เทียบเลือกตั้ง 2569 ระหว่าง “ไทย-ญี่ปุ่น” ก่อนลงคะแนนชี้ชะตาประเทศ วันเดียวกัน 8 ก.พ.69 เส้นทางรัฐบาลก่อนยุบสภา-ขั้นตอนการเลือกตั้ง เหมือนและต่างกันอย่างไรบ้าง 

วันที่ 8 ก.พ. 69 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางการเมืองของเอเชีย เมื่อประเทศไทยและญี่ปุ่นต่างจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันเดียวกัน เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตทางการเมืองของแต่ละประเทศ ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชน และแรงกดดันทางการเมืองที่สะสมมาก่อนหน้า

แม้จะเป็นการหย่อนบัตรในวันเดียวกัน แต่บริบททางการเมือง กติกาการเลือกตั้ง ไปจนถึงโจทย์หลังการเลือกตั้งของทั้งสองประเทศกลับแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยและญี่ปุ่นต้องเผชิญร่วมกันคือ ความท้าทายสำคัญหลังปิดหีบเลือกตั้ง นั่นคือ “การจัดตั้งรัฐบาล” ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทั้งไทยและญี่ปุ่น

เส้นทางก่อนมาสู่การเลือกตั้ง

เส้นทางของประเทศไทยก่อนมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ เต็มไปด้วยความผันผวนทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 68 เพื่อเปิดทางให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินทิศทางประเทศอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ยังคงไม่แน่นอน และการแข่งขันของพรรคการเมืองที่ทวีความเข้มข้นขึ้น

...

หากย้อนกลับไปตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 จะเห็นได้ว่าการเมืองไทยอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีการผลัดเปลี่ยนเก้าอี้นายกฯ ถึง 3 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี เริ่มจากนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ต้องลงจากเก้าอี้นายกฯ ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ 

ต่อมาคือนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ หญิง ซึ่งต้องลงจากตำแหน่งจากดาบเดียวกัน คือทำผิดมาตรฐานจริยธรรม ปมคลิปเสียงสนทนาสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ส่งต่อหน้าที่ให้กับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม นั่งรักษาการแทน 

ก่อนที่อำนาจบริหารจะส่งต่อมาถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ คนล่าสุด ซึ่งภายหลังบริหารประเทศได้ระยะหนึ่ง ก่อนตัดสินใจยุบสภาหลังเกิดปมขัดแย้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคประชาชน โดยนายอนุทินให้เหตุผลการยุบสภาว่า ประเทศกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ขณะที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยขาดเสถียรภาพผลักดันนโยบายได้ยาก จึงคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งควบคู่กับการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า การเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ จะสามารถสร้างเสถียรภาพให้ประเทศได้มากเพียงใด

ขณะที่ฝั่งญี่ปุ่น เส้นทางก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ก็เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนไม่แพ้กัน การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 69 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกฯ คนล่าสุดของญี่ปุ่นประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 69 เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขอฉันทามติจากประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงร่วมกับพันธมิตรรัฐบาลชุดใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจภายในประเทศ และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคที่ทวีความตึงเครียด

ก่อนหน้านี้ เกมการเมืองญี่ปุ่นเริ่มสั่นคลอนมาตั้งแต่ยุคของนายฟูมิโอะ คิชิดะ ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่ พ.ย.2564 ตัดสินใจไม่ลงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือพรรคแอลดีพี อีกสมัยเมื่อช่วง ต.ค.2567 การตัดสินใจดังกล่าวถูกมองว่าเป็นเสมือนการปิดฉากเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ ท่ามกลางคะแนนนิยมของรัฐบาลที่ตกต่ำต่อเนื่อง จากกรณีเงินบริจาคพรรคการเมืองที่ขาดความโปร่งใส และข้อครหาทางการเมืองอีกหลายประเด็นที่รุมเร้า

ต่อมานายชิเงรุ อิชิบะ ได้รับเลือกให้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแอลพีดี และเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ พร้อมภารกิจฟื้นศรัทธาต่อรัฐบาลและพรรค อย่างไรก็ตามความท้าทายทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป เมื่อพรรคแอลดีพีสูญเสียเสียงข้างมากในสภา ส่งผลให้อิชิบะประกาศลาออกในเดือนกันยายน 2568 เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง 

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองญี่ปุ่น นำไปสู่การปรับสมดุลอำนาจภายในพรรคแอลดีพี และเปิดทางให้นางซานาเอะ ทาคาอิจิ ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น

...

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยุบสภาของทาคาอิจิในช่วงต้นของสมัยประชุมสามัญได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปีที่ญี่ปุ่นมีการยุบสภาในช่วงเวลาดังกล่าว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ซึ่งมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในเดือนเมษายน

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคแอลดีพีวางเป้าหมายชัดเจนในการคว้าเสียงข้างมากในสภา เพื่อใช้เป็นฉันทามติจากประชาชน รองรับการผลักดันนโยบายด้านยุทธศาสตร์ ความมั่นคง และเศรษฐกิจในระยะยาว ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ ทั้งค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ความมั่นคงในภูมิภาคที่ทวีความตึงเครียด และความนิยมของรัฐบาลที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกัน พรรคแอลดีพีกำลังเผชิญบททดสอบทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ด้วยการจับมือกับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น หรือพรรคอิชิน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม ขณะที่ฝั่งฝ่ายค้านรวมตัวกัน นำโดยพรรคประชาธิปไตยแห่งรัฐธรรมนูญ (ซีดีพี) และพรรคโคเมโตะ ซึ่งเป็นอดีตพันธมิตรใกล้ชิดของพรรคแอลดีพีมาอย่างยาวนานถึง 26 ปี

ทั้งหมดนี้ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกตั้งตามวาระ หากแต่เป็นการตัดสินอนาคตทางการเมืองของญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าพรรคแอลดีพีจะยังสามารถรักษาความเป็นพรรคแกนนำ และครองเสียงข้างมากในสภาได้หรือไม่ ท่ามกลางกระแสความนิยมที่ถูกจับตาว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

เลือกตั้งเหมือนกัน แต่กติกาต่างกัน

แม้ประเทศไทยและญี่ปุ่นจะมีรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกำหนดให้ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิใช้เสียงเลือกผู้แทนเช่นเดียวกัน และในครั้งนี้ก็กำลังเดินเข้าสู่คูหาเลือกตั้งในวันเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้ว กติกาการเลือกตั้งของทั้งสองประเทศกลับมีความแตกต่าง ทั้งในด้านโครงสร้างและจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วิธีการเลือกตั้ง ขั้นตอนในวันเลือกตั้ง ตลอดจนการลงคะแนนล่วงหน้า ซึ่งล้วนสะท้อนบริบททางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน

...

จำนวน สส.

สำหรับระบบเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งสองประเทศใช้ระบบเลือกตั้งแบบผสม โดยญี่ปุ่นมี สส.ทั้งหมด 465 คน แบ่งเป็น สส. เขตเลือกตั้ง 289 คน และ สส. บัญชีรายชื่อ 176 คน ขณะที่ประเทศไทยมี สส. รวม 500 คน แบ่งเป็น สส.เขต 350 คน และ สส. บัญชีรายชื่อ 150 คน โดยทั้งสองประเทศกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งไว้เท่ากัน คือ 4 ปี

ความแตกต่างยังปรากฏให้เห็นชัดเจนในขั้นตอนเชิงปฏิบัติในการเลือกตั้ง โดยญี่ปุ่นกำหนดเวลาเปิดคูหาในพื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น. ขณะที่ประเทศไทยเปิดให้ประชาชนลงคะแนนพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงเวลา 08.00-17.00 น. 

การลงคะแนนเสียง 

นอกจากนี้ วิธีการลงคะแนนเสียงยังสะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองที่ต่างกัน ญี่ปุ่นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขียนชื่อ-นามสกุลของผู้สมัคร รวมถึงชื่อพรรคการเมืองที่ต้องการเลือกลงในบัตรด้วยตนเอง ขณะที่ประเทศไทยใช้วิธีทำเครื่องหมายกากบาทลงในหมายเลขผู้สมัคร ซึ่งเป็นรูปแบบที่ประชาชนคุ้นเคยและใช้มาอย่างยาวนาน

...

การเลือกตั้งล่วงหน้า 

ในประเด็นการลงคะแนนเสียงล่วงหน้า ญี่ปุ่นเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันถัดจากประกาศผู้สมัครอย่างเป็นทางการไปจนถึงวันก่อนวันเลือกตั้งจริง โดยสามารถเดินเข้าไปใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตของตนเองโดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้คือวันที่ 28 ม.ค.-7 ก.พ.2569 ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้สิทธิ 

ขณะที่ประเทศไทยกำหนดวันลงคะแนนล่วงหน้าเป็นการเฉพาะ โดยส่วนใหญ่เป็นวันอาทิตย์ในสัปดาห์ก่อนหน้าวันเลือกตั้งจริง ซึ่งครั้งนี้ตรงกับวันที่ 1 ก.พ. 69 ก่อนเข้าสู่วันเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ. นี้

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือระยะเวลาในการหาเสียงเลือกตั้ง ประเทศไทยมีระยะเวลาหาเสียงรวม 57 วัน นับตั้งแต่หลังการยุบสภา ขณะที่ญี่ปุ่นมีระยะเวลาเพียง 16 วันเท่านั้น ความแตกต่างด้านกรอบเวลานี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดเตรียมการเลือกตั้งและการเตรียมตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งของทั้งสองประเทศ

แม้ปลายทางของทั้งสองประเทศจะเหมือนกันคือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดทิศทางทางการเมืองผ่านคูหาเลือกตั้ง แต่กติกา วิธีการ และรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนกลับสะท้อนบริบททางการเมืองและวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งอาจส่งผลทั้งต่อพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และต่อผลลัพธ์ทางการเมืองในภาพรวม

โจทย์ใหญ่หลังการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงของทั้งสองประเทศอาจไม่ได้จบลงในวันหย่อนบัตร หากแต่อยู่ที่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง

ด้านญี่ปุ่น แม้พรรคแอลดีพีจะเป็นพรรคการเมืองหลักมาอย่างยาวนาน แต่การย้ายขั้วของอดีตพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้การแข่งขันเพื่อช่วงชิงเสียงข้างมากในสภาเข้มข้นมากขึ้น การได้ครองเสียงข้างมากจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดอนาคตของพรรค และตำแหน่งนายกฯ ในระยะต่อไป

ขณะที่ประเทศไทย พรรคการเมืองหลายพรรคต่างเร่งแย่งชิงจำนวนที่นั่งในสภา เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาล โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะมีรูปแบบเช่นใด และจะสามารถสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด

วันที่ 8 ก.พ. นี้ จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการหย่อนบัตรเท่านั้น หากแต่คือจุดเริ่มต้นของบททดสอบทางการเมืองครั้งสำคัญของทั้งประเทศไทยและญี่ปุ่น ซึ่งผลลัพธ์หลังเลือกตั้งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางประเทศในระยะยาวต่อจากนี้