อ่านปัจจัยทำไมการเปลี่ยนระบอบการปกครอง "อิหร่าน"  ไม่ง่ายอย่างที่คิด "นักวิชาการ" มองปลุกระดมชาวเคิร์ด-ประชาชนต่อต้านไม่ได้ผล หากสงครามยืดเยื้อ สหรัฐฯ อาจเจ็บหนัก  

จากกรณีที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตี อิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา สังหาร อยาตอลลาห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมผู้นำทหารและนักการเมืองระดับสูงกว่า 40 คน อ้างว่าเพื่อกำจัดภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์หลังการเจรจานอกรอบไม่ประสบผลสำเร็จ นำมาสู่การตอบโต้และการยกระดับการปะทะที่รุนแรงต่อเนื่อง

มีการมองว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลอาจไปถึงการโค่นล้มระบอบการปกครอง เพื่อตัดตอนไม่ให้อิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อในอนาคต ซึ่งตอกย้ำด้วยรายงานข่าวว่า ซีไอเอได้เข้าไปให้การสนับสนุนติดอาวุธให้กลุ่มชาวเคิร์ดเพื่อให้เกิดการลุกฮือต่อต้านจากภายในประเทศอิหร่าน และล่าสุดวันที่ 5 มี.ค.ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังได้ประกาศกร้าวว่า สหรัฐฯ จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการเลือกผู้นำสูงสุดของอิหร่านด้วย

...

อย่างไรก็ตามการโค่นล้มระบอบปกครองของอิหร่าน อาจไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายนักหากเทียบกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่มีการกำจัดและเปลี่ยนตัวผู้นำในดินแดนอื่นก่อนหน้านี้ เช่นใน เวเนซุเอลา หรือท้ายที่สุดการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองอิหร่านอาจไม่เกิดขึ้นเลย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ จากสถาบันเอเชียศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.ศราวุฒิ มองว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงต้นสงคราม เป็นช่วงของการยกระดับความเข้มข้นของปฏิบัติการ คาดสถานการณ์จะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้หากสงครามยืดเยื้อออกไปกว่าที่สหรัฐฯ เคยประกาศเอาไว้ที่ 4-5 สัปดาห์ แน่นอนว่าแม้ฝ่ายอิหร่านจะมีความเสียหายในเชิงกายภาพ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ จะเกิดความเสียหายมากกว่าในแง่ของแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ

“สหรัฐฯ เดิมพันไว้สูงมาก เพราะสงครามนี้อิหร่านไม่ได้เป็นคนเริ่มต้น สหรัฐฯ จะถูกตั้งคำถามมากจากประชาคมโลก และท้ายที่สุดแล้วจะเป็นการเปิดทางให้จีนและรัสเซียได้เปรียบ เดินหน้าในการขยายอิทธิพลในดินแดนส่วนอื่นๆ ได้”

ดร.ศราวุฒิ ประเมินว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการที่จะให้สงครามยืดเยื้อ อาจต้องหาทางลงให้ตัวเอง เช่น เป็นการประกาศว่าสามารถปลิดชีพผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จัดการกับภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ ลดศักยภาพทางทหารและขีปนาวุธของอิหร่านได้สำเร็จ ถือว่าบรรลุเป้าหมายและยุติปฏิบัติการ 

 ดร.ศราวุฒิ อารีย์
ดร.ศราวุฒิ อารีย์

สหรัฐฯ เสียหายกว่าในสงครามระยะยาว

ดร.ศราวุฒิ มองว่า หากสหรัฐฯ และอิสราเอลต้องการจบเกมโดยแท้จริง ด้วยการโค่นระบอบการปกครองของอิหร่าน หรือ Regime Change ด้วยการส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไป หรือการติดอาวุธให้ชนกลุ่มน้อยลุกขึ้นมาต่อต้าน อย่างที่มีรายงานข่าวว่าทาง CIA ได้วางแผนส่งอาวุธให้กลุ่มชาวเคิร์ด ก็อาจทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานขึ้นได้ ซึ่งก็ต้องจับตาดูต่อว่าจีนและรัสเซียจะเข้ามาร่วมเล่นในสงครามนี้อย่างไร หรือยุโรปจะวางตัวแบบไหนต่อบทบาทของสหรัฐฯ

