• STYLE
  • BEAUTY+
  • LIFE
  • VIDEO

6 วิธีรักษา "สิว" ให้หายขาด บอกลาปัญหาสิวอย่างถาวร

15 มิ.ย. 2563 13:00 น.

ปัญหา "สิว" นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ผู้หญิงบางคนเป็นสิวน้อย ไม่รุนแรงมาก ก็อาจจะรักษาได้ง่ายและประหยัด แต่บางคนมีอาการสิวอักเสบรุนแรง ทำยังไงก็ไม่หายสักที งั้นก็คงต้องพึ่ง "ยารักษาสิว" ประเภทต่างๆ ถ้าไปพบแพทย์จะมีวิธีรักษา "สิว" ให้หายได้อย่างไร?

วันนี้ ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ มีคำตอบเรื่องการรักษา "สิว" และยารักษาสิว มาบอกต่อ...

1. รักษาที่ต้นตอของปัญหาสิว

สาเหตุหลักของสิวที่สาวๆ หลายคนมักจะพบเจอเป็นส่วนมาก เกิดจากความมันบนใบหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ วิธีที่ช่วยลดความมันบนใบหน้าได้นั้นก็มีอยู่หลายวิธีนะคะ เช่น การใช้กระดาษซับมันระหว่างวัน หรือการล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ที่ไม่ทำให้หน้าแห้งตึงจนเกินไป รวมไปถึงการล้างหน้าที่ถูกวิธี ซึ่งหลายคนอาจเคยได้ยินมาว่า การล้างหน้าระหว่างวันจะสามารถช่วยควบคุมความมันได้ แต่หากเป็นการเปลี่ยนมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่เหมาะกับสภาพผิว ซึ่งเป็นทางเลือกที่เราแนะนำเช่นกัน อย่าง ProX by Olay Brightening Renewal Cleanser ที่ช่วยชำระล้างความมัน และขจัดสิ่งสกปรกบนใบหน้าได้อย่างหมดจด ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และทำให้หน้าดูขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย เพียงเท่านี้เราก็สามารถลดต้นตอของปัญหาสิวได้แล้วค่ะ

อีกหนึ่งขั้นตอนที่ขาดไม่ได้เลย ถ้าพูดถึงการคุมความมันที่เป็นต้นตอของสิว แต่วิธีที่ทำให้หน้ากลับมาสู่จุดสมดุลที่ไม่มัน และไม่แห้งจนเกินไป คือ การเลือกครีมบำรุงที่สามารถคุมความมันบนใบหน้าได้อย่าง Olay Regenerist Whip ครีมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ประสิทธิภาพสูง ที่ทำให้สาวๆ หมดความกังวลเรื่องความมันบนใบหน้าได้อย่างแน่นอน ด้วยเนื้อครีมที่ซึมซาบเร็ว และเทคโนโลยี Active Rush ที่ช่วยคุมความมันบนใบหน้าได้ยาวนานถึง 8 ชม. อีกทั้งส่วนผสมที่สำคัญอย่าง Niacinamide เป็นแกนหลักที่รู้กันว่าช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว เร่งการผลัดเซลล์และเสริมเกราะป้องกันผิวให้ดูแข็งแรงขึ้น เรียกได้ว่าการรักษาที่ต้นตอของสิวเป็นสิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้ หากต้องการรักษาอย่างจริงจัง

หาซื้อกันได้

2. ยาทาสิว เจลแต้มสิว

ถ้าคุณเป็นสิวเพียงเล็กน้อย สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ง่ายๆ โดยล้างหน้าให้สะอาด ไม่บีบ ไม่แกะสิว พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารหวานๆ มันๆ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดสิว อาจทำให้สิวหายเองได้

แต่ถ้าคุณเป็นสิวค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเป็นสิวอุดตัน การรักษาที่เหมาะสมคือการใช้ ยาทาสิว ที่ช่วยลดการอุดตัน เช่น ยาทาเบนซิลเปอร์ออกไซด์ หรือยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ จะทำให้สิวหลุดออกได้ง่ายขึ้น ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว ทำให้ผิวแห้ง ลดการสะสมน้ำมันในชั้นผิวหนัง ส่วนถ้ามีสิวหัวหนองขนาดเล็กๆ ก็อาจใช้ เจลแต้มสิว ที่มีตัวยาเบนซิลเปอร์ออกไซด์ได้ด้วยเช่นกัน

แต่ยาเหล่านี้หากใช้แบบผิดๆ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ แนะนำว่าควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังก่อนเริ่มใช้ยารักษาสิวประเภทนี้

