ข่าว
100 year

เจาะลึกทุกแง่มุม "ธีรศิลป์" เส้นทางลูกหนัง เป้าหมายที่วางไว้กับ "ทีมชาติไทย" และ "ชิมิสุฯ"

ไทยรัฐออนไลน์14 พ.ค. 2563 18:00 น.
SHARE

เจาะลึกทุกแง่มุม "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา หัวหอกเบอร์หนึ่งของ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย สังกัดสโมสร "ชิมิสุ เอส-พัลส์" สโมสรชั้นนำแห่งศึก เจลีก ลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่น ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของสโมสรผ่านแอปพลิเคชันซูม โดยมีประเด็นที่น่าสนใจทั้งในเรื่องของความเป็นอยู่ในตอนนี้หลังเจอผลกระทบ "โควิด-19", ไอดอลของตัวเขา, การได้ลูกชายคนที่สอง, การมาค้าแข้งที่นี่เป็นครั้งที่สอง, ความแตกต่างระหว่าง ซานเฟรชเซ ฮิโรชิมา กับ ชิมิสุ เอส-พัลส์, ความสนใจของนักเตะที่จะมาค้าแข้งเจลีก, เปรียบเทียบ เจลีก กับ ไทยลีก ผลดีผลเสียของการเลื่อนโปรแกรม ผลดีที่จะเกิดขึ้นกับทีมชาติไทย, การดวลกันระหว่างทีมชาติไทยและทีมชาติญี่ปุ่น รวมถึงคำแนะนำกับนักเตะอายุน้อยๆ กับการยืนระยะให้ได้นานๆ แบบตัวเขาว่าต้องทำอย่างไร

1.) รู้สึกยังไงหลังไม่สามารถซ้อมอย่างเต็มรูปแบบหรือแข่งได้

ก็เป็นความรู้สึกที่ยากลำบาก จากการแพร่ระบาดของ "โควิด-19" มันก็เลยทำให้ทุกๆ คนทุกๆ งาน ทุกๆ อาชีพก็ลำบาก ความรู้สึกมันก็เปลี่ยนไป ซึ่งเราก็ต้องปรับตัวด้วยการฝึกซ้อมเอง แต่ช่วงนี้ก็เริ่มไปสนามซ้อมได้บ้างแล้ว ความรู้สึกมันก็ดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา

2.) ช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ฝึกซ้อมเต็มรูปแบบ สภาพร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง

ด้วยความที่ไม่ได้ฝึกซ้อมแบบเต็มรูปแบบ เราก็พยายามรักษาร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุด โดยที่ทางสโมสร ชิมิสุ เอส-พัลส์ ก็มีการส่งโปรแกรมการฝึกซ้อมมาให้ โดยต้องฝึกซ้อมในพื้นที่ที่สามารถออกกำลังกายได้ ซึ่งมันก็เป็นความรับผิดชอบของตัวเองที่ต้องทำอย่างมีวินัย นอกจากนี้เราต้องแจ้งแบบไทม์ไลน์ให้สโมสรว่าเราเดินทางไปที่ไหนมาบ้าง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้อยู่ในบ้าน

3.) หลังจบการฝึกซ้อมแล้วคุณทำอะไรอีกบ้างนอกจากติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศไทย

ผมก็จะเป็นเหมือนคนทั่วๆ ไปเลยครับ ก็จะมี ดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นเกม และมีบางครั้งด้วยที่ผมฝึกทำอาหารรับประทานเอง (หัวเราะ) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะทำประมาณนี้แหละครับ

4.) ด้วยความที่เพิ่งย้ายมาในปีนี้ เข้าใจในเรื่องของแท็กติกมากแค่ไหน และตอนนี้การปรับตัวเป็นอย่างไร

ตลอดช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรหลายๆ แท็กติก วิธีการเล่น หรือการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมทีมก็ถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกโอกาสที่ได้ลงซ้อมกับเพื่อนร่วมทีม นอกจากนี้ก็มีการพูดคุยกับเพื่อนร่วมทีมบ้าง