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โอกาสที่สหรัฐฯ จะเพลี่ยงพล้ำมีสูงมาก อาจซ้ำรอยสงครามในอัฟกานิสถานหรืออิรักได้ ที่สหรัฐฯ ต้องเข้ามาควบคุมดินแดนด้วยตัวเอง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ เสียกำลังทหาร มีต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สูง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็พ่ายแพ้ในสงครามระยะยาว

ดร.ศราวุฒิ ชี้ว่าหากสังเกตท่าทีของนักการเมืองคนสำคัญของสหรัฐฯ จุดยืนในตอนนี้อาจไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบแต่เป็นเพียงการลดศักยภาพทางการทหาร ทำลายโครงสร้างกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) หรือทำให้อิหร่านอ่อนแอมากกว่า

“ตั้งแต่สงคราม 12 วันเมื่อช่วงกลางปี 2025 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าจุดอ่อนของอิหร่านคือไม่สามารถป้องกันทางอากาศได้ การที่สหรัฐฯ เข้าไปปฏิบัติการทางอากาศ อิหร่านคงไม่อาจต้านทานและเกิดความเสียหายหนัก แต่อย่างไรก็ตาม อิหร่านก็เป็นฝ่ายตรงข้าม ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่เคยเผชิญมาก่อนนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สามารถโจมตีกลับต่อกองทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางได้ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ แสดงให้เห็นว่าอิหร่านมีศักยภาพในการทำลายล้าง แม้จะไม่ชนะสงครามแต่สร้างความเสียหายให้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ในระดับที่น่ากลัวทีเดียว”

...

คาดโค่นระบอบ “อิหร่าน” ไม่สำเร็จ 

เมื่อมาถึงตอนนี้มีแนวโน้มแล้วว่า สหรัฐฯ ไม่อาจปลุกระดมหรือผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบให้สำเร็จได้จากสงครามครั้งนี้ ดร.ศราวุฒิ มองว่า ปัจจัยหลักๆ เกิดจากการที่ประชาชนอิหร่านที่แม้บางส่วนจะไม่ชอบระบอบการปกครองในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้ชื่นชอบการแทรกแซงของมหาอำนาจตะวันตก

นอกจากนี้ในการโจมตีครั้งล่าสุด มีการถล่มโรงเรียนประถมศึกษาและทำให้เด็กเสียชีวิตจำนวนมาก ยิ่งทำให้ประชาชนมองว่าการร่วมมือกับมหาอำนาจตะวันตกอาจเป็นภัยคุกคามต่ออนาคตลูกหลานมากกว่า ซึ่งชาวอิหร่านหรือชาวเปอร์เซียแต่เดิมก็มีความดื้อและชาตินิยมสูงอยู่แล้ว มีความภาคภูมิในอารยธรรมเก่าแก่ของตัวเอง จึงไม่ยอมก้มหัวให้มหาอำนาจอื่นได้ง่ายๆ

“ผมไปอิหร่านมาหลายครั้ง บางครั้งก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่ไม่ได้ชอบระบอบการปกครองอิหร่าน แต่เขาก็ไม่พอใจบทบาทของมหาอำนาจภายนอก หากจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบจริงๆ เขาต้องการทำด้วยตนเอง และพวกเขาเห็นจากประสบการณ์ของประเทศอื่นในโลกอาหรับ ที่เมื่อมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงอ้างจะสร้างสันติภาพ เสรีภาพ ประชาธิปไตย แต่ท้ายที่สุดลงเอยด้วยความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพในดินแดนบ้านเกิด”

...

