เปิดผลกระทบ-เส้นทาง “ภาษีทรัมป์” หลังศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิก ชี้ใช้อำนาจเกินขอบเขต "ทรัมป์" แก้ลำ งัดมาตรา 122 เก็บภาษีรอบใหม่ 15% ไทยควรทำอย่างไรต่อ   

จากกรณีเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ศาลสูงสุดสหรัฐฯ (US Supreme Court)  มีคำวินิจฉัย 6 ต่อ 3 ว่า “ภาษีทรัมป์” หรือมาตรการ ภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเก็บแต่ละประเทศในอัตราที่แตกต่างกัน จนสร้างความปั่นป่วนไปทั้งโลก ถือว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ว่า การที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้อำนาจผ่าน International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) กำหนดอัตราภาษีแก่ประเทศต่างๆ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการตั้งภาษีนำเข้าโดยตรง แต่ให้อำนาจในการ "ควบคุมการนำเข้า" เช่น การตรวจสอบ (investigate), ระงับระหว่างรอการสืบสวน (block during the pendency of an investigation) โดยไม่ปรากฏคำว่า "Tariffs" (ภาษีศุลกากร) หรือ "Duties" (อากร) ในตัวบท โดยตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ อำนาจการเก็บภาษีเป็นอำนาจของรัฐสภา (Congress)  

จากคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้มาตรการหรือคำสั่งทางภาษีที่ออกโดยอาศัยอำนาจกฎหมาย IEEPA ไม่มีอำนาจบังคับใช้โดยทันที ส่งผลกระทบกับข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ ทำกับประเทศต่างๆ ไว้ก่อนหน้านี้ และเปิดทางให้บรรดาบริษัทผู้นำเข้าหรือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ สามารถเรียกร้องเงินคืน (Refunds) จากภาษีที่จ่ายไปแล้วตั้งแต่เดือน เม.ย.2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท)

...

อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสหรัฐฯ ไม่ได้มีคำสั่งให้คืนเงินภาษีโดยตรงและอัตโนมัติ แต่ได้ส่งเรื่องกลับไปยัง ศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (CIT) เพื่อพิจารณาเรื่องการเยียวยา โดยคาดว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องอาจใช้เวลายาวนานหลายปี ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าบริษัทหลายร้อยแห่งได้ประกาศและเดินหน้ายื่นฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินคืนแล้ว

จาก IEEPA สู่ Section 122

แม้ศาลสูงสุดจะมีคำตัดสินออกมาแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้การเดินหน้าทำ “สงครามภาษี” ของสหรัฐฯ หรือ ปธน.ทรัมป์ หยุดลง โดยเขาได้หันไปใช้อำนาจผ่าน มาตรา 122 ( Section 122 ) ภายใต้ Trade Act of 1974 แทน ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้แก้ปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศหรือภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรงเป็นการชั่วคราว

โดยภายหลังจากศาลสูงมีคำวินิจฉัย ทำเนียบขาว ได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 10% ต่อสินค้าทุกประเภท จากทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 24 ก.พ. เป็นต้นไป  ตามกฎหมายระบุว่า มาตรา 122 สามารถใช้ได้ในอัตราสูงสุดที่ 15% ซึ่งเป็นเพดานที่กฎหมายกำหนด และมีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วันหรือราว 5 เดือนเท่านั้น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในการขยายเวลาออกไป ซึ่งต่อมาวันที่ 21 ก.พ. ปธน.ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social ว่า จะขึ้นอัตราภาษี เต็มเพดานสูงสุดที่ 15%

ทั้งนี้มีสินค้าบางประเภท ที่ได้รับการยกเว้นจากภาษีตาม มาตรา 122 เช่น พลังงาน ผลิตภัณฑ์พลังงาน ยาและส่วนประกอบของยา เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์ด้านอากาศยานบางรายการ โลหะที่ใช้ในการผลิตเงินตราและทองคำแท่ง เป็นต้น 

รวมไปถึงสินค้าที่ถูกเก็บภาษีอยู่แล้วภายใต้ มาตรา 232 (ของ Trade Expansion Act of 1962 ที่ให้ประธานาธิบดีกำหนดมาตรการทางการค้ากับสินค้าบางประเภท ที่กระทบความมั่นคง โดยไม่มีกรอบเวลาตายตัว แต่ต้องมีการสอบสวนก่อนบังคับใช้งาน) เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ก็จะไม่ถูกเก็บภาษีจากมาตรา 122 ซ้ำอีก

อย่างไรก็ดี สินค้าบางรายการ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยา อาจถูกพิจารณาจัดเก็บภาษีภายใต้ มาตรา 232 เพิ่มเติมได้ จึงต้องจับตาดูกันว่าหากครบกำหนด 150 วัน ทรัมป์จะใช้มาตรการใดต่อไป หรือจะมีการใช้มาตรการทางภาษีอื่นใดเพิ่มเติม เพื่อทดแทนนโยบายภาษีตอบโต้หรือไม่

...

