อ่านบทบาท “จีน” ในสงครามอิหร่าน “นักวิชาการ” มองไม่ใช่ผู้เล่นหลักมีบทบาทชี้ขาด แต่ปรากฏตัวสม่ำเสมอ ฉวยโอกาสย้ำความล้มเหลวระเบียบโลกเดิม ปิดฉากยุค “สหรัฐฯ” เป็นมหาอำนาจเพียงหนึ่ง

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ยืดเยื้อมามากกว่า 6 สัปดาห์ ส่งผลกระทบไปทั้งโลกโดยเฉพาะ “วิกฤตพลังงาน” ราคาน้ำมันที่ผันผวน จากการที่ประเทศตะวันออกกลางซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ไม่สามารถผลิตและส่งออกน้ำมันได้ตามปกติ หลายประเทศได้พยายามเข้ามาเป็นตัวกลางผลักดันการเจรจา แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อยุติได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุด “สหรัฐฯ” ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ให้มีการเดินเรือเข้า-ออก ไปยังท่าเรืออิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่วันนี้ (16 เม.ย.) อิหร่านและปากีสถานนัดหารือในกรุงเตหะราน หลังปากีสถานเสนอทำหน้าที่ตัวกลางส่งสารระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ท่ามกลางความพยายามฟื้นการเจรจารอบใหม่

ทั้งนี้นอกจากผู้เล่นหลักอย่าง สหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน และตัวกลางเจรจาที่สำคัญอย่าง ปากีสถาน อีกฝ่ายที่หลายคนจับตามองบทบาท คือมหาอำนาจขั้วตรงข้ามสหรัฐฯ อย่าง “ประเทศจีน” ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน และประธานาธิบดีทรัมป์ เชื่อกันว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวให้อิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้สำเร็จเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันก็ถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนทางการทหารอย่างลับๆ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ

...

ผลกระทบสงครามอิหร่านต่อ “จีน”

ประเทศจีน ถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามครั้งนี้ ในฐานะลูกค้าผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ 80-90% ของน้ำมันอิหร่าน ขณะเดียวกันน้ำมันดิบ 38% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 23% จากตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก็มีจุดหมายปลายทางที่ท่าเรือในประเทศจีน

อย่างไรก็ดี สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป (ECFR) มองว่าที่ผ่านมา จีนยังคงมี “ภูมิคุ้มกัน” ต่อวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น โดยมีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ถึง 120 วัน และการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้พึ่งพาน้ำมันในสัดส่วนที่น้อยกว่าชาติอื่นๆ 

ในอีกแง่มุมนหนึ่ง จีนก็มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคสูง โดยศูนย์วิจัย AidData จากมหาวิทยาลัยวิลเลียมและมารี ในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ วิเคราะห์ว่า มีโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลาง เช่น ท่าเรือ โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน ถูกโจมตีหรือมีความเสี่ยงจะตกเป็นเป้าหมาย รวมมูลค่ากว่า 6.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.34 แสนล้านบาท)

ท่าทีของ “จีน” ต่อสงครามอิหร่าน

ที่ผ่านมาท่าทีของจีนมักเป็นการดำเนินนโยบายทางการทูตตามขนบเดิม เน้นสงวนท่าทีเรียกร้องสันติภาพตามหลักการสากล แต่ออกมาตอบโต้เมื่อถูกพาดพิงหรือกระทบผลประโยชน์ของจีนโดยตรง

การขยับที่ดึงดูดความสนใจคือ “แผน 5 ข้อเพื่อยุติสงครามตะวันออกกลางของจีน-ปากีสถาน” ที่ประกาศเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ประกอบด้วย การหยุดยิงทันที, เริ่มการเจรจาสันติภาพ, ยุติการโจมตีเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางการทหาร, การสัญจรที่ปลอดภัยของเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ 

ขณะที่เมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เสนอ “ข้อเสนอ 4 ประการเพื่อสันติภาพในตะวันออกกลาง” ในระหว่างการพบปะกับมกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบีที่กรุงปักกิ่ง ได้แก่

1.  ยึดมั่นในหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในตะวันออกกลาง เรียกร้องให้แต่ละประเทศฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดี เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาค

2.  เคารพในหลักอธิปไตยของชาติโดยต้องไม่ถูกละเมิด ย้ำต้องเคารพความมั่นคงและบูรณภาพแห่งดินแดน

3.  ยึดมั่นหลักการระหว่างประเทศอย่างแน่วแน่โดยมีองค์การสหประชาชาติเป็นแกนกลางเพื่อป้องกันไม่ให้โลกย้อนกลับไปสู่สภาวะความโกลาหล

4.  ทุกประเทศควรพยายามผสานการพัฒนาเข้ากับความมั่นคง โดยจีนพร้อมแบ่งปันความพยายามด้านการพัฒนาให้ทันสมัยของตน เพื่อเสริมสร้างความก้าวหน้าของภูมิภาค

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน

อย่างไรก็ดี ขณะนี้จีนถูกทำเนียบขาวจับตาอย่างใกล้ชิดว่าให้การสนับสนุนทางการทหารแก่อิหร่านหรือไม่ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าว CNN รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ตรวจพบว่าจีนจะส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศชุดใหม่ให้อิหร่าน ทำให้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ออกมาขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่ม 50% แต่ทางการจีนได้ปฏิเสธเรื่องนี้ พร้อมย้ำว่า หากสหรัฐฯ  จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการขึ้นภาษีเพิ่มเติม จีนจะใช้มาตรการตอบโต้ที่เด็ดขาดอย่างแน่นอน

...

“จีน” ฉวยโอกาสซ้ำ “สหรัฐฯ” มากกว่าจบสงคราม

โจนาธาน ฟุลตัน นักวิชาการด้านตะวันออกกลางจากสถาบันวิจัยด้านนโยบายระหว่างประเทศ สภาแอตแลนติก (Atlantic Council) ในสหรัฐฯ และรองศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซายิด ในกรุงอาบูดาบี ได้วิเคราะห์ถึงประเด็นไว้ในเว็บไซต์ของสภาแอตแลนติก โดยมองว่าจากการที่สหรัฐฯและจีนเป็นสองมหาอำนาจโลกทำให้หลายคนตีกรอบว่าจีนจะต้องเกี่ยวข้องในสงครามครั้งนี้ ซึ่งตนมองว่าไม่เป็นเช่นนั้น 

ฟุลตัน มองว่า จีนไม่ใช่ผู้เล่นที่จะชี้ขาดผลลัพธ์ของสงครามและไม่พยายามที่จะเป็นด้วย โดยผู้ที่กุมอำนาจในการขับเคลื่อนสงครามครั้งนี้ยังอยู่ที่การตัดสินใจของสหรัฐฯ การคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของอิสราเอล และการตอบโต้ของอิหร่าน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าจีนจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้เลย แต่จีนจะปรากฏตัวอยู่อย่าง “สม่ำเสมอ จำกัด และคาดเดาแนวทางได้เป็นส่วนใหญ่”

ท่าทีที่ผ่านมาของจีนเป็นการทูตตามขนบเดิม คือรักษาความสัมพันธ์กับคู่เจรจาเกือบทุกประเทศในภูมิภาค และออกแถลงการณ์ที่ระมัดระวัง ในกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าจีน “มีอิทธิพล” ในการโน้มน้าวให้อิหร่านเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพที่ปากีสถานนั้น เห็นได้ว่ายังไม่เพียงพอที่จะลดความแข็งกร้าวของยุทธศาสตร์การเจรจาแบบไม่ยอมถอยของอิหร่าน

ฟุลตัน ชี้ว่า แผนหรือข้อเรียกร้องที่จีนนำเสนอไม่ใช่เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในเชิงรูปธรรม แต่เป็นการตอกย้ำถึงหลักการและระเบียบโลกที่จีนยึดถือ คือ การเน้นหลักอธิปไตย การไม่แทรกแซง ใช้การเมืองแก้ปัญหาแทนกำลังทหาร และไม่ผูกมัดให้จีนต้อง "ลงมือปฏิบัติ” 

...

