เส้นทาง “ทรัมป์” หวังเข้าครอบครอง “กรีนแลนด์” มาหลายปี ยอมหักพันมิตรนาโต ขู่ขึ้นภาษี 10-25% กดดัน 8 ชาติที่คัดค้าน ด้าน “อียู” เตรียมงัดมาตรการตอบโต้ ซึ่งอาจรวมถึง ACI   

ความสัมพันธ์สหรัฐอเมริกาและหลายชาติยุโรปตึงเครียดหนัก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเจตจำนงหวังเข้าครอบครอง “กรีนแลนด์” ดินแดนปกครองกึ่งปกครองตนเองภายใต้ประเทศเดนมาร์ก ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชาคมโลกโดยเฉพาะเดนมาร์กและสหภาพยุโรปที่เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน อาจสั่นคลอนสัมพันธ์ซีกโลกตะวันตก กระทบภาพใหญ่ของภูมิรัฐศาสตร์ 

ไทม์ไลน์ความสนใจของ "ทรัมป์" ต่อกรีนแลนด์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงออกว่าต้องการได้ กรีนแลนด์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา แต่เคยยกขึ้นมากล่าวถึงอยู่หลายครั้งตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อปี 2019 ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ทรัมป์เคยเสนอแนวคิดในการซื้อกรีนแลนด์อย่างเปิดเผย ทว่าแนวคิดดังกล่าวถูกปฏิเสธทั้งจากรัฐบาลเดนมาร์กและรัฐบาลกรีนแลนด์ โดยยืนยันตรงกันว่า “กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้สำหรับขาย”

...

กระแสความสนใจดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง หลังทรัมป์หวนคืนสู่ทำเนียบขาวในเดือนมกราคม 2025 โดยท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ชัดเจนขึ้น เมื่อรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เดินทางเยือนกรีนแลนด์ในเดือนมีนาคมและออกมาวิจารณ์ว่าเดนมาร์กลงทุนไม่เพียงพอในการคุ้มครองและปกป้องดินแดนแห่งนี้

ต่อมาในช่วงปลายปี 2025 ทรัมป์ได้แต่งตั้งเจฟฟ์ แลนดรี เป็นทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนแนวคิดในการผลักดันให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และสะท้อนว่าประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ แต่ถูกยกระดับเป็นวาระทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2025 หลัง สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการในเวเนซุเอลา พร้อมควบคุมตัวนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาและภริยาส่งตัวมาดำเนินคดีในสหรัฐฯ ด้วยข้อกล่าวหาก่อการร้ายทางยาเสพติด ทำให้นานาชาติเกิดความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเปิดปฏิบัติการลักษณะนี้ในพื้นที่อื่นๆ หรือไม่ โดยเฉพาะกรีนแลนด์ ที่ทรัมป์ส่งสัญญาณมาโดยตลอดหรือไม่

ซึ่งความกังวลนี้ก็เกิดขึ้นจริงในเวลาไม่นาน เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2026 ทำเนียบขาว ออกแถลงการณ์ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้มีการหารือเกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ ในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งรวมถึงการใช้กำลังทหารด้วย โดยย้ำว่าการเข้าครอบครองกรีนแลนด์เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับความมั่นคงของชาติ ซึ่งตามมาด้วยเสียงคัดค้านจากประชาคมโลก โดยเฉพาะสหภาพยุโรป

ความเคลื่อนไหว 17 ม.ค. 2026 ปธน.ทรัมป์ ขู่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจาก 8 ประเทศที่คัดค้านการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นชาติสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ได้แก่ เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ โดยจะปรับขึ้นภาษี 2 ระยะ คือ เริ่มจัดเก็บภาษีในอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน หากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกรีนแลนด์ได้

ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุด 19 ม.ค. 2026 ผู้นำสหภาพยุโรปมีกำหนดหารือแนวทางรับมือสถานการณ์ดังกล่าวในการประชุมฉุกเฉินที่กรุงบรัสเซลส์ในวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) นี้ โดยหนึ่งในทางเลือกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการนำมาตรการภาษีตอบโต้ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 93,000 ล้านยูโร (ประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท) กลับมาใช้ ซึ่งอาจมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ หลังจากถูกระงับไว้เป็นเวลา 6 เดือน

อีกทางเลือกหนึ่งคือการพิจารณาใช้ “มาตรการต่อต้านการบีบบังคับ” (Anti-Coercion Instrument: ACI) ซึ่งไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน โดยมาตรการดังกล่าวทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการตอบโต้เพื่อยุติการบีบบังคับทางเศรษฐกิจที่ประเทศอื่นทำกับสหภาพยุโรป ครอบคลุมถึงการจำกัดการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การลงทุน และกิจกรรมทางการธนาคาร ตลอดจนการจำกัดการค้าภาคบริการ ซึ่งเป็นภาคที่สหรัฐฯ เกินดุลการค้ากับสหภาพยุโรปโดยเฉพาะบริการดิจิทัล

โดย 8 ประเทศที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้า ได้ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันการสนับสนุนเดนมาร์กและประชาชนชาวกรีนแลนด์ ระบุว่า ในฐานะประเทศสมาชิก NATO ทุกประเทศมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ร่วมของพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

...

แถลงการณ์ยังเตือนว่า การข่มขู่ด้วยมาตรการทางภาษีบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว จนอาจเกินกว่าที่จะควบคุมได้

เหตุใดกรีนแลนด์จึงมีความสำคัญ

กรีนแลนด์เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในภูมิภาคอาร์กติก มีพื้นที่ราว 2.2 ล้านตารางกิโลเมตร ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับเขตอาร์กติก ทำให้กรีนแลนด์มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง ทั้งในฐานะพื้นที่สำหรับระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีเกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการติดตามความเคลื่อนไหวของเรือและกิจกรรมทางทหารในภูมิภาคอาร์กติก

นอกเหนือจากมิติด้านความมั่นคงแล้ว กรีนแลนด์ยังถูกจับตาในฐานะแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสนใจต่อทรัพยากรของเกาะแห่งนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแร่หายาก ยูเรเนียม และแร่เหล็ก รวมถึงความเป็นไปได้ในการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปริมาณมาก

อีกทั้ง ประเด็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์สอดคล้องกับแนวคิดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทรัมป์ ซึ่งให้ความสำคัญกับแหล่งทรัพยากรในหลายพื้นที่ของโลก เช่น กรณียูเครน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เคยย้ำว่า “เราต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพราะแร่ธาตุ”

...

เขายังกล่าวซ้ำหลายครั้งถึงภัยคุกคามจากมหาอำนาจคู่แข่ง โดยเตือนว่า หากสหรัฐฯ ไม่เข้ามามีบทบาทในกรีนแลนด์ รัสเซียหรือจีนอาจเข้ามาแทนที่ ซึ่งจะส่งผลต่อดุลอำนาจและความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก และเวทีโลกในระยะยาว