กีฬา
100 year

ไทยจัดโมโตจีพี ได้อะไรกลับมา

ไทยรัฐฉบับพิมพ์13 ต.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

เสร็จสิ้นไปแล้วสำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” สนามที่ 15 ของฤดูกาล ในรายการ “พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์” ซึ่งถือเป็นอีเวนต์กีฬาที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล

นี่คงเป็นการจัดแข่งขันกีฬาที่ใช้งบประมาณมากที่สุดของบ้านเราเลยก็ว่าได้

ประเทศไทยได้อะไรกลับมาบ้าง?

เรื่องภาพลักษณ์ (อันดี)

ภาพการฉลองแชมป์โลกสมัยที่ 8 อย่างยิ่งใหญ่ของมาร์ค มาร์เกซ นักบิดชาวสแปนิช ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ถูกตีแผ่ออกไปสู่สายตาแฟนความเร็วทั่วโลกกว่า 800 ล้านคู่

เป็นการนำเสนอความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของการเป็นเจ้าภาพ “โมโตจีพี” ครั้งที่ 2 ในเมืองไทยได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกันในเรื่องของเศรษฐกิจ

จากการประเมินเบื้องต้น “กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ตัวเลขจำนวนผู้เข้าชมการแข่งขันรวมทั้งหมด 3 วัน ระหว่าง 4-6 ต.ค. มีจำนวน 226,655 คน เพิ่มขึ้น 4,120 คน จากปีที่แล้ว หรือคิดเป็นร้อยละ 1.85

โดยสัดส่วนของผู้ชมชาวต่างประเทศจากทั้งหมด 41 ประเทศที่เดินทางมา คิดเป็นร้อยละ 26.3 หรือเท่ากับ 59,525 คน และมีสัดส่วนคนไทยคิดเป็นร้อยละ 73.7 หรือเท่ากับ 167,130 คน ซึ่งสัดส่วนของชาวต่างชาติถือว่าสูงขึ้นจากร้อยละ 17.5 ในปี 2561 เป็นร้อยละ 26.3 ในปี 2562

สถิติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ามีการขยายตัวขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติร้อยละ 52.8 ซึ่งมีผลต่อการกระตุ้นการท่องเที่ยว

ความร่วมแรงร่วมใจกันของคนไทย

โดยเฉพาะชาวบุรีรัมย์นั้นได้รับคำชมอย่างมาก ในการทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี

ทุกคนพยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด คงต้องชื่นชมคนเล็กแต่หัวใจใหญ่ อย่างเช่นคนที่ขับรถอีแต๋น คนที่ขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง คนถีบสามล้อ คนดูแลช้าง อาสาสมัคร พวกเขาเหล่านี้ทำหน้าที่คอยช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เป็นอาสาสมัครเก็บขยะ แยกขยะ ทุกคนที่มีส่วนสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยว

แม้ขนาดบรรดาสปอนเซอร์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายยัง (ยอม) ร่วมมือหาทางแหกกฎธุรกิจ ปรับกติกาเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆให้เข้ากันได้ แม้จะเป็นคู่แข่งกันโดยตรงในตลาด ยกตัวอย่างเช่น “สิงห์” กับ “ช้าง” สามารถอยู่ร่วมกันได้ภายในสนามแห่งนี้ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ที่สนามอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ในส่วนของการแข่งขันเอง นักกีฬาไทยอย่าง “เจ้าก้อง” สมเกียรติ จันทรา ในสังกัดอิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีมเอเชีย ซึ่งลงแข่งขันในรุ่นโมโตทู ก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน

ด้วยสภาพคุ้นชินกับสนามแข่งขัน รวมไปถึงได้กำลังใจจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ทำให้เขาได้การแข่งขันที่ดีด้วยการขึ้นมาติดท็อปเทน

การเข้าป้ายที่ 9 แม้ว่าจะเป็นผลงานอันยอดเยี่ยม แต่ก็เทียบไม่ได้กับประสบการณ์ที่ได้รับ เพื่อใช้ลุยในศึกโมโตทูต่ออีกไป 1 ฤดูกาลในปีหน้าเป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ตาม ในปีหน้า 2020 การแข่งขันที่ประเทศไทยจะถูกโยกมาเป็นสนามที่ 2 ของปี ในช่วงปลายเดือน มี.ค. และมีข่าวกระเซ็นกระสายออกมาด้วยว่า “เรา” จะเปลี่ยนการจัดการแข่งขันมาเป็นแบบ “ไนต์เรซ” หรือการแข่งขันช่วงเวลากลางคืน

แน่นอนว่างบประมาณในการจัดต้องเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก

ที่ผ่านมารัฐบาลให้งบประมาณอุดหนุนปีละ 100 ล้านบาท 3 ปีรวม 300 ล้านบาท ถือเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมด (ที่เหลือฝ่ายจัดฯ ไปหาสปอนเซอร์เอง)

ทว่าเรากำลังจะหมดสัญญากับ “ดอร์นาสปอร์ต” ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จัดการแข่งขันโมโตจีพีในปีหน้า

“รัฐมนตรีกีฬา” พิพัฒน์ รัชกิจประการ จึงเตรียมที่จะขอต่อสัญญาออกไปอีก 5 ปี และเสนอของบประมาณเพิ่มจากรัฐบาลช่วยให้ออกเงินในการจัดจากเดิม 1 ใน 3 เป็น 2 ใน 3 ด้วย

ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเงินที่มาจากภาษีของเราๆท่านๆนั่นแหละ

การได้มาซึ่งภาพลักษณ์เศรษฐกิจของบุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง กับเงินระดับ 1,000 ล้านบาทของคนส่วนรวมที่ต้องจ่ายไปเพื่อการได้มาซึ่งสิ่งนั้น คุ้มหรือไม่คุ้ม

จัดแล้วกำไรหรือขาดทุน ถ้ากำไรแล้วคืนเงินรัฐบาลหรือไม่ หรือไปเข้ากระเป๋าของใคร

คงเป็นคำถามคาใจของคนไทย “ทุกจังหวัดทั่วประเทศ”

รัฐบาลต้องมีคำตอบที่ชัดเจน!!!

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โมโตจีพีMoto GPมาร์ค มาร์เกซช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิตรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกจักรยานยนต์ทางเรียบฮอตสปอร์ต

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้