หน้าแรกแกลเลอรี่

มาร์คัส แรชฟอร์ด : ทางสองแพร่งแห่งการตัดสินใจ

ไทยรัฐออนไลน์20 ม.ค. 2564 06:00 น.
SHARE

มาร์คัส แรชฟอร์ด เริ่มต้นบนถนนเส้นทางลูกหนังกับ เฟล็ทเชอร์ มอสส์ เรนเจอร์ส โรงเรียนฟุตบอลขนาดเล็กแห่งนี้ตั้งอยู่กลางใจเมืองแมนเชสเตอร์ ด้วยวัยเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น เมื่อฝึกปรือฝีเท้าได้ราว 2 ปี จนถึงตอนที่อายุ 7 ขวบ ตัวเขาก็เข้าร่วมทีมเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากนั้นตัวเขาก็ขัดเกลาฝีเท้าเรื่อยมา โดยมีความฝันสูงสุด นั่นคือการก้าวขึ้นไปสู่ทีมชุดใหญ่ให้ได้ในอนาคต

กระทั่ง 25 กุมภาพันธ์ 2016 คือวันที่ตัวเขาได้ประเดิมสนามนัดแรกให้กับ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดใหญ่ หลังจากที่ อองโตนี มาร์เชียล ได้รับบาดเจ็บตอนวอร์มอัพ เกมแรกที่มีความสำคัญในชีวิตของเขาไม่ใช่การแข่งขันใน พรีเมียร์ลีก หรือฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ แต่เป็นฟุตบอลระดับยุโรปอย่าง ยูโรปาลีก รอบ 32 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 พบกับ มิดทิลแลนด์ ทีมชั้นนำจากเดนมาร์ก

นัดแรก ทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล เทรนเนอร์จอมปรัชญาชาวเนเธอร์แลนด์ บุกไปพลาดท่าพ่ายแพ้มาก่อน 1-2 นั่นเท่ากับว่านี่คือเกมที่มีความสำคัญเป็นทวีคูณ เพราะนอกจากจะเป็นการลงสนามเกมแรกแล้ว ตัวเขาเปรียบเสมือนความหวังที่จะช่วยให้สโมสรต้นสังกัดพลิกสถานการณ์มาเอาชนะเพื่อตีตั๋วเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไปให้ได้

ปรากฏว่าหลังจบเกมดังกล่าว ทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล สามารถเอาชนะผู้มาเยือนได้อย่างท่วมท้น 5-1 โดยเกมนี้เจ้าหนู มาร์คัส แรชฟอร์ด สามารถทำได้ถึง 2 ประตู ซึ่งประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 64 จากจังหวะที่ ฆวน มาตา พาบอลมาถึงเส้นหลัง ก่อนจะตบคืนให้กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด แปจ่อๆ เข้าไป และเป็นประตูแรกในสีเสื้อทีมชุดใหญ่อีกด้วย ช่วยให้ทีมพลิกขึ้นนำ 2-1 ขณะที่ประตูที่สองเกิดขึ้นในนาทีที่ 75 ดิเยร์โม วาเรลา ผ่านบอลให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยิงเข้าไปไม่เหลือซาก

ทั้งนี้การที่ตัวเขาทำประตูได้ ทำให้สร้างสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในการแข่งขันฟุตบอลรายการระดับยุโรป ด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปี 117 วัน ทำลายสถิตินักเตะระดับตำนานของทีมอย่าง จอร์จ เบสต์ ปีกชาวไอร์แลนด์เหนือ เจ้าของฉายา "เทพบุตรมหาภัย" ที่ทำไว้ในศึก อินเตอร์ ซิตี้-แฟร์สคัพ นัดที่ทีมเอาชนะ เยอร์การ์เดน ไอเอฟ ทีมจากประเทศนอร์เวย์ ไป 6-1 เมื่อเดือนตุลาคม ปี 1964 ด้วยวัย 18 ปี 158 วัน

หลังจบเกมดังกล่าว หลุยส์ ฟาน กัล ออกมากล่าวถึง มาร์คัส แรชฟอร์ด ว่า "เรากำลังมองหากองหน้าที่มีความสม่ำเสมอ และมันมีไม่กี่คนบนโลกนี้ แต่เกมนี้ผมคิดว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างในครึ่งแรก เขาวิ่งมากเกินไปหน่อย เขาขยับตัวมาเล่นทางด้านข้างเกินความจำเป็น ผมบอกกับเขาตอนพักครึ่งว่าให้อยู่ตรงกลางประตูเอาไว้ แล้วเดี๋ยวนายจะยิงประตูได้เอง และเขาก็ยิงได้ถึง 2 ประตู มันน่าอัศจรรย์มากๆ"

คล้อยหลังอีกเพียงแค่ 3 วันนั้น คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เกมที่ทีมเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือน "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็สร้างชื่อกระหึ่มอย่างเต็มตัว ด้วยการทำอีก 2 ประตู ช่วยให้ทีมเอาชนะได้ 3-2 ถัดมาวันที่ 20 มีนาคม ที่บุกไปเอาชนะ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-2 ตัวเขาคือคนที่ซัดประตูชัย และนั่นเป็นการทำสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดของทีม ที่ทำประตูได้ในศึก ดาร์บีแมตช์เมืองแมนเชสเตอร์ ด้วยวัย 18 ปี 141 วัน ทำลายสถิติของ เวย์น รูนีย์ ดาวยิงระดับตำนานของสโมสร ที่ทำไว้ด้วยวัย 19 ปี เมื่อปี 2005 ลงได้อย่างราบคาบ

จากฟอร์มที่ยอดเยี่ยมนั่นทำให้วันที่ 30 พฤษภาคม ในปีเดียวกัน ตัวเขาก็ได้จัดการขยายสัญญาฉบับใหม่ออกอีก 4 ปี อัปค่าจ้างจากเดิมสัปดาห์ละ 7,500 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เป็นสัปดาห์ละ 25,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ และต่อสัญญาฉบับใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2019 โดยคราวนี้ได้รับค่าเหนื่อยจากเดิม 25,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เป็นสัปดาห์ละ 250,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือ 10 เท่าที่ได้รับจากเดิมเลยทีเดียว โดยที่ในระหว่างนั้นซีซั่น 2018-19 ตัวเขาก็เปลี่ยนมาสวมเสื้อหมายเลข 10 ลงล่าตาข่าย

"แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทุกอย่างในชีวิตของผมตั้งแต่มาที่นี่ตอนอายุ 7 ปี สโมสรแห่งนี้หล่อหลอมผมทั้งในฐานะผู้เล่นและความเป็นคน ดังนั้นผมรู้สึกพิเศษทุกครั้งที่ผมได้สวมเสื้อของสโมสร ผมขอขอบคุณ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ (ผู้จัดการทีม) และทีมงานสตาฟฟ์โค้ชทุกคน สำหรับทุกสิ่งที่ทำเพื่อผม พวกเขาเป็นกลุ่มโค้ชที่สมบูรณ์แบบที่จะเรียนรู้เพื่อการพัฒนา ตลอดจนพยายามผลักดันไปสู่ระดับต่อไปของอาชีพนักฟุตบอล ผมจะทุ่มเททุกสิ่งเพื่อช่วยให้สโมสรนี้กลับไปสู่จุดที่ควรจะเป็น และมอบความสำเร็จที่แฟนๆ ของเราสมควรได้รับ" นี่คือถ้อยคำของ มาร์คัส แรชฟอร์ด หลังการขยายสัญญาใหม่ครั้งดังกล่าว

ขณะที่ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ในฐานะผู้จัดการทีม ที่ให้ความเชื่อมั่นกับแข้งรายนี้บอกว่า "มาร์คัส แรชฟอร์ด คือนักเตะที่โดดเด่น เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีความสามารถมากๆ เมื่อเทียบกับนักเตะในรุ่นราวคราวเดียวกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้จะมีอายุเพียง 21 ปี เขาก็มีประสบการณ์อันยอดเยี่ยมแล้ว ผมดีใจที่เขาตกลงต่อสัญญาใหม่ออกไปในครั้งนี้"

ภาพจำในยุคของ หลุยส์ ฟาน กัล เขายืนในตำแหน่งกองหน้า ต่อมาภายใต้การนำทัพ โชเซ มูรินโญ ส่วนใหญ่จะสลับกันลงกับ อองโตนี มาร์เชียล แข้งชาวฝรั่งเศสในตำแหน่งปีกซ้าย เรื่อยมาจนยุคปัจจุบันที่มี โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ กุมบังเหียน ก็ยังยืนในตำแหน่งปีกซ้าย โดยมีสลับไปยืนทางกราบขวาบ้างในบางครั้ง

คงไม่มีใครปฏิเสธพรสวรรค์และพรแสวงที่มีอยู่เต็มเปี่ยมล้นในตัว มาร์คัส แรชฟอร์ด ทว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาหลักๆ มาจนถึงวันนี้ นั่นคือ "การตัดสินใจในจังหวะสุดท้าย" ที่ตัวเขามักถูกโจมตีหลายครั้ง และถี่ยิบมากขึ้นในช่วงหลัง โดยเฉพาะล่าสุดที่ทีมบุกไปเสมอกับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล 0-0 ในเกมลีก เมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2021 ที่ผ่านมา

จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงท้ายเกมในนาทีที่ 82 เมื่อ มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้บอลตะลุยคู่มากับ เอดินสัน คาวานี ซึ่งถ้าหัวหอกเด็กปั้นของทีมแทงทะลุช่องทางซ้ายให้ดาวยิงชาวอุรุกวัยจะหลุดเดี่ยวเข้าไปล่อเป้า อลิสสัน เบคเกอร์ นายทวารทีมเจ้าบ้านทันที และมีโอกาสสูงที่จะได้ประตู แต่ทว่าตัวเขากลับพาบอลขึ้นหน้าไปอีกมุมหนึ่งอย่างไร้จุดหมาย ก่อนถูกแย่งบอลอย่างน่าผิดหวัง เมื่อสังเกตดีๆ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นจะเห็นว่า เอดินสัน คาวานี เหวี่ยงมือระเบิดอารมณ์ออกมา หลังไม่พอใจที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ส่วนใหญ่แล้วจะตำหนิดาวยิงเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 ที่ไม่ยอมผ่านบอลไปให้ในจังหวะสำคัญนี้ จนดูเหมือนว่าตัวเขาหวงบอลเกินไป

แฟนบอลในทวิตเตอร์รายหนึ่งที่ใช้ชื่อแอคเคาต์ว่า @iyamrenzia ระเบิดความอัดอั้นในใจว่า "นี่คือช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในคืนนี้ ผมอยากจะบอกว่าผู้ทำประตูจะกลายเป็นฮีโร่ เพราะสามารถนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะได้ เอดินสัน คาวานี ยืนว่างอยู่โล่งๆ แต่เขากลับไม่ผ่านบอลไปให้ นี่คือสิ่งที่แย่ที่สุดในเกมนี้" ขณะที่ผู้ใช้แอคเคาต์ @Markywizz แสดงความคิดเห็นว่า "มาร์คัส แรชฟอร์ด แทบไม่ดีขึ้นเลย นับตั้งแต่ หลุยส์ ฟาน กัล ดึงขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ การตัดสินใจที่ไม่ดี แถมยังยิงได้แย่ โดยรวมไม่ดีเลย เขาควรต้องปรับปรุง" ส่วนผู้ใช้อีกรายอย่าง @Kvaati บอกว่า "มาร์คัส แรชฟอร์ด คือเหตุผลที่เราพลาดสามคะแนน" แน่นอนว่ามันคือคำวิจารณ์หนักหน่วงและรุนแรงพอสมควร

"โจ้ หลา" ศรายุทธ ชัยคำดี อดีตกองหน้าชื่อดังของไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้ว่า "จริงๆ แล้วช่วงที่เขามั่นใจ เขาเก่งมากๆ เขามีความเร็ว และเล่นสองเท้าได้ดี เขาทำได้ทุกอย่าง ที่ผ่านมาตอนที่เขาทำได้ ลูกที่ได้ประตูหลายครั้งก็มาจากจังหวะที่คล้ายๆ แบบนี้แหละ (จบที่การล็อกแล้วยิงประตู) อย่างในช่วงท้ายที่บุกเสมอกับ ลิเวอร์พูล 0-0 กับจังหวะที่เขาไม่ยอมผ่านบอลให้กับ เอดินสัน คาวานี จังหวะนั้นเขาคงคิดว่าที่ผ่านมาเขาก็ทำได้ พอทำไม่ได้ก็เกิดประเด็นแบบนี้ พอทำไม่ได้ก็เกิดช้อยส์อื่นจากแฟนบอลว่าทำไมเขาไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ แต่การตัดสินใจแบบนั้นก็บอกว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด ไม่ผิดนะ ถ้าเป็นเราด้วยความรู้สึกจากการเป็นกองหน้าสมัยเป็นนักเตะ ในจังหวะนั้นมันก็ตอบยากนะ มันคือการตัดสินใจในช่วงเสี้ยววินาที"

"สมมติถ้าผมเป็น โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ผมก็คงต้องเรียกเขาคุยล่ะครับ ผมอาจจะพูดว่ามีเพื่อนขึ้นมาเติมช่วยบางจังหวะที่เพื่อนเติมมา ถ้าบ่อยครั้งไม่ส่งไปบ้าง มันจะทำให้บรรยากาศในทีมเสียไปเหมือนกับ คริสเตียโน โรนัลโด ที่ก็เจอกับสถานการณ์นี้ในช่วงแรกที่ย้ายมาร่วมทีม ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ลองปรับเล่นกับเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น มีจังหวะเล่นชิ่ง 1-2 โดยที่ยึดแนวทางการเล่นที่เป็นตัวของตัวเองต่อไป"

จากทางสองแพร่งแห่งการตัดสินใจที่คงเป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ นี่คือสิ่งที่ตัวเขาต้องพัฒนาและยกระดับเพื่อข้ามขีดจำกัดจากนักเตะที่ดีเป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นไป ด้วยบุคลิก มาร์คัส แรชฟอร์ด ไม่ใช่นักเตะประเภทที่มีอีโก้จัดจนเกินไปนักที่จะไม่ยอมปรับมายด์เซ็ท (Mindset) ของตัวเอง ถ้าทำได้ไม่ใช่แค่มันจะเป็นผลดีกับตัวเขาเท่านั้น แต่สโมสรต้นสังกัดก็พลอยได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการตัดสินใจที่ถูกต้องของเขา และบางทีหลังจากนี้การที่ตัวเขาตัดสินใจถูกต้องขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในรูปแบบของถ้วยแชมป์สักรายการก็เป็นได้

ผู้เขียน : iPoppz_5

กราฟิก : Sathit Chuephanngam

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

มาร์คัส แรชฟอร์ดspecial contentแมนยูพรีเมียร์ลีกแมนยูล่าสุดแมนยูวันนี้ข่าวฟุตบอล

ข่าวแนะนำ