หน้าแรกแกลเลอรี่

ชีวิต ความฝัน ลมใต้ปีกของ "พาณิภัค" กับความหวังเหรียญทองโอลิมปิก 2020

ชีวิต ความฝัน ลมใต้ปีกของ "พาณิภัค" กับความหวังเหรียญทองโอลิมปิก 2020

ไทยรัฐออนไลน์

23 ก.ค. 2564 20:20 น.

เส้นทางชีวิตของแต่ละคน ย่อมเกิดมาเพื่อจะทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร แต่หากมันเกิดประโยชน์สำหรับคนโดยวงกว้างแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเสมอ

เหมือนกันสิ่งที่ “เทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ บัณฑิตสาวป้ายแดงจากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังทำในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า อาจจะเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งชาติรอคอย และน่าจะทำให้หัวใจคนไทยเบ่งบานอีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤติไวรัสโควิด-19 

โดยทีมข่าวไทยรัฐสปอร์ต จะพาไปเจาะลึกเส้นทางชีวิตของ “น้องเทนนิส” ว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ ผ่านอะไรมาบ้าง รวมถึงคนรอบข้างที่เป็นเหมือน “ลมใต้ปีก” คอยส่งให้สาวน้อยจากสุราษฎร์ฯ บินสูงในวงการเทควันโด และเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2020 

คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว / อุบัติเหตุรถคว่ำ / นักปั้นมือทอง

ถ้าพูดถึงความสำเร็จของสาวน้อยวัย 23 ปี คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ที่มีวันนี้ได้ก็เพราะคุณพ่อสิริชัย วงศ์พัฒนกิจ ผู้ปลุกปั้นลูกสาวคนสุดท้องของครอบครัว ขึ้นมาเป็นนักกีฬาชื่อดังระดับโลก จนหลายคนอิจฉา

อดีตศึกษานิเทศน์จากสุราษฎร์ฯ คือคนที่ชอบเล่นกีฬาหลายประเภท ทำให้ลูกทั้ง 3 คน ต่างมีชื่อเล่นเป็นชื่อกีฬาด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น “โบว์ลิ่ง”, “เบสบอล” ไล่มาจนถึง “เทนนิส” คนสุดท้อง

และถึงแม้จะต้องเลี้ยงลูกมาคนเดียวมาหลายสิบปี เพราะคู่ชีวิตด่วนจากโลกนี้ไปด้วยวัยอันควร แต่คุณพ่อสิริชัยก็เป็นเหมือน “แม่แบบ” ที่ดี ในการหล่อหลอมลูกๆ ทั้ง 3 คนให้ประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไม่ยากเย็น

ส่วนน้องเทนนิสเอง ถึงแม้จะหัดเล่นกีฬามาหลายประเภท ไล่ตั้งแต่ ว่ายน้ำ วอลเลย์บอล กรีฑา แต่ผลงานกลับไม่ดีอย่างที่หวัง และถึงแม้จะมาเจอกับเทควันโดแล้ว แต่ต้องอดทนรอถึง 4 ปี กว่าจะเจอกับ “ชัยชนะ” เป็นครั้งแรกในชีวิต 

“เทนนิส” ยอมรับว่า หากไม่มีคุณพ่อเป็นคนทั้ง “ผลัก” และ “ดัน” ตั้งแต่เด็กๆ ในวันนี้ก็คงไม่มีเจ้าของแชมป์โลกเทควันโด และความหวังเหรียญทองของคนไทยอย่างทุกวันนี้

“พ่อเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันมาตลอด บางครั้งก็เคยบอกพ่อว่าเราทั้งตัวเล็ก ทั้งอ่อนแอขนาดนี้ จะไปสู้ใครได้ แต่พ่อก็ยังคอยดูแลและบอกให้เราเล่นเต็มที่ ไม่เคยกดดันว่าลงไปแข่งต้องได้เหรียญ แค่ได้ออกกำลังกายก็พอแล้ว”

ครั้งหนึ่ง “เทนนิส” เคยเล่าผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน คุณพ่อขับรถพาเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อลงแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย แต่เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำระหว่างทางที่ จ.ชุมพร

หากเป็นคนอื่นคงถอดใจพาลูกกลับบ้านไปแล้ว เพราะบาดเจ็บทั้งพ่อทั้งลูก แต่คุณพ่อสิริชัยก็ยังกัดฟันซื้อตั๋วรถทัวร์ในคืนวันเดียวกัน เพื่อพาลูกสาวมุ่งหน้าเข้า กทม. ให้ทันการชั่งน้ำหนักในช่วงเช้า ซึ่งนั่นคือ หนึ่งในสิ่งที่พ่อสอนลูกผ่านการกระทำ ที่ทำให้ “เทนนิส” พาณิภัค จดจำและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน กระทั่งประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้

ขณะที่อีกหนึ่งภาพซึ่งแฟนๆ เทควันโดเห็นจนชินตา คือคุณพ่อสิริชัยตามเชียร์ลูกสาวคนเล็กอยู่ไม่ขาด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างแดนก็ตาม แต่น่าเสียดายที่ในการแข่งขันโอลิมปิก “โตเกียวเกมส์ 2020” จะไม่สามารถตามไปเชียร์แบบติดขอบสนามได้ เพราะด้วยข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน

ประตูสู่ทีมชาติ / โค้ชเชช่วยดัน / ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ

หลังจากคว้าแชมป์ระดับเยาวชนได้สำเร็จ พาณิภัค ก็ได้สิทธิ์เข้ามาซ้อมร่วมที่สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทยฯ หัวหมาก ซึ่งนั่นคือครั้งแรกที่ “เทนนิส” ได้พบกับโค้ชจอมเฮี้ยบชาวเกาหลีใต้อย่างโค้ช “เช ยอง ซอก” 

พูดถึงโค้ชเช นักกีฬาทุกรุ่นที่ผ่านมือโค้ชชาวโสมขาวรายนี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงเรื่องของความเข้มงวด เอาจริงเอาจังในการซ้อม เตะจริง โหดจริง ดุจริงโดยไม่ใช้ตัวแสดงแทน แต่ทั้งหมดก็อยู่ภายใต้ความหวังดี และอยากให้นักกีฬาที่โค้ชเชรักเหมือนลูก ประสบความสำเร็จให้มากที่สุด

“ก่อนที่จะติดทีมชาติเคยขอโค้ชเชถ่ายรูป ดูเหมือนว่าเขาเป็นคนใจดี แต่พอได้เข้ามาซ้อมจริงๆ ครั้งแรก สัมผัสได้ถึงความจริงจัง และโค้ชก็ดุนิดนึงเวลาฝึกซ้อม”

“การซ้อมในแคมป์ทีมชาติ จริงจังกว่าที่เราเคยซ้อมตอนเด็กๆ โค้ชจะค่อนข้างจริงจังมาก ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ อย่างตอนเช้าต้องวิ่งให้ทันเวลาที่โค้ชตั้งเอาไว้ ถ้าวิ่งไม่ทันก็ต้องวิ่งใหม่จนกว่าจะผ่าน ส่วนตอนเย็นจะเป็นการซ้อมเรื่องทักษะ ซึ่งโค้ชจะเน้นเรื่องของความใจสู้ ถ้าใครไม่กล้าเตะ หรือไม่กล้าสู้ โค้ชเชจะโกรธมาก” เทนนิส กล่าวในรายการ “กว่าจะโต”

หลังจากเข้ามาอยู่ในแคมป์ทีมชาติ “เทนนิส” พาณิภัค ก็เหมือนกับเสือติดปีก คว้าแชมป์ในระดับเยาวชนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็น แชมป์ยูธ โอลิมปิก, เยาวชนเอเชีย, โคเรีย โอเพ่น และ ยูเอส โอเพ่น กระทั่งเมื่อก้าวสู่ทีมชาติชุดใหญ่ ความสำเร็จที่จุดติดตั้งแต่ระดับเยาวชน ก็ถูกส่งต่อมาเรื่อยๆ และถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งในรุ่น 49 กิโลกรัม ในหลายๆ ทัวร์นาเมนต์

ชื่อของ พาณิภัค ถูกประกาศให้เป็นผู้ชนะหลายสังเวียนระดับเมเจอร์ ไล่ตั้งแต่ การเป็นแชมป์โลก 2 สมัย, เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 6 รายการ, เวิลด์ แกรนด์สแลม 2 สมัย, ชิงแชมป์เอเชีย 2 สมัย, ซีเกมส์ 2 สมัย รวมไปจนถึงแชมป์เอเชียนเกมส์อีก 1 สมัย

ความสำเร็จทั้งหมด “เทนนิส” พาณิภัค ยอมรับว่า เกิดจากการเคี่ยวเข็ญและเอาใจใส่จาก 2 คีย์แมนของวงการเทควันโดไทย ทั้งโค้ชเช และ “บิ๊กเอ” ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ที่ถูกยกให้เป็นเหมือนพ่อคนที่สองในชีวิต

เทนนิส เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่โค้ชเชสอนประจำคือ ความมีวินัย และใจสู้ หากนักกีฬาลงไปในสนามแล้วเกิดอาการ “ใจไม่สู้” หรือบางครั้งเจอนักกีฬาไม่มีวินัยในการซ้อม จะทำให้โค้ชเชไม่พอใจมาก เพราะสิ่งที่โค้ชเชต้องการปลูกฝังนักกีฬาคือ 2 สิ่งนี้ ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ ทั้งในการเล่นกีฬา และในการใช้ชีวิตประจำวัน