โดยรัฐบาลปักกิ่งมักหลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืนที่จะทำให้จีนต้องแบกรับความเสี่ยงเสียต้นทุนทางการเมือง หรือสร้างความบาดหมางกับพันธมิตร เป็นแนวทางที่จีนปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอและยังเป็นการวางภาพลักษณ์ให้จีน เป็นผู้เล่นที่ “สร้างสรรค์และมีหลักการ” ตรงข้ามกับสิ่งที่จีนมักวิจารณ์ว่าเป็น “ลัทธิแทรกแซงของตะวันตก”

“การทูตของจีนสามารถมองเห็นการแสดงออกได้อย่างชัดเจนแต่ผลกระทบกลับจำกัด ดังที่นักวิเคราะห์ในภูมิภาคระบุไว้ในรายงานที่ผมตีพิมพ์ร่วมกับ Atlantic Council เมื่อปีที่แล้วว่า จีนถูกมองว่า "ปรากฏตัวแต่ไร้แรงกระแทก”

ฟุลตัน ยังชี้ถึงการตีความใต้บรรทัดท่าทีของจีน ประการที่หนึ่งคือ จีนเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงอย่างมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางอ่อนไหวต่อการถูกรบกวน และนักวิเคราะห์ของจีนมักจะวางภาพให้ความขัดแย้งนี้เป็นการยกระดับที่อันตราย ขับเคลื่อนโดยการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดและพฤติกรรมที่ประมาทเลินเล่อของสหรัฐฯ สงครามถูกบรรยายว่าวุ่นวาย ไร้จุดจบ และเสี่ยงต่อผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปักกิ่งพยายามหลีกเลี่ยง

...

ประการที่สอง มีการระบุตัวผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน โดยเน้นว่าการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นตัวจุดชนวนการยกระดับความรุนแรง ส่วนอิหร่านถูกเป็นฝ่ายตั้งรับและตอบโต้ ซึ่งการวางภาพเช่นนี้สอดคล้องกับที่จีนวิจารณ์พฤติกรรมของสหรัฐฯ และสอดคล้องกับความรู้สึกของหลายประเทศที่กำลังแบกรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามที่ไม่มีเป้าหมายหรือคำอธิบายที่ชัดเจน

ประการที่สามซึ่งสำคัญที่สุด สงครามถูกมองว่าเป็นหลักฐานยืนยันถึงราคาที่ต้องจ่ายของ “ระบอบสหรัฐฯ เป็นเจ้าโลก” (American hegemony) นักวิเคราะห์จีนมักอธิบายว่าการกระทำของสหรัฐฯ นั้นประมาท น่ากังขาในแง่กฎหมาย และหลงทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ความขัดแย้งนี้ถูกชี้ว่าไม่ใช่แค่วิกฤตระดับภูมิภาค แต่เป็นปัญหาเรื้อรังของระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolar order) ที่กำลังเสื่อมถอย

จากมุมมองเหล่านี้ สงครามไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ แต่เป็นความต่อเนื่องของความผิดพลาดซ้ำๆ การทำอะไรเกินตัว การคำนวณผิดพลาด ตอกย้ำเรื่องที่จีนนำเสนอมาอย่างยาวนานว่า “ระบบระหว่างประเทศในปัจจุบันที่ครอบงำโดยสหรัฐฯ นั้น ทั้งไม่มั่นคงและไม่ยั่งยืน”

สงครามที่เกิดขึ้น ยังเป็นตัวเร่งให้โลกหันมาตอบรับแนวคิด "โลกหลายขั้ว" (Multipolarity) หรือการที่โลกมีหลายศูนย์อำนาจถ่วงดุลกัน ซึ่งจีนพยายามผลักดันมาโดยตลอด

“ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าจีนเป็นผู้บงการเหตุการณ์หรือได้รับผลประโยชน์โดยตรงในเชิงยุทธวิธี อิทธิพลของจีนต่อความขัดแย้งครั้งนี้ยังคงจำกัด และผลลัพธ์ที่จีนต้องการนั้นก็คือความมั่นคงและการลดระดับความรุนแรงก็ยังห่างไกลจากความเป็นจริง แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ สงครามครั้งนี้จะช่วยตอกย้ำ “วาทกรรม” ที่จีนพยายามผลักดันมานานหลายปี” 

ที่มา :  atlanticcouncil, cnn