amyloid และ tau ถึงจะเรียกว่า Alzheimer’s disease

การเปลี่ยนแปลงนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองโปรตีนผิดปกติ การอธิบายโรคของคนไข้ก็จะเปลี่ยนเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนไข้อยู่ระดับที่ยังใช้ชีวิตเองได้เกือบปกติก็จะเรียกว่า Mild cognitive impairment หรือ MCI due to Alzheimer’s disease แต่ตอนนี้จะกลายเป็น Alzheimer’s disease with Mild cognitive change เหตุผลที่เปลี่ยนในจุดนี้คาดว่าน่าจะเป็นการที่คนไข้สามารถเข้าถึงการตรวจแบบละเอียดนี้ได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นจะช่วยลดการวินิจฉัยผิดเพราะอาจจะมีโรคสมองที่เกิดจากกลไกอื่นที่สามารถออกมาคล้ายกับ Alzheimer’s disease ได้ ฉะนั้นการเอาอาการของโรคออกไปจากคำจำกัด ความจะช่วยลดความสับสนในการวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ถึงจะวินิจฉัยได้แม่นยำขึ้นเพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ถึงจะมีความรู้ถึงว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่จะป้องกันและรักษาอย่างไร

ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดก็คือ Amyloid theory กล่าวว่าโปรตีนผิดปกติก่อตัวจาก amyloid precursor protein เพราะว่าได้รับการตัดแต่งที่ผิดปกติและออกมาผิดรูป เมื่อผิดรูปสมองก็ไม่สามารถกำจัดมันได้ ผลก็คือโปรตีนผิดปกติจะเพิ่มขึ้นในเนื้อสมองมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะเป็นพิษต่อสมองและทำให้เซลล์สมองตาย ส่วนหนึ่งของทฤษฎี Amyloid นั้นมาจากการศึกษายีน apolipoprotein E ซึ่งรับผิดชอบตัดและกำจัดโปรตีน amyloid เมื่อมันผิดปกติ (Apolipoprotein E4) พบว่าเพิ่มความเสี่ยงอัลไซเมอร์

ส่วนทฤษฎี Tau ก็ได้รับการยอมรับไม่แพ้กัน โดยมีความผิดปกติทางด้านโปรตีนเทา (hyper phosphorylated tau) ทำให้โปรตีนพันกันและสมองไม่สามารถกำจัดได้ ที่สังเกตเห็นก็คือเมื่อสองตัวนี้เพิ่มขึ้นสมองก็จะฝ่อมากขึ้นและกระทบ ความ จำ ภาษา ลักษณะนิสัย และความเฉียบแหลมกับการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเกิดโรคมีการรวบรวม big data ในปี 2016-7 รายงานในวารสาร Nature ที่ได้จากการศึกษาติดตามผู้ป่วยอัลไซเมอร์ และพบว่าเกิดจากความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของเส้นเลือดในสมอง และตามด้วยความผิดปกติของโปรตีนเทา จนมาถึงความผิดปกติของโปรตีน amyloid

ที่ผ่านมามีการพยายามกำจัดโปรตีนผิดรูป (Beta amyloid plaque and Neuro-fibrillary tangles) จากสมองโดยใช้สารเอนไซม์ต่างๆ ซึ่งให้ผลที่น่าตื่นเต้นในสัตว์ทดลอง แต่พอมาทดลองกับคนกลับเป็นที่น่าผิดหวัง จึงเป็นที่สงสัยว่าเรากำลังมองมันผิดจุดอยู่รึเปล่า

ความเสี่ยงอื่นๆ เพิ่มความเป็นโรคที่เราเห็นก็คือ เบาหวาน ความดันสูง อ้วน ไม่ออกกำลังกาย ซึมเศร้า บุหรี่ และการศึกษาต่ำ แต่เราไม่รู้อยู่ดีว่าเกี่ยวพันกันอย่างไร แต่ที่แน่ๆก็คือปัจจัยเหล่านี้ต่างโน้มนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง และทำให้เกิดเป็นทฤษฎี two hit hypothesis โดยที่มีการกระทบเส้นเลือดก่อนและทำให้มีกระบวนการผิดปกติของสมองและเพิ่มการผลิตโปรตีนบิดเกลียว misfolded protein และมีการศึกษาในเรื่องภาวะทางกายที่ส่งผลไปยังสุขภาพของเส้นเลือดในสมองและกระทบกับเนื้อสมองในส่วนต่างๆ มากน้อยเพียงไร และส่วนใดที่ถูกกระทบเป็นพิเศษ (cerebrovascular MRI bio–marker)

ยาที่มีอยู่ตอนนี้คือ anti-cholinesterase ลดการย่อยสลายของสาร Acetylcholine และเพิ่มความเข้มข้นของสารตัวนี้ในสมอง ช่วยเรื่องความทรงจำได้นิดหน่อยในบางคน แต่ด้วยประโยชน์ที่ค่อนข้างจำกัด ผลข้างเคียง คนไข้ที่มีความดันต่ำ หน้ามืดบ่อยๆ หรือได้รับผลข้างเคียงหลังใช้ หรือไม่รู้สึกถึงความแตกต่างไม่ควรใช้ เพราะไม่ได้รักษาโรคได้ และ anti-NMDA receptor ก็เช่นกัน ถ้าไม่รู้สึกถึงความ แตกต่างก็อย่าใช้เลย

แล้วขณะนี้มีหวังอะไรบ้างสำหรับคนเป็นโรคอัลไซเมอร์ หมอคิดว่าตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่ดูจะมารักษาโรคนี้ได้เลย เราควรจะให้ความสำคัญกับการป้องกันและการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในการควบคุมอาการที่เกิดจากโรคนี้ ซึ่งทำให้การดูแลยากลำบากและอาการบางอย่าง เช่น รุนแรงฉุนเฉียวอาจเป็นอันตรายต่อคนไข้เองอีกด้วย นอกจากนั้น เราอาจจะมองการยกระดับเภสัชกรในการช่วยปรับยาบางชนิดให้กับคนไข้เพราะอาจจะสะดวกต่อคนไข้และผู้ดูแลมากกว่า นอกจากนั้นเภสัชกรก็มีความรู้และอาจจะพอมีเวลากับพิถีพิถันกว่าหมอเสียอีก

หลักฐานที่มีมากขึ้นจนปัจจุบัน การอักเสบเรื้อรังนี้จะเป็นตัวสำคัญเลยในการเกิดโรคสมองเสื่อม และกัญชามีฤทธิ์ลดการอักเสบได้ ดังนั้น จะป้องกันได้ไหม ส่วนคนเป็นแล้วกัญชาอาจช่วยลดอาการกระวนกระวาย ช่วยให้นิ่งขึ้นได้ตามรายงานที่เริ่มมีเข้ามา ต้องรอดูกันต่อไป...

แต่ยังไง สำคัญสุดก็เลิกบุหรี่ อาหารสุขภาพ ไม่มีสารเคมีพิษซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการที่ทำให้เกิดการอักเสบ และออกกำลังกายสม่ำเสมอนะครับ ด้วยความเป็นห่วงครับ.

หมอดื้อ