อนาคตเมียนมาใต้เงาทหาร หลัง “การเลือกตั้ง” ถูกมองเป็นเครื่องมือฟอกขาวมากกว่าคืนอำนาจประชาชน จับตา “มิน อ่อง หล่าย” กุมบังเหียนเบ็ดเสร็จผ่าน “สภาที่ปรึกษา” โครงสร้างอำนาจใหม่ที่เพิ่งจัดตั้ง
หากกล่าวถึง “การเลือกตั้ง” ภาพในความเข้าใจทั่วไปมักหมายถึงการที่ประชาชนใช้สิทธิ์กำหนดอนาคตทางการเมือง เลือกผู้นำและตัวแทนเข้าไปบริหารประเทศ แต่สำหรับ “เมียนมา” การเลือกตั้งครั้งล่าสุดกลับถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่าเป็นเพียง “เครื่องมือฟอกขาว” พิธีกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ระบอบทหาร มากกว่าจะเป็นกลไกประชาธิปไตยที่แท้จริง
ชัยชนะของพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ จึงแทบไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ภายใต้กติกาที่กีดกันฝ่ายค้านและจำกัดเสรีภาพทางการเมืองอย่างเข้มงวด ทำให้โครงสร้างอำนาจยังคงอยู่ในมือฝ่ายทหารและพันธมิตรอย่างมั่นคง
การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางการจับตาว่า "มิน อ่อง หล่าย" ผู้นำรัฐบาลทหาร จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศอย่างเป็นทางการ หรือเลือกถอยไปกุมอำนาจจากเบื้องหลังผ่านโครงสร้างทางการเมืองที่ออกแบบขึ้นใหม่ เพื่อรักษาอิทธิพลของกองทัพโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งสูงสุดอย่างเป็นทางการ
เมียนมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพมาอย่างยาวนาน แม้กองทัพเคยถอยออกจากบทบาทนำในช่วงการปฏิรูปภายใต้รัฐบาลพลเรือนนานกว่าทศวรรษ แต่ทุกอย่างสิ้นสุดลงเมื่อกองทัพพม่า (Tatmadaw) ก่อรัฐประหารในปี 2021 และควบคุมตัวผู้นำพลเรือน รวมถึง ออง ซาน ซูจี จากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) พร้อมอ้างข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง
...
เหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ ก่อนลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองและวิกฤตมนุษยธรรมที่ยังคงยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน ทิ้งให้การเลือกตั้งครั้งล่าสุดถูกมองว่าไม่ใช่ทางออกของวิกฤต แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกสืบทอดอำนาจภายใต้เงาของกองทัพ
เลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 5 ปี ภายใต้ข้อจำกัดและข้อกังขา
การเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 5 ปีของเมียนมา จัดขึ้นเป็น 3 ระยะ ระหว่างเดือนธันวาคม 2025 ถึงมกราคม 2026 แต่ครอบคลุมเพียง 263 จาก 330 เขตเลือกตั้ง เนื่องจากหลายพื้นที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังต่อต้าน พรรคฝ่ายค้านสำคัญถูกกีดกันจากการแข่งขัน ขณะที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ส่งผลให้พรรคฝ่ายค้านจำนวนมากไม่สามารถลงสมัครได้ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ พรรค USDP ซึ่งมีอดีตนายทหารเป็นแกนนำ จึงคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายตามความคาดหมาย
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า พรรค USDP ครองที่นั่ง 339 จากทั้งหมด 586 ที่นั่ง และเมื่อรวมกับโควตา 166 ที่นั่งของกองทัพที่รัฐธรรมนูญจัดสรรไว้โดยอัตโนมัติ ทำให้ฝ่ายทหารและพรรคพันธมิตรครองเสียงรวมกันถึง 505 ที่นั่ง หรือราว 86% ของรัฐสภา ขณะที่รัฐธรรมนูญยังสำรองที่นั่งในรัฐสภา 25% ให้กองทัพโดยอัตโนมัติ ตอกย้ำการครอบงำทางการเมืองของกองทัพผ่านทั้งกลไกการเลือกตั้งและกฎหมาย
การลงคะแนนในระยะสุดท้ายเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ รวมถึงเมืองใหญ่อย่าง มัณฑะเลย์ และเขตหล่ายง์ธายา ในนครย่างกุ้ง ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร รายงานของรัฐระบุว่ามีผู้มาใช้สิทธิกว่า 13 ล้านคน หรือประมาณ 54% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2020 ที่มีการแข่งขันเสรีมากกว่า และมีผู้มาเลือกตั้งกว่า 70% ตัวเลขที่หายไป สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านระดับการมีส่วนร่วมและบรรยากาศทางการเมืองที่แตกต่างกัน
ความพยายามแสวงหาความชอบธรรม ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน
แม้รัฐบาลทหารภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย จะพยายามสร้างความชอบธรรมผ่านการเลือกตั้ง แต่ในเวทีระหว่างประเทศ รัฐบาลของเขายังคงเผชิญภาวะโดดเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การพบปะกับผู้นำสำคัญ เช่น สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ถูกมองว่าเป็นความพยายามลดแรงกดดันทางการทูต และเพิ่มการยอมรับต่อรัฐบาลทหาร ขณะที่ สหรัฐอเมริกา และชาติตะวันตกยังคงใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันอย่างต่อเนื่อง
...
ในด้านสถานการณ์ในประเทศ กองทัพเมียนมาสามารถยึดพื้นที่คืนได้บางส่วนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยในเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา กองทัพสามารถยึดเมืองนองคิโอ ในรัฐฉานคืนจากกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนเส้นทางการค้าระหว่างจีนและเมียนมา
ต่อมาเดือนกันยายน กองทัพยึดฐานยุทธศาสตร์ที่ปกป้องโรงงานผลิตกระสุนในเขตมาเกวคืนได้ และสามารถกลับมาควบคุมทางหลวงเอเชียหมายเลข 1 ที่เชื่อมไปยังเมืองเมียวดี บริเวณชายแดนไทย เมืองดังกล่าวอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพกะเหรี่ยงแห่งชาติ (KNA) ซึ่งเป็นพันธมิตรของรัฐบาลทหาร และเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางการค้า การพนัน และเครือข่ายสแกมเมอร์
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่ผ่านมายังไม่ใช่จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์โดยรวม เนื่องจากกองทัพยังคงสูญเสียพื้นที่และเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในหลายภูมิภาค แม้การเกณฑ์ทหารจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนกำลังพล และการสนับสนุนจากจีนและรัสเซีย จะช่วยให้กองทัพยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางอากาศและปืนใหญ่ได้ต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีโอกาสน้อยมากที่รัฐบาลทหารจะสามารถยึดคืนหรือสร้างเสถียรภาพในพื้นที่ได้มากพอภายในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการเลือกตั้งที่วางไว้
...
นโยบายพรรค USDP
ก่อนหน้านี้ อู ขิ่น เย ประธานพรรค USDP ได้นำเสนอนโยบาย จุดยืน และแนวทางการดำเนินงานของพรรคเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา โดยเน้นว่าพรรคได้ศึกษาความต้องการของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง และมีแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสวัสดิการสังคม อีกทั้ง พรรคยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะร่วมมือกับกองทัพพม่า เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐ
ในมิติทางการเมือง พรรคสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใต้กรอบที่กำหนด และเน้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งผ่านกระบวนการทางการเมืองและการเจรจา ขณะที่ ในด้านชาติพันธุ์ พรรคมุ่งเน้นสร้างความเป็นหนึ่งเดียว โดยย้ำว่าพรรคมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ และเรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุน
นอกจากนี้ เป้าหมายแรกที่ถูกจับตาหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คือการเร่งสร้าง “เสถียรภาพ” และฟื้นฟูความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งอาจรวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของพรรค USDP
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากมองความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมให้กับโครงสร้างอำนาจใหม่ที่กองทัพพม่ายังคงมีบทบาทชี้ขาดอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะหาก มิน อ่อง หล่าย เลือกใช้อำนาจผ่านกลไกทางการเมืองแทนการดำรงตำแหน่งทางทหารโดยตรง ซึ่งอาจเป็นการฟอกขาวรัฐบาลชุดใหม่ มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในเมียนมา
...
เมียนมากับอนาคตที่ไม่แน่นอน และบทบาทใหม่ของ "มิน อ่อง หล่าย"
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ถูกคาดการณ์ว่าจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อรัฐสภาชุดใหม่เปิดประชุมในเดือนมีนาคมนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญเมียนมากำหนดชัดว่าประธานาธิบดีไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดควบคู่กันไปได้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตำแหน่งที่กุมอำนาจแท้จริง ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าเขาจะยอมละทิ้งอำนาจทางทหาร เพื่อแลกกับบทบาทผู้นำพลเรือนหรือไม่?
อย่างไรก็ดีมีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารหรือประธานาธิบดีอย่างเปิดเผย หลังล่าสุดเมื่อ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา มิน อ่อง หล่ายได้ลงนามในกฎหมายจัดตั้ง “สภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพ” (Union Consultative Council) ที่เปิดทางให้ประธานสภาที่ปรึกษา สามารถกำหนดทิศทางการเมืองได้ โดยไม่ต้องออกหน้าโดยตรง
กฎหมายที่เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐระบุว่า ประธานาธิบดีสามารถจัดตั้งสภานี้ได้ โดยมีสมาชิกอย่างน้อย 5 คน รวมประธาน โดยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและประสานงานในประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ความมั่นคงแห่งชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กระบวนการสันติภาพ ไปจนถึงการออกกฎหมาย ซึ่งนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า สภาที่ปรึกษาสหภาพอาจเปิดทางให้ มิน อ่อง หล่าย ทำหน้าที่กำกับทั้งรัฐบาลและผู้นำกองทัพในเวลาเดียวกัน
ในทางปฏิบัติ สภาดังกล่าวอาจกลายเป็นกลไกอำนาจคู่ขนานที่มีบทบาทชี้นำทิศทางประเทศ การจัดตั้งองค์กรลักษณะนี้สะท้อนรูปแบบการรักษาอำนาจของกองทัพ นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือน
อย่างไรก็ดีจนถึงขณะนี้ ยังไม่ชัดเจนว่า มิน อ่อง หล่าย จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพหรือไม่ หรือจะเลือกดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งระหว่างประธานาธิบดีหรือประธานสภาที่ปรึกษาฯ หรือควบทั้งสองตำแหน่ง
ย้อนรอยรัฐประหาร 2021 กองทัพหวนคืนอำนาจ
การรัฐประหารในเมียนมาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2021 เมื่อกองทัพพม่า (Tatmadaw) ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี และถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนมาอยู่ในมือของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมประกาศให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 เป็นการเลือกตั้งที่ “ไม่ชอบธรรม” และให้คำมั่นว่าจะจัดการเลือกตั้งใหม่หลังสิ้นสุดภาวะฉุกเฉิน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนพิธีปฏิญาณตนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ มีการจับกุมตัว นางออง ซาน ซูจี ประธานที่ปรึกษาแห่งรัฐและผู้นำพรรค NLD ประธานาธิบดี วี่น มหยิ่น (Win Myint) และผู้นำคนสำคัญของพรรค NLD
สาเหตุของการรัฐประหารในครั้งนี้มาจากผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2020 ซึ่งพรรค NLD ชนะอย่างถล่มทลาย ด้วย 396 ที่นั่ง จากทั้งหมด 498 ที่นั่ง หรือเกือบ 80% ของสภา จากอัตราผู้มาใช้สิทธิราว 70% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 37 ล้านคน ขณะที่พรรค สหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ได้ที่นั่งเพียงราว 6% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม กองทัพกล่าวหาว่าการเลือกตั้งเต็มไปด้วยการทุจริต แม้ข้อกล่าวหาดังกล่าวจะไม่เคยได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรม
หลังการรัฐประหาร ประชาชนชาวเมียนมานับหมื่นคนออกมาชุมนุมประท้วงทั่วประเทศเพื่อต่อต้านการยึดอำนาจ พร้อมกับการก่อตั้ง “ขบวนการเคลื่อนไหวอารยะขัดขืน” (Civil Disobedience Movement: CDM) ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรจากหลากหลายวิชาชีพ เช่น แพทย์ ครู และข้าราชการ โดยใช้การหยุดงานเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลทหาร การเคลื่อนไหวครั้งนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนได้รับการขนานนามว่า “การปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ” (Spring Revolution)
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารตอบโต้ด้วยการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน และมีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีอีกจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งได้ยกระดับขึ้นเมื่อกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธหลายกลุ่มประกาศสนับสนุนฝ่ายประชาชน และจัดตั้งแนวร่วมต่อต้านรัฐบาลทหาร นำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ และทำให้เมียนมาจมอยู่ในวิกฤตการเมืองและมนุษยธรรมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ที่มา : gnlm, irrawaddy, washingtonpost, asahi