5.) ย้อนความรู้สึกตอนที่ลงสนามนัดแรกและทำประตูได้เลย คุณรู้สึกอย่างไร

บรรยากาศในสนามสุดยอดมากๆ แฟนบอลเต็ม เต็มไปด้วยสีส้มที่เป็นสีเสื้อประจำของทีมเรา ผมลงไปในสนามไปด้วยความรู้สึกต้องการเอาชนะ อยากทำผลงานของตัวเองให้ดีที่สุด สุดท้ายก็ทำประตุได้ ก็เป็นความรู้สึกที่ดีใจมากๆ ลงเล่นนัดแรก ทำประตูแรกต่อหน้าแฟนบอลได้ ก็ดีใจมากๆ รู้สึกปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกไป แต่ก็น่าเสียดายที่ผลการแข่งขันไม่เป็นอย่างที่เราคิด

6.) บอกหน่อยว่าก่อนลงสนามมีสิ่งใดที่ใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อเป็นการเรียกความมั่นใจก่อนลงสนาม

จริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรมาก ก็แค่ก่อนลงสนามทุกๆ ครั้ง ไม่ว่าจะจริงหรือซ้อม ก็จะยกมือไหว้ก้มลงแตะพื้นสนามอยู่เสมอ สำหรับในความคิดผมก็ทำความเคารพสนามนั่นแหละ แต่ถ้าความเชื่อของคนไทยที่เชื่อกันว่าแต่ละที่มีเจ้าที่เจ้าทางอยู่แล้ว

7.) ถ้ากลับมาลงสนามอีกครั้งโดยไม่มีแฟนบอลเข้าชมสนามจะรู้สึกอย่างไร

มันก็ โอ้โห..บอกไม่ถูกเหมือนกัน มันก็น่าจะเงียบเหงาแหละ มันน่าจะเป็นการแข่งขันที่แบบขาดอะไรหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างไป ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแฟนบอลเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในสนาม ซึ่งเมื่อสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปมันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเจอมาก่อน เกมการแข่งขันน่าจะไม่ฮึกเหิม มันก็บรรยากาศจืดๆ ของทั้งสองทีม

8.) คุณเคยมาเล่น 2 ครั้งแล้ว อย่างครั้งแรกในปี 2018 กับ ซานเฟรชเซ ฮิโรชิมา และในปี 2020 กับ ชิมิสุ เอส-พัลส์ ตอนนี้คุ้นเคยกับสปีดบอลที่รวดเร็วและแท็กติกของเจลีกแล้วหรือยัง

ผมเริ่มต้นนัดแรกของแต่ละครั้งด้วยการทำประตูได้ตั้งแต่นัดแรก แต่ผมก็ต้องทำงานหนักต่อ พัฒนาตัวเองต่อไป ตอนนี้ก็ปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมทีมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มคุ้นชิน ฟุตบอลเจลีกที่สปีดที่สูง เน้นความแข็งแรงของร่างกาย แท็กติกวิธีการที่แต่ละทีมแตกต่างกันออกไป ก็อยากทำผลงานให้มันดีขึ้น อยากพัฒนายิงประตูให้ทุกๆ ครั้งที่มีโอกาส ยังต้องเรียนรู้และพัฒนาตรงจุดข้อบกพร่อง และพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ขณะที่ความแตกต่างระหว่างทั้งสองทีมน่ะเหรอครับ มันก็แตกต่างกันอยู่แล้ว เพราะแต่ละทีมมีเอกลักษณ์และรูปแบบการเล่นเป็นของตัวเอง

9.) การที่คุณเป็นกองหน้าทีมชาติไทย และเป็นกองหน้ากับสโมสรระดับเจลีก คุณคิดว่าตอนนี้มีคุณบัติหรือจุดเด่นอะไรที่ทำให้โค้ชต้องส่งคุณลงสนามเป็นตัวจริง

หลักๆ ก็คิดว่าน่าจะเป็นการยิงประตู มันก็จะมีหลายๆ อย่างนอกเหนือจากนี้ที่ต้องทำ อย่างเช่น การวิ่งทำทางให้เพื่อน มันก็มีหลายๆ อย่างเข้ามาเป็นปัจจัย ต้องเรียนรู้แท็กติกวิธีการ และทำตามแผนที่โค้ชต้องการ ผมก็ยังต้องทำให้ดีขึ้น และรักษามาตรฐานให้สม่ำเสมอให้ดีขึ้นไป เพื่อโอกาสลงเล่นต่อไป

10.) ไอดอลในวัยเด็กที่ถือเป็นแรงบันดาลใจในการเป็นนักเตะอาชีพอย่างทุกวันนี้ของคุณคือใคร

จริงๆ ผมก็จะดูฟุตบอลอังกฤษ จะมีหลายๆ คนที่เราดูเป็นแบบอย่าง เช่น เธียร์รี อองรี และ เดนนิส เบิร์กแคม รวมถึงก่อนหน้านี้พ่อซื้อวิดีโอมาให้ดู เราก็จะได้เห็น ดิเอโก มาราโดนา หรือ ซีเนดีน ซีดาน ฟุตบอลไทยมันยังไม่เป็นอาชีพ ถ้าถามว่าไอดอลจริงๆ ผมก็จะมาจากรุ่นพี่ในทีมชาติ ก็จะเป็น "พี่ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และ "พี่แบน" ธชตวัน ศรีปาน

11.) แล้วถ้าเป็นนักเตะญี่ปุ่นล่ะ คุณได้มองหรือดูนักเตะคนไหนบ้าง

ผมก็ได้ดูหลายคน อย่างเช่น ชินจิ คางาวะ เขาก็ย้ายจากเจลีกมาร่วมทีม "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาย้ายไปร่วมทีม "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึง ชินจิ โออาซากิ ที่เขาก็เคยเล่นให้ ชิมิสุ เอส-พัลส์ และ เลสเตอร์ ซิตี้ ผมดูเขาช่วงที่เขาเพิ่งขึ้นมาใหม่ๆ แล้วเพราะเป็นผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าเหมือนกัน

12.) พูดถึงความรู้สึกหลังจากที่ตอนนี้เริ่มกลับไปซ้อมที่สนามได้บ้างแล้ว

ช่วงนี้ก็สามารถไปฝึกซ้อมที่สนามได้ ก็จะมีช่วงเวลาแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน ก็ฝึกซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมให้กับการซ้อมหนัก ทีมมีโปรแกรมให้ สามารถเพิ่มเติมในส่วนที่เราอยากเพิ่มให้ เราก็อยู่ในสนาม ก็จะมีเพื่อนฝึกซ้อมร่วมกัน แต่ก็จะเป็นแบบโปรแกรมที่รักษาสภาพร่างกายให้มันยังอยู่ในสภาพความฟิตที่ดีอยู่ตลอด ผมก็รู้สึกดีใจเพราะไม่ได้มาสนามเลยในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคนที่จะไปได้ก็จะต้องเป็นคนที่รักษาอาการบาดเจ็บอยู่เท่านั้น

13.) ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะพร้อมกลับมาแข่งขันอีกครั้ง

จริงๆ สภาพร่างกายก็อยู่ในระดับที่ดีไม่ได้แย่อะไร เราก็ทำร่างกายให้พร้อมอยู่ตลอด จะมีแค่แท็กติกฟุตบอลที่เราไม่ได้ฝึกซ้อมเป็นกลุ่มใหญ่เฉยๆ ซึ่งมันก็เหมือนกับซ้อมปกติ แค่ไม่ได้ซ้อมลงลึกรายละเอียดเท่านั้น รูปแบบการฝึกซ้อมอาจจะไม่ได้สัมผัสบอลเยอะ แต่อย่างที่บอกว่าในเรื่องของสภาพความฟิตของนักเตะทุกคนอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และพร้อมสำหรับการแข่งขันแล้ว

14.) ด้วยความที่ญี่ปุ่นจะมีอากาศร้อนมาก แถมในช่วงหลังจากนี้จะมีโปรแกรมการแข่งขันมากมาย มั่นใจแค่ไหนกับสภาพร่างกายของเรา

จริงแล้วๆ ญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญกับสภาพร่างกายอยู่แล้ว อย่างกรณีที่มีเกมการแข่งขันที่เยอะอยู่ในช่วงฤดูร้อนมันอาจจะส่งผลบ้าง แต่สโมสร ชิมิสุ เอส-พัลส์ ไม่ได้มีผู้เล่นแค่ 11 คน เราก็มีผู้เล่นที่สามารถทดแทนสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันได้หมด อย่างถ้าอาจจะมีบางคนที่ดรอปลงมาบ้าง แต่ก็มีคนอื่นพร้อมลงไปเล่นแทน ทุกคนต่อสู้เพื่อโอกาสในการลงเล่นแทน เรามีการเตรียมทีมที่ดีแน่นอนรวมถึงผมด้วย

15.) ฤดูร้อนที่ไทยและญี่ปุ่นต่างกันอย่างไร และชอบแบบไหนมากกว่า

ความร้อนอาจจะร้อนเหมือนกัน ถ้าถามว่าชอบแบบไหนมากกว่ากันน่ะเหรอครับ? จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้ชอบฤดูร้อนเท่าไรหรอกนะ (หัวเราะ) อย่างที่นี่ร้อนอาจจะร้อนหนักเหมือนกัน แต่ไม่กี่เดือน แต่ที่ประเทศไทยเราเรียกว่าเราคุ้นชินกันอยู่แล้วสภาพอากาศที่ร้อนเกือบตลอดทั้งปี

16.) ไทยลีกตอนนี้ระงับการแข่งขัน และจะไปเริ่มใหม่ในเดือนกันยายนถึงเมษายนเหมือนปฏิทินฟาดแข้งของฟุตบอลยุโรป โดยโปรแกรมก็ไม่เหมือนกับเจลีก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของไทยลีกถือเป็นเรื่องใหญ่มาก คิดยังไงกับเรื่องนี้

สถานการณ์ตอนนี้ก็พอเข้าใจที่จะพยายามปรับโยกลีกไปเตะในเดือนกันยายน ผมเชื่อว่ามันมีข้อดีข้อเสียในตัว มันอาจจะมีความไม่ลงตัวเกิดขึ้นในตอนแรกบ้าง แต่สุดท้ายมันก็จะมีการปรับเปลี่ยนหรือหลีกทางให้กับโปรแกรม "ฟีฟ่าเดย์" หรือ "เอเอฟซี" ที่ลีกแต่ละลีกต้องปรับโปรแกรมให้ตรงกับโปรแกรมที่ "ฟีฟ่า หรือ "เอเอฟซี" วางไว้ สำหรับในแง่ของการเตรียมทีม ผมก็บอกไม่ได้ถึงผลดีหรือผลเสียว่ามันจะออกมาขนาดไหน แต่ก็อย่างที่บอกไปว่ามันมีข้อดีข้อเสียในตัวเอง การปรับเปลี่ยนหรือการเปลี่ยนจะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งเราก็ต้องปรับตัวตามโปรแกรมที่ถูกกำหนดขึ้น เราก็มารอดูกันว่าจะเป็นไง ผมก็อยากให้มันออกมาทิศทางที่ดีทั้งหมด อยากให้แฟนบอลเข้าใจสถานการณ์และเรียนรู้ไปกับการปรับตัวในครั้งนี้

17.) ตอนนี้ประเทศไทยก็มีการระบาดของ "โควิด-19" มันกระทบต่อแฟนบอลไทยที่ติดตามไทยลีก และเจลีก อย่างไรบ้าง

จริงๆ แล้วแฟนบอลทุกคนก็อยากดูบอลคุณภาพ สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลไทยให้ความสนใจเจลีกเพราะมีนักเตะไทยไปเล่นหลายคน ก่อนนี้ก็มีการแข่งขันก็ปกติ แต่ด้วยการแพร่ระบาดของ "โควิด-19" มันก็ทำให้การแข่งขันต้องหยุดไป มันก็ทำให้สิ่งที่เคยดูหรือติดตามในทุกๆ สัปดาห์ รวมถึงตัวนักฟุตบอลบอลที่ก่อนหน้านี้ต้องเตรียมตัวเพื่อแข่งในแต่ละสัปดาห์มันก็เปลี่ยนไป แน่นอนว่ามันส่งผลกระทบหลายๆ ด้าน สโมสรต้องปรับตัวและเปลี่ยนทิศทางการทำงาน แฟนบอลไม่ได้มีฟุตบอลให้ติดตามรับชม มันส่งผลไปถึงความรู้สึกช่วงนี้น่าจะลดน้อยลงไปนิดหน่อยแหละ แต่ก็เชื่อว่าหากทั้ง เจลีก และไทยลีก ที่จะกลับมาอีกครั้งในเดือนมิถุนายน และกันยายน ตามลำดับ น่าจะทำให้แฟนบอลกลับมาสนใจและติตตามเชียร์ได้เหมือนเดิมอีกครั้ง

18.) พูดถึงความรู้สึกในตอนที่หลังจากได้ลูกชายคนที่สองหน่อย ถ้าได้เจอจะบอกอะไรกับเขา

ก็ดีใจที่เขาเกิดมาอย่างปลอดภัย แข็งแรงทั้งแม่และลูก ตอนนี้ก็ได้คุยเห็นหน้ากันทุกวัน ก็เป็นอีกความรู้สึกที่อยากเจอ อยากอุ้ม ซึ่งเจอหน้าผมก็คงจะบอกเขาว่าขอให้เป็นลูกที่ดี มันก็อยู่ที่คนสอน มันก็ไม่มีอะไรจะพูดมากในตอนนี้ ตอนนี้มันอยากกอด อยากหอมแก้ม มันไม่รู้จะบอกออกมาเป็นคำพูดอะไรในตอนนี้ รู้แค่ว่ามันดีใจมากๆ ที่ได้มีเขาเป็นครอบครัวเดียว แต่ก็เข้าใจด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบากของการแพร่ระบาด "โควิด-19" ก็ทำให้ยังไม่สามารถเจอกันได้ในตอนนี้ แต่ผมก็ขอขอบคุณคำอวยพรคำยินดีจากทุกคนที่มีให้ลูกของผมและครอบครัวครับ

19.) ถ้าหากกลับมาแข่งขันแล้วทำประตูได้ จะมีท่าฉลองประตูให้กับลูกชายคนที่สองมั้ย

เรื่องนี้ก็ยังไม่รู้เลย ยังไม่ได้คิดในหัว (หัวเราะ) ตอนนี้ก็แค่เฝ้ารอให้สถานการณ์ดีขึ้นก่อน ยังไม่คิดว่ายิงเข้าและมันจะเป็นยังไง ถ้ามันดีขึ้น ทุกอย่างพร้อมค่อยว่ากันอีกที และมันมีเรื่องดีๆ แน่นอนแหละที่ว่าถ้าสถานการณ์เป็นปกติ ครอบครัวผมจะบินมาหาที่นี่ได้ (ยิ้ม)

20.) จากการที่โค้ชวางเป้าหมายถึงการคว้าแชมป์ เรารู้สึกอย่างไร

ผมอยากประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ให้ได้อยู่แล้ว แน่นอนว่าการคว้าแชมป์ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันก็เป็นเป้าหมายของโค้ช ซึ่งผมและผู้เล่นคนอื่นทุกคนก็อยากที่จะไปให้ถึงในจุดที่วางเป้าหมายเอาไว้ สุดท้ายแล้วไม่ว่ามันจะได้หรือไม่ได้เราก็ตามที สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือเราต้องฝึกซ้อมกันอย่างหนัก

21.) มุมมองของคุณต่อ "ทีมชาติไทย" หลัง "โควิด-19" ทำให้การแข่งขันต้องเลื่อนไป และการเสมอกับ เวียดนาม คือนัดสุดท้ายที่ลงเล่น การทิ้งช่วงออกไปแบบนี้มันน่าจะส่งผลต่อการเตรียมตัวยังไงบ้าง

ผมว่าก็น่าจะส่งผลดี นักเตะหลายๆ คนพัฒนาและพร้อมมากขึ้น ช่วงที่ผ่านมาโปรแกรมมีเยอะหลายรายการมันก็ทำให้ใช้ร่างกายค่อนข้างหนัก ตอนนี้ทุกคนน่าจะอยู่ในสภาพร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์ รวมถึงอาจจะมีหน้าใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อลุ้นติดทีมชาติไทย

22.) ตอนนี้มีนักเตะไทยมาค้าแข้งที่ญี่ปุ่น 4 คนแล้ว และยังมีนักเตะไทยอีกหลายคนที่อยากมาค้าแข้งที่นี่ ส่วนตัวแล้วคิดยังไง

มันเป็นเรื่องที่ดี การมาค้าแข้งใน เจลีก ที่เป็นลีกระดับท็อปของเอเชีย ก็ทำให้ตัวเองพัฒนามากขึ้น เพราะเจอสปีดที่เร็วขึ้นและแท็กติกที่ละเอียดมากขึ้นอย่าง เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) และ อุ้ม (ธีราทร บุญมาทัน) ก็มาแล้วพัฒนาดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถ้าต่อไปมีนักเตะไทยมาค้าแข้งที่นี่เยอะๆ มันก็จะส่งผลดีให้กับทีมชาติไทยที่จะแข็งแกร่งขึ้น

23.) ผู้เล่นดาวรุ่งทีมชาติไทย อายุน้อยๆ อย่าง 20-21 ปี ถ้าเขาอยากมีเส้นทางอาชีพที่สามารถยืนระยะได้นานๆ ไม่ว่าที่ไทยหรือญี่ปุ่น ที่กำลังจะขึ้นมาในยุคต่อไป คุณจะบอกอะไรกับพวกเขาเหล่านั้น

ผมเชื่อว่าคุณภาพและมาตรฐานในการเล่นคือปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้สามารถยืนระยะให้ได้นานๆ เชื่อว่าน้องๆ มีคุณภาพและจุดเด่นของตัวเองที่แตกต่างกันอยู่แล้ว และเขาจะถูกพัฒนามากขึ้นกว่านี้ หลายๆ คนก็สามารถพัฒนาต่อไปได้ เรื่องของมาตรฐานเราก็ต้องรักษามาตรฐานในการเล่นในทุกๆ นัดไปตลอดทั้งฤดูกาล พอทำได้สม่ำเสมอแบบนี้มันก็จะเกิดการพัฒนาขึ้นไปได้อีก

24.) คุณภาพ เจลีก กับ ไทยลีก ตอนนี้ต่างกันเยอะ ถ้าต่างกันมีตรงไหนต่างกันบ้าง

มีบางอย่างที่อาจจะต่างกัน ด้วยการที่เจลีกเขามีมาก่อน และก็การเรียนรู้ในสิ่งที่ผิดพลาดและตะกอนทางความคิดก่อน และนำมาต่อยอด แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดๆ คือ พวกเขาทำงานหนักกว่า มีระเบียบวินัยที่มากกว่าในเรื่องของการเล่น การรักษาตำแหน่งของตัวเองอย่างเคร่งครัด รวมถึงเรื่องสปีดฟุตบอลที่เร็วมาก มันไม่ใช่การส่งแรงๆ เท่านั้นจบ แต่มันคือการเคลื่อนอย่างรวดเร็ว

