หน้าแรกแกลเลอรี่

เล่าเรื่อง..เบื้องหลังความสำเร็จ (1)

เล่าเรื่อง..เบื้องหลังความสำเร็จ (1)

บี บางปะกง

27 ส.ค. 2564 06:09 น.

เหรียญแรกมาแล้ว สำหรับทัพนักกีฬาพิการไทยในมหกรรมกีฬา "พาราลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020"

ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ "แวว" สายสุนีย์ จ๊ะนะ ยอดนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบสาวไทยระดับตำนาน สร้างความสำเร็จให้ทัพไทยแลนด์ด้วยเหรียญทองแดง จากประเภทเอเป้ คลาส บี 

ถือเป็นเหรียญเปิดหัวเอาฤกษ์เอาชัย ก่อนที่นักกีฬาพาราของไทยจะช่วยกันบุกตะลุยสร้างผลงานคว้าเหรียญรางวัลกลับบ้านให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

เชื่อว่าแฟนกีฬาทั้งประเทศก็กำลังช่วยกันส่งแรงใจไปเชียร์ทุกๆ คนที่แดนซามูไรกันอย่างเต็มที่อยู่ ณ เวลานี้

บังเอิญผมยังติดค้างบทความ ‘Inside Tokyo Olympic 2020’ ที่พี่หมอไพศาล จันทรพิทักษ์ หัวหน้าคณะแพทย์ของทัพนักกีฬาบ้านเราที่ไปแข่งโอลิมปิกที่ผ่านมา 

อุตส่าห์เขียนเล่าสู่กันฟังให้แฟนๆ ‘ไทยรัฐสปอร์ต’ โดยเฉพาะ ถึงเบื้องหลังความสำเร็จของทีมเทควันโดไทยที่คว้าเหรียญทองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก  

ซึ่งเป็นข้อมูลอินไซด์ที่หลายคน (อาจ) ยังไม่เคยได้รู้มาก่อน ของผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ชิดติดขอบสังเวียนตัวจริง เสียงจริง ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมทีมนักกีฬาไทยในศึกใหญ่ต่อไปภายภาคหน้า 

ลองอ่านกันดูครับ เนื้อหาสาระแน่นปึ้ก ทรงคุณค่า เลยทีเดียว !!! 

---------------------------------  

ผมได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะแพทย์ และเป็น CLO (COVID-19 Liaison Officer) ของคณะนักกีฬา ที่ไปแข่งขันโอลิมปิกครั้งนี้ มีหน้าที่ดูแลเรื่องเจ็บป่วยและบาดเจ็บแล้ว ต้องทำหน้าที่ประสานกับทางญี่ปุ่น เพื่อให้นักกีฬาทีมชาติไทย ไม่นำเชื้อโควิดจากบ้านเราเข้าไปญี่ปุ่น และระหว่างอยู่ในญี่ปุ่น ก็ไม่ได้รับเชื้อจากคนญี่ปุ่นที่มาทำหน้าที่ในหมู่บ้านนักกีฬา / ตามสนามแข่งขันต่างๆ ที่นักกีฬาต่างชาติต้องไปสัมผัส รวมอาสาสมัครที่มาช่วยงานนี้รวมๆ แล้วเกือบ 1 แสนคน และนักกีฬา /จนท.ชาติต่างๆ อีกหมื่นกว่าคน 

ดังนั้นผมและทางโอลิมปิก ที่มีคุณธนา ไชยประสิทธิ์ เป็นหัวหน้าคณะนักกีฬา และ อจ.นพ.วารินทร์ ตัณฑศุภศิริ ในฐานะประธานฝ่ายแพทย์ของโอลิมปิก จึงได้มีการจัดประชุม Orientation ให้สมาคมกีฬา ที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว (ล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน) เพื่อเน้นย้ำมาตรการที่ต้องระมัดระวัง ตั้งแต่ระหว่างการเตรียมตัวฝึกซ้อมในไทย ตลอดจนการทำเรื่องขออนุมัติให้มีการฉีดวัคซีนให้นักกีฬา และ จนท.เป็นกรณีพิเศษ เพราะถือว่าบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องเตรียมตัวไปแข่งขัน 

