เบื้องหลังจีน มือเจรจาหยุดยิง “อิหร่าน-สหรัฐ” จับตาเปลี่ยนโฉมหน้ามหาอำนาจโลก ส่องเพาเวอร์ตัวละครลับคานอำนาจ “ทรัมป์” ประเมินอิสราเอล ตัวแปรสำคัญขวางเจรจา มองไทยต้องสร้างความได้เปรียบ

อิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐอเมริกา 2 สัปดาห์ เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 8 เม.ย.68 (ตามเวลาไทย) ซึ่งมีการรายงานว่า ตัวกลางที่สำคัญคือ จีน ชาติมหาอำนาจคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ขณะที่ก่อนหน้านี้ ปากีสถาน ถือเป็นตัวกลางหลักที่สหรัฐ พยายามต่อสายหาอยู่ตลอด แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

แม้อิหร่าน อ้างถึงชัยชนะ ท่ามกลางการหยุดยิงของสหรัฐ แต่คนกลางที่สำคัญคือจีน ที่ถือเป็นตัวละครลับ ที่มีความสำคัญแนบแน่นกับหลายชาติในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่ที่ส่งออกน้ำมัน ขณะเดียวกันก็น่าจับตาว่า บทบาทของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะเริ่มมีความโดดเด่นมากขึ้นอีกด้วย


เปิดฮอร์มุซ 2 สัปดาห์ อิหร่าน – สหรัฐ หยุดยิง “ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยัง ดร.ศราวุฒิ อารีย์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลาง และผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า การที่จีน สามารถโน้มน้าวอิหร่านได้ ถือว่ามีน้ำหนักมากกว่า ปากีสถาน ที่เป็นคนกลาง แต่ว่าปากีสถานไม่สามารถที่จะโน้มน้าวอิหร่านได้

...

เนื่องจาก อิหร่าน ขายน้ำมันให้จีนเป็นหลัก ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ จีนช่วยอิหร่านมาก ฉะนั้นอิหร่าน จึงเกรงใจจีน แล้วจีนก็ไปทำ โครงการ Belt and Road Initiative ไปสร้างท่าเรือ ไปลงทุนจำนวนมากในอิหร่าน

เมื่อถามว่าท่าทีการหยุดยิงของอิหร่าน และสหรัฐอเมริกา 2 สัปดาห์ หลังจากนี้มีแนวโน้มจะเกิดสงครามครั้งใหม่อีกหรือไม่ ดร.ศราวุฒิ มองว่า ถ้าอิสราเอลไม่ขัดขวางการเจรจาของสหรัฐกับอิหร่าน ก็จะเกิดสันติภาพในระยะยาว เพราะอิสราเอล เป็นประเทศที่ขัดขวางการเจรจาระหว่างอเมริกากับอิหร่านมานาน แล้วก็นับตั้งแต่ปี 2024 ประมาณ 4-5 ครั้ง ที่อิสราเอล ขัดขวางกระบวนการเจรจา ซึ่งถ้าสหรัฐอเมริกา ควบคุมอิสราเอลได้ ไม่ให้มาขัดขวางกระบวนการเจรจา มันก็น่าจะบรรลุข้อตกลงกันได้ แต่ถ้าอิสราเอล ไม่ยอม อิสราเอลหาเหตุให้ทั้งสองฝ่ายปะทะเผชิญหน้ากัน มันก็ยากเหมือนกัน


จีน พยายามแสดงตัวให้เป็นผู้สร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง คือเขาได้ภาพลักษณ์ แล้วก็ได้อิทธิพลที่เข้าไปในตะวันออกกลาง อย่างเช่น จีน ผลักดันให้เกิดการทำข้อตกลงระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย ในช่วงปี 2023 แล้วหลังจากนั้น จีนก็พยายามที่จะผลักดันปัญหาปาเลสไตน์ ให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามาคุยกัน คือฝ่ายปาเลสไตน์กับอิสราเอล พยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หลังสงครามครั้งนี้ หลายประเทศในตะวันออกกลาง จะหันไปหาจีนมากยิ่งขึ้น เพราะว่าจีนเข้ามาพูดถึงเรื่องของการพัฒนา เรื่องของการค้า เรื่องของการทำโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านเศรษฐกิจ ต่างจากอเมริกาที่เข้ามาแล้วพูดถึงแต่เรื่องความมั่นคง เรื่องความขัดแย้ง เรื่องการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายในตะวันออกกลาง ฉะนั้นจีนจะได้รับการยอมรับมากกว่า แล้วก็ประเทศในตะวันออกกลางก็คงจะพยายามสร้างพันธมิตรที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งแต่อเมริกาฝ่ายเดียว เหมือนในอดีตที่ผ่านมา อันนี้มันเป็นเทรนด์ที่น่าจะเกิดขึ้นหลังสงครามครั้งนี้


สำหรับไทย ควรมีท่าทีอย่างไร เพราะว่าจีนก็ดูเหมือนแข็งแกร่งขึ้นในตะวันออกกลาง คงจะต้องให้ความสำคัญกับอิหร่านมากยิ่งขึ้น เพราะว่าขณะนี้มันชี้ชัดแล้วว่า อิหร่านกลายเป็นมหาอำนาจ เป็นตัวแสดงที่สำคัญมีบทบาทอย่างมากทางการทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง

อิหร่าน ก็ยังเป็นดินแดนที่มีน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ จำนวนมหาศาล ถ้าหากว่าการเจรจานำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ผมคิดว่าอิหร่านจะกลายเป็นขุมทรัพย์ เพราะฉะนั้นให้ความสำคัญกับอิหร่าน พอๆ กับที่เราให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ท่ามกลางความขัดแย้งของอเมริกาและจีน

...