ขณะเดียวกัน การเข้าไปติดอาวุธให้ขบวนการชาวเคิร์ดอิหร่านนั้น มองว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้มีจำนวนหรืออำนาจมากนัก ปัจจุบันประจำการอยู่ทางเหนือของประเทศอิรักไม่สามารถเคลื่อนไหวในประเทศอิหร่านได้ ซึ่งการจะเข้าไปปฏิบัติการในอิหร่านหรือต่อสู้กับกองทัพอิหร่าน และ IRGC ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคคงเป็นได้ยาก

เช่นเดียวกับประชาชนจำนวนมากในประเทศที่ยังคงนิยมระบอบการปกครองนี้อยู่ โดยมีประเด็นของ “ศาสนา” เข้ามาเกี่ยวข้อง ผูกโยงรัฐกับประชาชนเข้าด้วยกัน โดยชาวอิหร่านจำนวนมากมองว่า “อยาตอลลาห์” หรือ “ผู้นำสูงสุด” เป็นผู้ทำหน้าที่ทางศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์และปกครองแทน ในระหว่างที่พวกเขากำลังรอการปรากฏตัวของ “อัล-มะฮ์ดี” หรือ “อิหม่ามคนสุดท้าย” ซึ่งจะเป็นผู้สร้างความยุติธรรมแก่โลกตามความเชื่อในศาสนาอิสลาม

ดังนั้นเมื่อประชาชนจำนวนมากมีความเชื่อเช่นนี้ การลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มอำนาจของผู้นำสูงสุดจึงเกิดขึ้นได้ยาก ทำให้ในภาพรวมระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงเข้มแข็ง ยังไม่สามารถถูกโค่นล้มได้จากการปลุกระดมขบวนการเคลื่อนไหวภายในประเทศ

“ผมคิดว่าในขณะนี้ เป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองน่าจะไม่บรรลุผลเป็นที่แน่นอน ทั้ง IRGC และกองทัพอิหร่านยังสามัคคีกัน ประชาชนก็ไม่เอาด้วย แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการที่สหรัฐฯ ต้องทำทุกวิถีทางให้อิหร่านอ่อนแอที่สุด ไร้ศักยภาพ ไม่สามารถขึ้นมาเป็นตัวแสดงโดดเด่นในภูมิภาคได้อีก”

...

ยากจะกลับสู่โต๊ะเจรจา

ดร.ศราวุฒิ มองว่า ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการการถ่ายโอนอำนาจผู้นำจากอยาตอลลาห์ คาเมเนอี ไปสู่ผู้นำคนใหม่ ซึ่งผู้นำสูงสุดที่จะเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มคนทุกฝ่ายในอิหร่าน มีโอกาสสูงที่จะออกมาเป็น “ผู้นำสายอนุรักษ์นิยม” และยากที่จะคาดหวังให้อิหร่านยอมอ่อนข้อ เจรจาภายใต้แรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ และแม้ว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงหรือมีการหยุดยิง ก็ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะยุติลง แต่เป็นการรอวันปะทุรอบใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกองกำลังติดอาวุธพันธมิตรของอิหร่าน เช่น ฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน, ฮูตี ในเยเมน หรือกองกำลังชีอะห์ในอิรัก ที่มีความเคารพต่อผู้นำสูงสุดอิหร่านมาก และต่างโกรธแค้นต่อเหตุการณ์ลอบสังหาร เตรียมเคลื่อนไหวร่วมปฏิบัติการช่วยอิหร่านตอบโต้ ซึ่งน่าจับตามองเพราะอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สงครามลุกลามกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคได้

“ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ดำเนินยาวนานมากกว่า 40 ปี โดยทั้ง 2 ประเทศทำสงครามระหว่างกันมาตลอด ทั้งที่เป็นสงครามตัวแทน และสงครามลับ การกำจัดบุคคลสำคัญและทำลายผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ซึ่งความแตกต่างของสงครามทั้ง 2 ลักษณะนี้คือสงครามตัวแทนเกิดขึ้นเฉพาะในตะวันออกกลาง แต่สงครามลับเกิดขึ้นได้ทั่วทุกมุมโลกและเป็นสิ่งที่ต้องระวังมากในตอนนี้ อาจมีการโจมตีสถานทูต การลอบสังหาร การวางระเบิดเกิดขึ้นได้ และอาจรุนแรงมากกว่าในอดีต”