ภายหลังจากที่ใช้เวลาหลายปีก่อน ที่จะเข้าแข่งขันรอบคัดเลือกกันมาหลายปี หากมาพบว่ามีการติดเชื้อโควิดก่อนเดินทาง ซึ่งผมได้เปรียบเทียบว่าเสมือนนักกีฬาถูกใบแดง ให้ออกจากการแข่งขันเลยทีเดียว จะทำให้นักกีฬาต้องเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นทุกสมาคมฯ ต้องไปเน้นย้ำมาตรการป้องกันต่างๆ กับนักกีฬาของสมาคมฯ เองด้วย

เรามีการประชุม orientation พูดคุยกับผู้บริหารสมาคมฯอยู่ 2 ครั้ง (18 มิ.ย. และ 7 ก.ค.64) สำหรับวัคซีนนักกีฬาและ จนท.ก็ได้รับการฉีดครบ 2 โดส ตามที่ได้วางแผนไว้ และมีมาตรการก่อนออกเดินทางของทางญี่ปุ่น 14 วัน คือการบันทึกข้อมูลเดี่ยวกับอาการต่างๆ ของโควิด เช่น การมีไข้ การมีอาการไอ มีน้ำมูก ฯลฯ ของทุกคนและต้องมีการตรวจ RT-PCR test 2 ครั้ง ก่อนการเดินทาง 96 ชั่วโมง และ 2 ครั้งนั้น ต้องให้ห่างกัน 48 ชั่วโมงด้วย ซึ่งเป็นมาตรการที่เข้มงวดมากกว่าทั่วๆ ไป ที่เราทราบกันดีว่า ส่วนใหญ่เขาให้ตรวจเพียง 1 ครั้งภายใน 72 ชม.ก่อนเดินทาง ทั้งนี้เพื่อ Screen ให้ได้ชัดเจนว่า จะไม่มีใครมีผลตรวจ +ve เดินทางเข้าญี่ปุ่นได้เลย 

ส่วนเมื่อไปถึงสนามบินญี่ปุ่นแล้ว พวกเราก็จะต้องถูกตรวจ Saliva Antigen (หาแอนติเจนจากน้ำลาย) พร้อมกับรอผล ก่อนที่จะให้เดินทางเข้าประเทศ โดยส่วนใหญ่ของพวกเราก็จะไปพักอยู่ในหมู่บ้านนักกีฬา (Olympic Village หรือ OLV) ซึ่งญี่ปุ่นได้กำหนดมาตรการไว้ให้ทุกคน จะต้องส่งน้ำลายตรวจทุกวัน ตั้งแต่วันเข้าพักวันแรก จนกว่าจะออกจากหมู่บ้านเลยทีเดียว แต่เขามีเป็น 3 ขั้นตอน สำหรับการตรวจหาเชื่อโควิด ดังนี้

1.) เมื่อส่งน้ำลายตรวจหา Antigen ทุกวัน หากผลเป็น -ve ถือว่าผ่าน ถ้าหากผลเป็น +ve ให้

2.) เอาน้ำลายนั้นไปตรวจโดยวิธี PCR test หากผลเป็น -ve ถือว่าผ่าน ถ้าหากผลเป็น +ve ให้

3.) CLO พาคนคนนั้นไปที่ Fever Clinic ในหมู่บ้านเพื่อตรวจ NP-PCR test โดยต้องมีการแยงจมูก เอาสารคัดหลั่งในโพรงจมูกไปตรวจโดยใช้วิธี PCR 

และหาก -ve ถือว่าผ่าน แต่ถ้า +ve ก็จะต้องนำเข้าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำไปสู่การพิจารณาขั้นสุดท้ายร่วมกับสหพันธ์กีฬาประเภทนั้นๆ ว่าจะให้ร่วมการแข่งขันหรือไม่อย่างไร?