25.) ด้วยความที่เป็นนักเตะอาชีพมามากกว่า 10 ปี มีเคล็ดลับในการทานเพื่อดูแลร่างกายของตัวเองอย่างไร และไปญี่ปุ่นทางทีมโภชนาการของสโมสรแนะนำอะไรเพิ่มหรือเปล่า

จริงๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก ก็เหมือนกับคนทั่วไปคือ รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน เขาก็มีแค่แนะนำหลักหรือวิธีการรับประทานเฉยๆ อย่างถ้าซ้อมหนักก็จะบอกเน้นว่าเราต้องรับประทานตรงไหนเพิ่มเข้าไปในสัดส่วนที่เหมาะสม หรือเขาจะถามผมว่าเราต้องการน้ำหนักแบบ อยากเพิ่มตรงส่วนไหนหรือเปล่า

26.) เชื่อว่าคนไทยอยากเห็นทีมชาติของตัวเองลงสนามพบกับทีมชาติญี่ปุ่น ถ้ามันเกิดขึ้นจริง คุณมองภาพไว้ยังไง

มันก็น่าจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดี ในทุกๆ ครั้งเราก็พยายามทำผลงานให้ดีเวลาที่เจอกับทีมชาติญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้เราก็เคยเจอกับเขามาบ้าง และผลงานอาจจะไม่ค่อยดี แต่เราก็เชื่อว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเราก็พัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้น มีการจัดการพัฒนาเป็นระบบที่ดีมากขึ้น และถ้าได้เจอกันอีกครั้งผมอยากจะรู้ว่าระยะห่างระหว่างทั้งสองทีมมันจะเป็นยังไง แน่นอนว่าผมอยากทำให้เราไม่ได้ห่างจากเขามากนัก ผมเฝ้ารอเวลาที่จะได้ลงสนามพบกับพวกเขาอีกครั้ง

27.) มีอะไรฝากถึงแฟนบอลชาวไทยบ้าง

ถึงคนไทยทั้งประเทศ ด้วยจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ "โควิด-19" ทุกคนก็น่าจะเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากแตกต่างกันไปในแต่ละบทบาทอาชีพ ผมเองอยู่ที่นี่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือทุกคน แต่ตอนนี้ก็คงก็ทำได้แค่ช่วยให้กำลังใจไปก่อน ซึ่งผมก็ขอให้ทุกคนผ่านสถานการณ์ตรงนี้ไปได้ให้เร็วที่สุด ผมอยากให้ทุกคนเข้มแข็ง ผมเป็นกำลังใจให้ หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ทุกๆ คนจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ เพื่อรอฟุตบอลกลับมาแข่งขันอีกครั้ง

28.) แล้วมีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวญี่ปุ่น

ก็น่าจะคล้ายๆ กันนั่นแหละครับ เพราะว่าเรากำลังเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก อยากให้สถานการณ์นี้มันผ่านไปได้โดยเร็วที่สุด แน่นอนว่าเราก็ต้องอดทนและต่อสู้ไปด้วยกัน ผมไม่อยากให้ใครก็ติดเชื้อเพิ่ม ผมอยากให้มันหมดไป ผมก็อยากให้ทุกคนดูแลร่างกายให้แข็งแกร่ง ผมก็หวังว่าในเร็ววันนี้ฟุตบอลกลับมาให้แฟนๆ ได้ติตตาม ผมก็เฝ้ารอที่จะลงสนามให้แฟนๆ ได้เชียร์ได้ดูที่สนาม ผมก็เป็นกำลังใจให้นะครับ หวังว่าสถานการณ์  "โควิด-19" จะผ่านพ้นไป.

Cr.Photo : @t_dangda10

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธีรศิลป์ แดงดาทีมชาติไทยชิมิสุ เอส-พัลส์เจลีกข่าวบอลข่าวฟุตบอลข่าวกีฬา

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้