อกหักจากบราซิล / ความหวังของคนทั้งชาติ / เหรียญประวัติศาสตร์โอลิมปิก

หากใครยังจำได้ ในการแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ริโอ เดอ จาเนโร บราซิล “เทนนิส” พาณิภัค ในวัย 18 ย่าง 19 ปี คือหนึ่งในความหวังของไทยในการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก เพราะก่อนหน้านั้นไม่นานเพิ่งคว้าแชมป์โลกมาครองในรุ่น 46 กก. และถึงแม้ในโอลิมปิกจะขยันขึ้นมาแข่งรุ่น 49 กก. แต่ด้วยฟอร์มในขณะนั้นถือว่าสู้ได้ทุกคน

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของ พาณิภัค ต้องพลิกผันในช่วงไม่กี่วินาทีก่อนจบเกม เมื่อโดน คิม โซ ฮุย จากเกาหลีใต้ เตะเข้าที่หัว พลิกแซงเอาชนะไป 6-5 คะแนน ทำให้ต้องร่วงตกรอบ 8 คนสุดท้าย ก่อนที่สุดท้ายจะสามารถแก้ตัว คว้าเหรียญทองแดงมาปลอบใจได้สำเร็จ

ความผิดหวังในครั้งนั้น เหมือนการเติมเชื้อให้ “เทนนิส” กลับมาทำงานได้อีกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรอบปี 2018 คว้าแชมป์มาแล้ว 5 รายการ ประกอบด้วย ดับเบิลยู ที จี-2 โอเพ่น ควอลิฟิเคชั่น ทัวร์นาเมนต์ 1 ฟอร์ อู๋ซี 2018 เวิลด์ เทควันโด แกรนด์สแลม แชมเปียนชิพ ซีรีส์ ที่จีน, "อัมมาน โอเพ่น" ที่จอร์แดน, เทควันโดเวิลด์ กรังด์ปรีซ์ สนามที่ 3 ที่ไต้หวัน, เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่อินโดนีเซีย และ เทควันโดเวิลด์ กรังด์ปรีซ์ สนามที่ 4 ที่อังกฤษ

จากความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ พาณิภัค ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของรุ่น 49 กืโลกรัมหญิง ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไล่ปราบคู่แข่งคนสำคัญมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ซิม แจ ยอง (เกาหลีใต้), คริสตินา โทมิช (เซอร์เบีย), ทิยานา บ็อกนาโนวิช (เซอร์เบีย) รวมไปจนถึง หวู จิง หยู (จีน)

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะถูกยกให้เป็นเต็งจ๋า แต่ “เทนนิส” พาณิภัค ก็ยืนยันว่า ไม่ได้รู้สึกกดดันแต่อย่างใด เพราะเป้าหมายคือการทำงานให้ดีที่สุดในแต่ละรอบ ซึ่งหากทำผลงานให้ดีที่สุดแล้ว ชัยชนะก็จะตามมาเอง

"สำหรับตัวหนู ไม่มีความกดดัน หรือว่าความคาดหวังจากคนอื่น การแข่งขันทุกครั้งถือว่าเป็นการรีเซตใหม่ ก็จะลงไปเล่นให้เต็มที่ แล้วก็สนุกกับเกม ไม่ประมาท พยายามศึกษาการเล่นของคู่แข่งทุกคน"

"ส่วนอนาคตหลังโอลิมปิก ยืนยันว่าจะเล่นต่อ เพราะยังมีอะไรที่เป็นความท้าทาย อยากได้แชมป์โลกสมัย 3 หรือว่า เหรียญทองเอเชียนเกมส์ เหรียญทองต่างๆ ก็อยากทำ เป็นความท้าทายของตัวเอง ซึ่งถ้าได้เหรียญทองก็ยังไม่เลิก" จอมเตะวัย 23 ปี ให้สัมภาษณ์ระหว่างเก็บตัว

สุดท้ายไม่ว่า พาณิภัค จะไปได้ไกลแค่ไหนในโอลิมปิก หรือคว้าเหรียญทองคล้องคอได้หรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่จอมเตะสาวจากปักษ์ใต้รายนี้พยายามทำอยู่ตลอด คือ การพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อมอบความสุขให้กับแฟนกีฬาไทยในทุกการแข่งขัน. 

เรื่อง : สุภาพบุรุษพุงตึง

ภาพบางส่วนจาก : IG_panipak2540, สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

# แท็กที่เกี่ยวข้อง

คุณอาจสนใจข่าวนี้