ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    จุดเริ่มต้นที่เหมือนบนเส้นทางที่ต่าง ย้อนรอย "ทักษิณ-วิชัย" เทคโอเวอร์ทีมดังอังกฤษ

    ไทยรัฐออนไลน์12 ก.ค. 2563 06:00 น.
    SHARE

    จุดเริ่มต้นที่เหมือนบนเส้นทางที่แตกต่าง ย้อนรอยเส้นทาง "ทักษิณ ชินวัตร" กับการเทคโอเวอร์ "แมนเชสเตอร์ ซิตี้" กับทาง "วิชัย ศรีวัฒนประภา" ที่เทคโอเวอร์ "เลสเตอร์ ซิตี้"

    ตลอดช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมามีชื่อของมหาเศรษฐีชาวไทยเข้ามาเทคโอเวอร์และมีบทบาทในการบริหารสโมสรในลีกของประเทศอังกฤษหลายคน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเทคโอเวอร์จาก 2 มหาเศรษฐีชาวไทยอย่าง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่เข้ามาเทคโอเวอร์ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2007 และทางด้านของ วิชัย ศรีวัฒนประภา อดีตบอสใหญ่ผู้ล่วงลับแห่งสินค้าปลอดภาษี Duty Free อย่าง "King Power" ก็ได้เข้าเทคโอเวอร์ "เดอะ ฟ็อกซ์" (จิ้งจอกสยาม) เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ซึ่งทั้งคู่มีจุดเริ่มต้นทางความคิดที่เหมือนกันนั่นก็คือพาทีมประสบความสำเร็จด้วยแนวทางของตัวเอง

    ทักษิณ ชินวัตร (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

    ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลในต่างแดน ซึ่งตัวเขาได้ทุ่มเงิน 80 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,159 ล้านบาท (อัตราค่าเงินในปัจจุบัน) เมื่อปี พ.ศ. 2550 เพื่อเข้าเทคโอเวอร์ของทีม "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่ใช่ทีมยักษ์ใหญ่หรือลุ้นแชมป์แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตัวเขาพยายามที่จะเทคโอเวอร์สโมสร "เจ้าสัวน้อย" ฟูแลม และ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล มาก่อนแต่การเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ

    หลังจากเทคโอเวอร์ได้สำเร็จ ทักษิณ ชินวัตร หรือที่แฟนบอลของทีมเรียกว่า "แฟรงค์" ก็โชว์วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะพา (ยอด) ทีมสีฟ้าจากเมืองแมนเชสเตอร์ จากทีมกลางตารางทั่วไปขึ้นมาทัดเทียมกับเพื่อนร่วมเมืองค่ายสีแดงอย่าง "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือชาวสก็อตต์แลนด์ กุมบังเหียนอยู่

    ทีมได้มีการดึงตัว สเวน โกรัน อีริคส์สัน เทรนเนอร์ชื่อดังชาวสวีเดน เข้ามาคุมทีมทันทีพร้อมทั้งซื้อนักเตะชื่อดังเข้ามาสู่ทีมหลายคนด้วยงบประมาณ 50 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,974 ล้านบาท (อัตราค่าเงินในปัจจุบัน) ซึ่งถือว่าเป็นการทุ่มมหาศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรเลยทีเดียว

    นักเตะกลุ่มดังกล่าวนำโดย โรลันโด เบียงคี, เอลาโน, มาร์ติน เปตรอฟ, เวดราน ชอร์ลูกา, เฟลิเป ไซเซโด ฯลฯ นอกจากนี้ยังเรียกฮือฮาด้วยการเปิดตัว 3 นักเตะชาวไทยอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, เกียรติประวุฒิ สายแวว และ สุรีย์ สุขะ มาร่วมทีมอีกด้วย

    ช่วงออกสตาร์ตฤดูกาล 2007-08 ทีมทำผลงานได้อย่างเพอร์เฟกต์ด้วยการคว้าชัยชนะได้ถึง 9 จาก 14 นัดแรกโดยหนึ่งในนั้นคือเอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

    แต่ทว่าหลังจากเดือนมีนาคมปี 2008 ผลงานของทีมก็ตกลงเรื่อยๆ จนมีข่าวว่า สเวน โกรัน อีริคส์สัน จะถูกปลดออกจากตำแหน่งซึ่งท้ายที่สุดแล้วข่าวลือดังกล่าวก็เป็นเรื่องจริงแต่เป็นการปลดตอนจบฤดูกาลและซีซั่นดังกล่าวทีมจบในอันดับที่ 9 ของตาราง

    ซีซั่นถัดมา มาร์ค ฮิวจ์ส ที่สมัยค้าแข้งเคยเป็นนักเตะของ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ามาคุมทีม ทว่าหลังนั้นไม่นาน ทักษิณ ชินวัตร ก็ตัดสินใจขายสโมสรให้กับ อาบู ดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ฟอร์ ดีเวล็อปเมนต์ แอนด์ อินเวสต์เมนด์ กลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในราคา 150 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 5,923 ล้านบาท (อัตราค่าเงินในปัจจุบัน) เป็นอันปิดฉากระหว่างตัวเขากับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปอย่างรวดเร็วกว่าที่คิด

    วิชัย ศรีวัฒนประภา (เลสเตอร์ ซิตี้)

    วิชัย ศรีวัฒนประภา เข้าถือหุ้นสโมสร "เดอะ ฟ็อกซ์" (จิ้งจอกสยาม) เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตอนนั้นยังอยู่ในลีกรอง อังกฤษอย่าง "เดอะ แชมเปียนชิพ" ก่อนที่ 51% ซึ่งตัวเขาต้องควักเงินจำนวน 40 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,579 ล้านบาท (อัตราค่าเงินในปัจจุบัน)

    ก่อนที่จ่ายเพิ่มอีกราว 100 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,948 ล้านบาท (อัตราค่าเงินในปัจจุบัน) จนกระทั่งตัวเขาเข้ามาถือหุ้นสโมสรแห่งนี้แบบเต็มตัว และเปลี่ยนชื่อสนามเหย้าของทีมจาก วอล์กเกอร์ส สเตเดียม เป็น คิง เพาเวอร์ สเตเดียม อีกด้วย

    แต่จุดเริ่มต้นจริงๆ แล้วนั้นมาจากการที่ ทางสโมสรได้ติดต่อไปยัง วิชัย ศรีวัฒนประภา เพื่อมาขอให้เป็นสปอนเซอร์ แต่ด้วยความที่ วิชัย ศรีวัฒนประภา เห็นว่าโทนสีของสนามเหย้า เลสเตอร์ ซิตี้ เหมือนกับสีของ คิง เพาเวอร์ 

    นั่นจึงทำให้เขาลองถาม มิลาน มันดาริช ประธานสโมสรว่าในเวลานั้นว่าคุณสนใจที่จะขายสโมสรนี้มั้ยซึ่งเขาก็ได้รับการตอบรับและนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นบนหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร, ของวงการลีกฟุตบอลอังกฤษ หรือถ้าจะบอกว่าจะเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังโลกก็คงไม่ใช่คำพูดที่ยกยอเกินเลยแม้แต่น้อย

    หลังจากที่ วิชัย ศรีวัฒนประภา ก็เดินหน้าพัฒนาสโมสรตามวิสัยทัศน์ของตัวเองทันทีจนทีมมีทิศทางและผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งการเปลี่ยนปรับนโยบายในทีมจนสามารถคว้าแชมป์ "เดอะ แชมเปียนชิพ" พร้อมกับทะยานขึ้นมาสูดอากาศบนเวทีสูงสุดอย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีของสโมสรเลยทีเดียว

    วันที่ทีมคว้าแชมป์ วิชัย ศรีวัฒนประภา ก็ประกาศลั่นด้วยใจความที่ว่า "สโมสรแห่งนี้มีแผนที่จะท็อปโฟร์ของพรีเมียร์ลีก รวมถึงไปเล่นในเวทียุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ให้ได้ภายใน 3 ปี"

    จากคำพูดเหล่านั้นเล่นเอาบรรดาชาวต่างชาติบางคนถึงกับขำกลิ้งและหัวเราะเชิงเย้ยหยันเพราะเชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลยกับยุคปัจจุบันที่ทีมใหญ่ได้เปรียบทีมเล็กและยิ่งทีมของเขาเป็นทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาหมาดๆ

    แต่ทว่าหลังจากนั้น 2 ปีทำในแบบที่เคยพูดไว้จริงๆ โดยเฉพาะอันแรกที่มันเหนือกว่าที่เขาเคยพูดไว้นั่นคือทีม เลสเตอร์ ซิตี้ ไม่ใช่แค่ติด 1 ใน 4 แต่ดันคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้แบบสุดช็อกและหักปากกาเซียนคนทั้งโลก

    การคว้าแชมป์ครั้งดังกล่าวนี้ถือเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งแรกในรอบ 132 ปีนับตั้งแต่สโมสรก่อตั้งเลยทีเดียว ว่ากันว่าปรากฏการณ์แบบนี้ 100 ปีจะสักครั้งที่ทีมจากที่เคยจะตกชั้นกลับสู่ลีกรองที่คุ้นเคยกลับมาคว้าแชมป์ลีกลูกหนังที่ถือว่าหินที่สุดในโลกได้หน้าตาเฉย

    แน่นอนว่าเป็นตบหน้าบางคนในวันนั้นที่หัวเราะเขากลายๆ ได้อย่างเจ็บแสบ รวมถึง เคลาดิโอ รานิเอรี กุนซือชาวอิตาลีที่ถูกมองว่าตกยุคทั้งชื่อชั้นและแท็กติกไปแล้วกลับกลายเป็นทีมมีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์โดยใช้นักเตะโนเนมอย่าง เจมี วาร์ดี, ริยาด มาห์เรซ และ เอนโกโล ก็องเต เป็นแกนหลักของทีม

    ทั้งนี้หนึ่งในเหตุการณ์คลาสสิกในเกมสุดท้ายของฤดูกาลดังกล่าวพวกเขาต้องไปเยือนถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี และมันเป็นธรรมเนียมที่พวกเขาจะได้รับการให้เกียรติจากนักเตะเจ้าถิ่นตั้งแถวปรบมือที่เรียกกันว่า "Guard Honour" หรือซุ้มแถวเกียรติยศ

    ตอนนั้นสื่ออังกฤษก็เล่นข่าวย้อนรอยคำพูดของ วิชัย ศรีวัฒนประภา ที่เคยลั่นวาจาไว้เมื่อ 11 ปีก่อนว่า "วันหนึ่งเราจะซื้อทีมเพื่อเอามาสู้กับเชลซี" หลังจากที่เขาเคยเดินทางไปเชียร์ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่สนามอยู่บ่อยๆ

    จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากก่อนเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นัดหนึ่งขณะ วิชัย ศรีวัฒนประภา กำลังเข้าสนามที่เกมดังกล่าวมีมาตรการตรวจร่างกายอย่างเข็มงวดและมีอยู่จังหวะหนึ่งทางการ์ดของสนามเกือบเอาเครื่องแสนมากระแทกคางเขานั่นจึงทำให้เขาเอามือปัดป้องตามสัญชาตญารนั่นทำให้การ์ดสนามไม่พอใจจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตซึ่งในท้ายที่สุดตัวเขาก็เลิกซัพพอร์ตทีมในทุกช่องทางนั่นเอง

    ตัดภาพกลับมาที่ทิศทางของทีมก็ถือว่ายังอยู่ในทีมระดับชั้นนำและทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในสนามและนอกสนาม วิชัย ศรีวัฒนประภา ก็ได้ใจคนในเมืองเลสเตอร์เช่นกันเมื่อเขาสนับสนุนมอบงานให้ทำรวมถึงยังแจกเบียร์และโดนัทให้กับแฟนบอลที่เข้ามาที่สนามในวาระสำคัญต่างๆ อีกด้วย

    แต่แล้ว วิชัย ศรีวัฒนประภา ก็จากทีมไปแบบไม่มีวันกลับหลังจากประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกพร้อมกับอีก 4 คนที่ข้างสนามเหย้าของทีมหลังจบเกมการแข่งขันที่ทีมเปิดบ้านเสมอกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ปี 2018

    เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับครอบครัวและแฟนบอลของทีมเป็นอย่างมากจนมีการเอาดอกไม้และภาพของ วิชัย ศรีวัฒนประภา มาไว้ที่บริเวณจุดเกิดเหตุข้างๆสนามเหย้าของทีมอย่างที่แทบไม่เคยมีมาก่อนซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นว่าคนที่เมืองเลสเตอร์รักเขามากขนาดไหน และถือเป็นความสูญเสียที่สุดครั้งหนึ่งของวงการฟุตบอลอังกฤษและวงการลูกหนังโลกเลยทีเดียว

    แคสเปอร์ ชไมเคิล ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมเห็นเหตุการณ์ในวันนั้นอย่างชัดเจนจนตัวเขาขาดสติพุ่งจะเข้าไปช่วยประธานสโมสรของทีมแต่ถูกเจ้าหน้าปรี่เข้ามากันเอาตัวเขาออกไปจากที่เกิดเหตุเพื่อความปลอดภัย

    ช่วงเวลาหลังจากนั้นไม่นานสโมสรก็ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงเรื่องดังกล่าวพร้อมแต่งตั้ง อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ลูกชายของ วิชัย ศรีวัฒนประภา ขึ้นมาเป็นประธานของสโมสรและได้สานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อมาจนถึงทุกวันนี้

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ทักษิณ ชินวัตรวิชัย ศรีวัฒนประภาแมนเชสเตอร์ ซิตี้เลสเตอร์ ซิตี้พรีเมียร์ลีกข่าวฟุตบอลข่าวกีฬา

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้