แล้วสมาคมเทควันโดฯ จัดการเตรียมนักกีฬาของตนเองอย่างไร? ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโควิด ซึ่งผมมารับทราบรายละเอียดภายหลังจากผู้จัดการทีม (คุณบิ๊ก- ธนฑิตย์ รักตะบุตร) ดังนี้ 

1.) เมื่อคุณบิ๊ก ได้รับทราบข้อเป็นห่วง และคำแนะนำจากการประชุมร่วมกับทางโอลิมปิก แล้วได้ปรึกษานายกสมาคมฯ คุณพิมล ศรีวิกรม์ จึงมีการวางแผนอย่างซีเรียสว่า ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันการติดเชื้อโควิดอย่างเข้มข้น เพราะเห็นด้วยกับทางฝ่ายแพทย์เราว่า ต้องไม่มาตกม้าตาย หากมีการติดเชื้อก่อนเดินทางไป ซึ่งทุกมาตรการที่ต้องลงทุนลงแรง เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ท่านนายกสมาคมฯ สนับสนุนเต็มที่ เช่น การเข้าพักในโรงแรมที่เขาใหญ่แบบ Exclusive ไม่ให้ได้มีโอกาสพบปะผู้คนภายนอก ที่อาจนำเชื้อโควิดมาติดนักกีฬาได้ จนท.ของทีม และการจัดการเรื่องอาหารของโรงแรม มีมาตรการเข้มงวดเป็นไปตามมาตรการป้องกันโควิดของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 

ทุกกิจกรรม หรือเรียกว่าทุกย่างก้าวของนักกีฬา เป็นไปด้วยความระมัดระวังการติดเชื้อโควิด จนกระทั่งจะต้องมีการตรวจ PCR tests 2 ครั้งทางฝ่ายแพทย์ก็ออกแบบให้มาทำกันที่ศูนย์วิทย์ กกท. ไม่ให้เดินทางเข้าไปทำที่ใน รพ.กรุงเทพ ซึ่งเป็นผู้รับทำ PCR test ให้ (เป็น test provider ที่ทางการญี่ปุ่นรับรอง) เพราะในขณะนั้นใน รพ.เอง ก็มีคนไข้โควิดเข้าไปรับบริการเป็นจำนวนมากพอสมควร 

และถึงเวลาจะต้องเดินทาง จากที่เก็บตัวก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น ที่ส่วนใหญ่เรามักทราบกันว่า จะอนุญาตให้นักกีฬากลับบ้าน ไปพบปะพ่อแม่พี่น้องหรือครอบครัว เพราะจะจากบ้านไปหลายวัน มีผลทางด้านจิตวิทยา ทางทีมก็เกรงว่าจะเป็นรูรั่วเล็กๆ จากการไปรับเชื้อจากคนที่บ้าน ถึงขนาดให้ใช้ Live VDO call พูดคุยกันและให้ทางบ้านจัดข้าวของ ที่ต้องการนำติดตัวไปญี่ปุ่นแล้วนำมาส่งให้ โดยไม่ได้พบหน้าพูดคุยกัน แบบ Face-to-Face เลยทีเดียว

ซึ่งต้องขอปรบมือดังๆ ให้ทีมงานของสมาคมฯ ที่ถือเอาเรื่องการป้องกันเป็นสำคัญ และลงลึกในรายละเอียดมากไปกว่าที่ฝ่ายแพทย์ได้อธิบายเพียงหลักการไปเท่านั้น (ต่อตอนหน้า)



- บี บางปะกง -

# แท็กที่เกี่ยวข้อง

โอลิมปิกโตเกียวเกมส์สายสุนีย์ จ๊ะนะพาราลิมปิกเกมส์โควิด-19นพ.ไพศาล จันทรพิทักษ์olympic2020

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    คุณอาจสนใจข่าวนี้