3. ยากินรักษาสิว

สำหรับใครที่มีสิวในขั้นรุนแรง การดูแลตัวเองเบื้องต้น ร่วมกับทายาแต้มสิวอาจจะเอาไม่อยู่ คงต้องอัพเลเวลมาสู่วิธีรักษาสิวด้วยการรับประทานยาเม็ดรักษาสิว ซึ่งยากินรักษาสิวก็มีอยู่หลายแบบ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนใช้ยากินรักษาสิว 

- ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม: ตัวยามีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ช่วยลดการผลิตน้ำมันใต้ชั้นผิวหนัง ลดการอุดตันในรูขุมขน (สาเหตุการเกิดสิว) แต่มีผลข้างเคียง คือ อาการปวดหัว คลื่นไส้ ปวดหน้าอก น้ำหนักเพิ่ม ฯลฯ

- ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย: ยานี้ช่วยลดผลกระทบจากการมีฮอร์โมนเพศชายสะสมที่ต่อมไขมันใต้ผิวมากเกินไป จนทำให้เกิดการผลิตน้ำมันใต้ผิวหนังมาก จนทำให้เกิดสิวได้ง่าย แต่อาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการปวดเต้านม ปวดประจำเดือนมาก เป็นต้น

- ไอโซเตรติโนอิน: ยาอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ใช้ในผู้ป่วยที่มีสิวอักเสบในระดับรุนแรงมากที่สุด และผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาสิวด้วยวิธีอื่นๆ โดยผู้ที่ใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพสูง เช่น เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า เสี่ยงต่อโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง และเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ที่จะพิการรุนแรงแต่กำเนิด

4. ยาฉีดสิว

ถัดมาเป็นการรักษาสิวด้วยการฉีดตัวยาไปที่สิวโดยตรง วิธีนี้ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางเท่านั้น เหมาะกับการรักษาสิวประเภทสิวแดงก้อนลึกและสิวซีสต์ โดยแพทย์จะฉีดสเตียรอยด์ (Steroid) เข้าไปโดยตรงในบริเวณที่เป็นสิว ทำให้การบวมอักเสบของสิวหายไปโดยที่ไม่ต้องบีบสิวออกมา อาจมีผลข้างเคียง คือ ทำให้ผิวบาง อาจเห็นรอยเส้นเลือดใต้ผิวหนังได้

5. แสงรักษาสิว

แสงรักษาสิว Photodynamic Therapy (PDT) เป็นการฉายแสงเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของการเกิดสิวอักเสบ เหมาะกับคนที่เป็นสิวอักเสบขั้นรุนแรง และสิวดื้อยา โดยแสงนี้มีความยาวคลื่นใกล้เคียงกับรังสีอัลตราไวโอเลตและแสงสีฟ้า  เมื่อเซลล์แบคทีเรียได้รับพลังงานที่สูงมากๆ เชื้อจะตายไป อีกทั้งยังช่วยลดความมันบนผิวไปพร้อมกันได้ด้วย

การฉายแสงต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อควบคุมคุณภาพและปริมาณของแสงให้เหมาะสม วิธีนี้อาจมีผลข้างเคียง คือ เจ็บผิวบริเวณที่ฉายแสง มีรอยแดง และผิวบริเวณที่ฉายแสงจะมีความไวต่อแสงแดด มีโอกาสแพ้แสงมากขึ้น

6. กดสิวและบำบัดผิว

อีกหนึ่งวิธีสำหรับการรักษาสิวประเภทสิวอุดตัน ก็คือ การกดสิวและบำบัดผิวด้วยทรีตเมนต์ ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาแล้วสิวหัวดำและสิวหัวขาวยังไม่หมดไป โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือช่วยในการบีบเอาสิ่งที่อุดตันภายในสิวออกมา

ผลข้างเคียง คือ อาจเกิดร่องรอยหรือรอยแผลเป็นได้ จึงควรรักษาร่วมกับการบำบัดผิว เช่น กรดซาลิไซลิกเพื่อผลัดผิวชั้นนอกออกไป ลดการอุดตันของน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วในรูขุมขน และอาจใช้ครีมบำรุงผิวเข้มข้นร่วมด้วย

สาวๆ ที่กำลังหนักใจเรื่องปัญหา "สิว" ที่ทำยังไงก็ไม่หายสักทีหรืออยู่ในช่วงการรักษา ลองศึกษาวิธีรักษาสิวจากข้อมูลที่เรานำมาแชร์ในบทความนี้ แล้วถ้าหากมีการดูแลรักษาเบื้องต้นแล้วยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนหรือพบปัญหาสิวเรื้อรัง ทางเราแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยตรงจะดีที่สุดค่ะ


ที่มา : inderminderm2thaihealthpobpad

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

วิธีจัดการ “สิวอุดตัน” ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก