ย้อนประวัติศาสตร์ โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ คราบน้ำตาสงคราม คำพูดติดตลกของ โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ “เพิร์ลฮาร์เบอร์” ถูกย่อเหลือเพียงมุก แต่เบื้องหลังคือหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลกตลอดกาล

“ใครจะรู้เรื่องการทำเซอร์ไพรส์ได้ดีไปกว่าญี่ปุ่นล่ะ?” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว พร้อมเสริมว่า “แล้วทำไมพวกคุณไม่บอกผมเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ? โอเคไหม?”

คำพูดที่ฟังดูเหมือนหยอกล้อ ถูกเอ่ยขึ้นในห้องทำงานรูปไข่ ระหว่างการพบกันกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ทาคาอิจิ ซานาเอะ ที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ


โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวติดตลกต่อหน้านายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ทาคาอิจิ ซานาเอะ หลังผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดสหรัฐฯ จึงไม่แจ้งพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นล่วงหน้าก่อนปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ทรัมป์ตอบว่า “อย่างหนึ่งคือ คุณคงไม่อยากส่งสัญญาณมากเกินไป คุณก็รู้ว่าตอนที่เราบุกเข้าไป เราบุกเข้าไปหนักมาก และเราไม่ได้บอกใครเรื่องนี้เพราะเราต้องการเซอร์ไพรส์” ก่อนจะโยงไปยังเพิร์ลฮาร์เบอร์ เหตุการณ์ที่เขานำมาใช้เป็นตัวอย่างเชิงเปรียบเปรย

...

แต่ปัญหาคือ “เพิร์ลฮาร์เบอร์” ไม่ใช่เพียงอุปมาหรือมุกตลก หากเป็นความทรงจำของความสูญเสียที่ถ่วงทับอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์โลก


เพิร์ลฮาร์เบอร์ บาดแผลสงครามยากจะลืม


สงครามย้อนกลับไปเช้าวันที่ 7 ธันวาคม 1941 เวลา 07.48 น. กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นส่งเครื่องบิน 177 ลำ เปิดฉากโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯ ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ บนเกาะโออาฮู ฮาวาย เป้าหมายคือทำลายกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ ให้สิ้นสภาพ ก่อนที่สหรัฐฯ จะสามารถตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของญี่ปุ่นที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


การโจมตีเริ่มต้นอย่างฉับพลันและเป็นระบบ เครื่องบินทิ้งระเบิดพุ่งเข้าใส่สนามบิน ถล่มโรงเก็บเครื่องบินและฝูงบินที่ยังจอดนิ่งอยู่บนพื้น ขณะเดียวกัน เครื่องบินอีกส่วนหนึ่งบินต่ำเหนือผิวน้ำ ยิงตอร์ปิโดเข้าใส่เรือรบที่จอดเรียงรายอยู่ในอ่าวโดยแทบไม่มีโอกาสตั้งรับ



ภายในเวลาเพียงห้านาทีแรก เรือประจัญบาน 4 ลำถูกโจมตีอย่างหนัก รวมถึง USS Oklahoma และ USS Arizona ไม่นานหลังจากนั้น เรือแอริโซนาก็ระเบิดขึ้น แรงระเบิดทำให้เรือฉีกขาดและจมลงอย่างรวดเร็ว คร่าชีวิตลูกเรือ 1,177 นาย กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สูญเสียชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดในวันเดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ

หนึ่งชั่วโมงถัดมา ระลอกที่สองของการโจมตีตามมาย้ำรอยความพินาศ เมื่อเครื่องบินญี่ปุ่นอีก 163 ลำเข้าถล่มเป้าหมายซ้ำ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ บนเกาะแทบเป็นอัมพาต

สงครามในเวลาเพียงสองชั่วโมง ความเสียหายก็ปรากฏชัด เรือรบ 21 ลำจมหรือเสียหาย เครื่องบิน 188 ลำถูกทำลาย และมีผู้เสียชีวิตรวม 2,403 คน ทั้งทหารและพลเรือน

...

แต่ในความพินาศนั้น มีเรือบรรทุกเครื่องบินทั้งสามลำของกองเรือแปซิฟิกไม่ได้จอดอยู่ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ในวันนั้น ทำให้รอดพ้นการโจมตี และต่อมากลายเป็นกำลังหลักของสหรัฐฯ ในสมรภูมิแปซิฟิก

วันรุ่งขึ้น สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามต่อญี่ปุ่น และก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองอย่างเต็มตัว เหตุการณ์ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์จึงไม่ใช่แค่การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว แต่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประเทศหนึ่งเข้าสู่สงครามโลกอย่างเต็มตัว และเปลี่ยนดุลอำนาจของศตวรรษที่ 20



ผลกระทบของมันไม่ได้จบลงในสนามรบ ทหารเรือจำนวนมากที่รอดชีวิตต้องแบกรับบาดแผลทางกาย แผลไฟไหม้จากการระเบิด เศษโลหะที่ฝังในร่างกาย การสูญเสียอวัยวะจากซากเรือที่พังถล่มลงมา

บาดแผลทางใจก็ฝังลึกไม่แพ้กัน ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) กลายเป็นสิ่งที่ตามหลอกหลอน หลายคนต้องใช้ชีวิตอยู่กับภาพความทรงจำของเปลวไฟ เสียงระเบิด และเพื่อนร่วมรบที่เสียชีวิตต่อหน้าต่อตา

สงครามเพิร์ลฮาร์เบอร์จึงไม่ใช่แค่ยุทธการหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่คือความสูญเสียที่คร่าชีวิต ทิ้งบาดแผลในความทรงจำ และผลกระทบที่ยืดเยื้อข้ามทศวรรษ

...

และนั่นทำให้คำพูดซึ่งพยายามจะสร้างเสียงหัวเราะ กลับสะท้อนบางอย่างที่ตรงกันข้าม เมื่อประวัติศาสตร์ความสูญเสีย ถูกย่อให้เหลือเพียง “มุก” ในห้องแถลงข่าว