ผลกระทบที่เกิดขึ้น

1. กระทบอัตราภาษีและข้อตกลงทวิภาคีเดิม

เนื่องจากคำตัดสินของศาลสูง ทำให้ข้อตกลงการค้า สิทธิพิเศษหรือส่วนลดทางภาษีที่สหรัฐฯ เคยเจรจาไว้กับประเทศคู่ค้าภายใต้กฎหมาย IEEPA “สิ้นผลทางกฎหมาย” หลายประเทศที่เคยเจรจาลดภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) กับทรัมป์เอาไว้ และได้ในอัตราที่ต่ำกว่า 15% จากเพดานของ มาตรา 122 เช่น สหราชอาณาจักรที่ 10% ออสเตรเลีย 10% หรือเพื่อนบ้านอาเซียน อย่าง สิงคโปร์ ที่ได้อัตราภาษี 10% มาตั้งแต่ต้น อาจได้รับผลกระทบเชิงลบ เนื่องจากต้องเสียภาษีเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างประเทศไทยที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยมีอัตราเดิมที่ 19% ก็อาจจะได้รับประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวได้ระบุว่า “จะเดินหน้าเคารพข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย” จึงไม่แน่ชัดว่า สหรัฐฯ คาดหวังให้ประเทศคู่ค้าจ่ายภาษีในอัตราที่สูงขึ้นตาม มาตรา 122 แต่ให้รักษาบางส่วนในข้อตกลงเดิมไว้ด้วยหรือไม่ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดเพิ่มเติม

พอล แอชเวิร์ธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือของ Capital Economics ชี้ว่า มาตรา 122 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าภาษีใดๆ จะต้อง “บังคับใช้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ” หมายความว่า ข้อตกลงก่อนหน้านี้มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบ

2. การค้าโลกวุ่นวายมากขึ้น จากความไม่แน่นอน

วิลเลี่ยม เบน หัวหน้าฝ่ายนโยบายการค้า หอการค้าสหราชอาณาจักร (BCC) กล่าวว่า มีคำถามมากมายว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ และภาคธุรกิจต่างมีความกังวล และมีความเหนื่อยล้าต่อความเปลี่ยนแปลง ความไม่ชัดเจนในเรื่องอัตราภาษี และส่งผลต่อการตั้งราคาสินค้าที่บริษัทต่างๆ จะขายให้กับสหรัฐฯ

...

ด้านอัลลี เรนิสัน อดีตที่ปรึกษาด้านการค้า รัฐบาลสหราชอาณาจักร มองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การค้า “ยุ่งเหยิง” (Messy) มากกว่าเดิม เพราะแต่ละธุรกิจต้องเจอกับมาตรการภาษีที่สะเปะสะปะภายใต้รัฐบาลทรัมป์

3. อาจมีการใช้มาตรการภาษีอื่นอีก

ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ จะใช้อำนาจทางกฎหมายมาใช้เรียกเก็บภาษีนอกเหนือจาก มาตรา 122 หรือไม่

เบอร์นาร์ด ยารอส นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐฯ ชี้ว่า ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยใช้ มาตรา 232 ในการกำหนดภาษีนำเข้าเฉพาะรายอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก 25% และอะลูมิเนียม 10% กับหลายประเทศทั่วโลก ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 1 และมีรายงานว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์เริ่มทำการสอบสวน เพื่อเก็บภาษีสินค้ากลุ่มยา เซมิคอนดักเตอร์ แร่ธาตุสำคัญ และอากาศยาน ซึ่งมาตรการนี้อาจมีบทบาทอย่างมากในปี 2569

4. ความสับสนในระบบศุลกากรสหรัฐฯ 

วันนี้ (23 ก.พ.) มีรายงานว่า สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ยังไม่ได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลผ่านระบบ Cargo Systems Messaging Service (CSMS) เพื่อยกเลิกภาษีต่างตอบแทน ของ ปธน.ทรัมป์ โดยระบุว่า กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ เพื่อตรวจสอบผลกระทบจากคำตัดสินของศาลอย่างรอบด้าน และจะแจ้งข้อมูลโดยเร็วที่สุด ทำให้ผู้นำเข้าบางส่วนยังต้องสำแดงรหัสภาษี IEEPA ต่อไปในช่วงแรก เพื่อไม่ให้การขนส่งหยุดชะงัก 

...

5. กระทบผู้บริโภคในสหรัฐฯ

ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ต้องแบกรับภาระราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นในบางรายการ เนื่องจากนโยบายภาษีทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น โดยศูนย์วิจัย The Budget Lab มหาวิทยาลัยเยล ได้ประเมินไว้ว่า จากมาตรการภาษีตอบโต้ ที่ ปธน.ทรัมป์ เริ่มใช้ตั้งแต่ปีก่อน ทำให้ต้นทุนภาษี 31-63% ถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภค ผ่านการขึ้นราคาสินค้านำเข้า

สอดคล้องกับข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (New York Federal Reserve) ที่เปิดเผยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ภาคธุรกิจและผู้บริโภคในสหรัฐฯ เป็นผู้รับภาระเกือบ 90% ของภาษีที่เพิ่มขึ้น

และความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ ทำให้ผู้ผลิตอาจกระจายสินค้าไปขายในตลาดอื่นที่นโยบายผันผวนน้อยกว่า เช่น อาจเพิ่มสัดส่วนไปยังตลาดยุโรป หรืออินโดแปซิฟิกที่กำลังเติบโต และอาจกลายเป็นผลกระทบระยะยาว ทำให้ตัวเลือกสินค้าของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ลดลง

ไทยต้องทำอย่างไรต่อไป

ความเห็นจาก ดร.สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส TDRI ระบุว่า เมื่อพิจารณาในเชิงปฏิบัติ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

1. ตรวจสอบพิกัดสินค้าในระดับ HS 10 หลัก อย่างละเอียดเพื่อประเมินว่าสินค้าแต่ละรายการอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นของ มาตรา 122 หรือไม่ และมีภาระภาษีอื่นที่ยังคงใช้บังคับอยู่หรือไม่

2. การจัดทำโมเดลคำนวณต้นทุน ที่สะท้อนผลของมาตรการ ใน 150 วันนี้อย่างชัดเจน เพราะอาจกระทบต่อการตั้งราคา ตลอดจนการบริหารสัญญาคู่ค้า

3. ตรวจสอบวันนำเข้าสินค้า เนื่องจากมาตรการ มาตรา 122 มีผลบังคับใช้กับสินค้าที่ “Entered for Consumption” ในสหรัฐฯ หลังวันที่มีผลบังคับใช้ ไม่ได้พิจารณาจากวันที่ออกจากประเทศไทยหรือวันที่ลงนามในสัญญา ดังนั้นสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งอาจเข้าข่ายถูกเรียกเก็บ หากวันที่ CBP รับรายการนำเข้า อยู่ในช่วงเวลาบังคับใช้ 150 วันของมาตรการ

4. บริษัทควรวางแผนทำงานร่วมกับผู้นำเข้าในสหรัฐฯ เกี่ยวกับการคัดค้านและการขอคืนเงิน โดยจัดเตรียมข้อมูล sourcing และ production ที่ครบถ้วน การจัดประเภทสินค้าที่ถูกต้อง และเอกสารต้นทุนที่โปร่งใส เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีทั้งในขั้น CBP และในศาล

ดร.สลิลธร กล่าวว่า แม้คำตัดสินของศาลสูงสุดจะยุติการอ้าง IEEPA ในรูปแบบเดิม แต่ไม่ได้ยุติความเป็นไปได้ของการกำหนดภาษีในอนาคต ระบบการเก็บภาษีของสหรัฐฯ ยังดำเนินภายใต้เครื่องมือทางกฎหมายหลายชุดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และกระบวนการอนุมัติทางการเมืองอาจเข้ามามีบทบาทเด่นชัดกว่าเดิม ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจึงยังคงอยู่ 

ดร.สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส TDRI
ดร.สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส TDRI

ขณะที่เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณีดังกล่าวว่า หลังจากที่ศาลฎีกาของอเมริกาได้วินิจฉัยตีตกภาษีทรัมป์ชุดเดิม และทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรา 122 กฎหมาย Trade Act 1974 แทนที่ โดยที่มีอัตราเดียวกันทุกประเทศในโลกที่ 10% เป็นข่าวดีสำหรับการค้าไทย การค้าโลก   

"ประเทศไทยที่ยังเจรจาหาข้อสรุป อัตราเดิมที่ 19% ก็ดูเหมือนจะรอดตัว กลับกลายเป็นเสียเพียง 10% เท่ากับประเทศอื่นๆ"

ข้อที่น่าสังเกตเพิ่มเติมคือตามกฎหมายนั้น อัตราสูงสุดที่กำหนดได้คือ 15% แต่ทรัมป์เลือกเก็บเพียง 10% จากทุกประเทศ ทำให้คิดได้ว่าที่ทรัมป์ประกาศไปเมื่อคืนนี้เป็นเรื่องการรักษาหน้า มากกว่าเรื่องเจตนาเก็บภาษีจริงจัง และหากจะขยายเวลาจาก 150 วันต้องผ่านสภาคองเกรส (Congress) ซึ่งไม่ง่าย เพราะการตีความการใช้กฎหมายนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่เช่นกัน

นายกรณ์ ยังระบุด้วยว่า การส่งออกไทยน่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะทรัมป์ได้ยกเว้นหลายประเภทสินค้า เช่น อาหารที่ผลิตไม่ได้ อิเล้กทรอนิกส์บางประเภท และแม้แต่รถกระบะบางชนิด แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่การส่งออกมาเท่ากับอยู่ที่กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนมาก การปล่อยสินเชื่อที่ต่ำมาก และความเสี่ยงการชำระหนี้ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

ส่วนในต่างประเทศวางใจไม่ได้ ทรัมป์อาจจะพยายามกู้หน้าด้วยการตัดสินใจสร้างสถานการณ์และตัดสินใจบางอย่างในกรณีความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งจะดีหากจบด้วยการตกลงเจรจา แต่จะแย่มากหากเป็นการใช้กำลังทหาร

ที่มา : TDRI, bbc, kasikornresearch, bbc, aljazeera