รัฐประหารในเมียนมาผ่านมา 3 ปีกว่า จะกลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบหรือไม่? ระหว่างกลุ่มต่อต้านกับกองทัพเมียนมา ซึ่งที่ผ่านมามีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 3 ล้านคน และมีผู้ถูกสังหารกว่า 5 พันศพ หรือมากกว่านั้น จากการที่กองทัพเมียนมาเพิ่มการโจมตีทางอากาศฝ่ายตรงข้ามแบบไม่ยั้ง ไม่สนว่าเป็นชุมชนของพลเรือนหรือไม่ ทำให้วิกฤติด้านมนุษยธรรมส่อเค้ารุนแรงมากขึ้น เป็นฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด 

เดือน เม.ย. 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีของไทย เคยแสดงจุดยืนไทยจะไม่เข้าข้างฝ่ายใด แสดงความกังวลและเป็นห่วงต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเมียนมา แต่รายงานล่าสุดของสหประชาชาติ เหมือนตบหน้าไทยอย่างจัง มีการระบุว่ากองทัพเมียนมายังคงเข้าถึงเงินทุนและอาวุธ โดยไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง มีบริษัทที่จดทะเบียนในไทยทำการถ่ายโอนอาวุธ และวัสดุที่เกี่ยวข้อง มูลค่าราว 4,431 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2023 แทนที่บริษัทจดทะเบียนในสิงคโปร์เคยทำหน้าที่จัดหาให้ หลังรัฐบาลสิงคโปร์ประกาศใช้กฎหมายต่อต้านการฟอกเงินคุมบริษัทในประเทศ ไม่ให้ช่วยเหลือเผด็จการทหารเมียนมา

...

กลายเป็นว่าไทยอาจเป็นแหล่งใหม่ในการส่งออกอาวุธให้กองทัพเมียนมา เพราะรายงานของสหประชาชาติ ชี้ชัดว่ามีการนำเข้าอาวุธผ่านธนาคารต่างชาติถึง 16 แห่งใน 7 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือ ธนาคารของไทย จนสมาคมธนาคารไทย ว่อนแถลงการณ์ออกมายืนยัน ธนาคารพาณิชย์ของไทยมีนโยบายชัดเจน ไม่สนับสนุนการจัดซื้ออาวุธและสรรพาวุธกับองค์กรทางทหารของเมียนมา รวมถึงให้ความสำคัญต่อการป้องกัน และห้ามนำธุรกรรมทางเงินของภาคธนาคารไปใช้ในการจัดซื้ออาวุธที่นำไปใช้ละเมิดสิทธิมนุษยชน  

ก่อนหน้านั้นรายงาน “การค้าความตายพันล้านดอลลาร์: เครือข่ายอาวุธนานาชาติ ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา” (The Billion Dollar Death Trade: The International Arms Networks that Enable Human Rights Violations in Myanmar) รวบรวมเอกสารการสั่งซื้อ 12,500 รายการ จัดส่งตรงไปยังกองทัพเมียนมา และผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ 1 ก.พ. 2564 ถึงเดือน ธ.ค. 2565 พบว่าที่มาอาวุธใช้กระทำทารุณต่อพลเรือน มาจาก 5 ประเทศ คือ รัสเซีย 406 ล้านดอลลาร์ จีน 267 ล้านดอลลาร์ สิงคโปร์ 254 ล้านดอลลาร์ อินเดีย 51 ล้าน และไทย 28 ล้านดอลลาร์ 

ซื้อขายอาวุธ รู้ๆ กันอยู่ รัฐบาลไทยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ข้อมูลที่ออกมาตอกย้ำ อาจทำให้รัฐบาลไทยหนักใจ จนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็ได้ อย่างที่ “กฤษณะ โชติสุทธิ์” อาจารย์ประจําหลักสูตรพม่าศึกษา ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ออกมาบอก และหากธนาคารของไทยเป็นตัวกลางทำธุรกรรมจัดซื้ออาวุธให้กับกองทัพเมียนมา ก็น่าจะในลักษณะการสร้างสัมพันธ์ที่ดี เพราะชนชั้นนำของไทย มีสัมพันธ์มายาวนานกับกองทัพเมียนมา เป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายรัฐบาลไทยต้องรีบออกมาชี้แจง หาคำตอบ หาข้อเท็จจริง หากโดนคว่ำบาตร ก็จะแย่ ทำให้เศรษฐกิจไทยยิ่งบอบช้ำมาก ส่วนจะเป็นเงื่อนไขทำให้ไทยถูกคว่ำบาตรหรือไม่ ต้องดูท่าทีชาติตะวันตกและสหรัฐฯ 

ขณะที่สถานการณ์การสู้รบในเมียนมาขณะนี้ มีการปะทะน้อยลง หลังฐานปฏิบัติการทางทหารตามแนวชายแดนของกองทัพเมียนมา ถูกกองกำลังกลุ่มชาติพันธ์ุโจมตีเป็นส่วนใหญ่ จนเหลือแต่ฐานปฏิบัติการระดับกองพัน และระดับกองร้อยในบางจุดเท่านั้น โดยใช้เครื่องบินลำเลียงเสบียง และอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะทางราบไม่สามารถทำได้ ทำให้การปะทะน้อยลง แต่ไม่ใช่จะหยุดโจมตี และจะเห็นว่ากองทัพเมียนมา คุมตามหัวเมืองมากกว่าชายแดน เป็นการตั้งรับ หาจังหวะเข้าโจมตีฝ่ายตรงข้ามเป็นจุดๆ ซึ่งน่ากลัว

“เรื่องไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดซื้ออาวุธ ให้กับกองทัพเมียนมา ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึง ทำให้ประเมินได้ยาก แต่ตั้งคำถามว่า อาวุธที่ส่งมาจากไทย เอาไปทำอะไรบ้าง หรืออาวุธของกองทัพเมียนมา ร่อยหรอจริงๆ ขณะเดียวกัน กองทัพเมียนมา ก็มีโรงงานผลิตอาวุธ หรือก่อนหน้านี้ที่สู้รบน้อยลง อาจขาดแคลนอาวุธ จนข้อมูลโผล่มาจากยูเอ็น อาจเป็นเรื่องเก่าที่เพิ่งได้ข้อมูลมา และรัฐบาลไทยในอดีต โดยเฉพาะสมัยชวลิต ยงใจยุทธ มีสัมพันธ์แน่นกับกองทัพเมียนมา และเมื่อเวลาผ่านไปอาจมีคนสานต่อ”

...

กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ยึดยานเกราะของกองทัพเมียนมา
กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ยึดยานเกราะของกองทัพเมียนมา

ผลประโยชน์เครือข่ายชนชั้นนำ ไทย-เมียนมา ต้องพึ่งพากัน

การที่ไทยส่งอาวุธให้กองทัพเมียนมา อาจเกี่ยวข้องกับกรณีชาวเมียนมา เข้ามาซื้อคอนโดฯ ในไทยเพิ่มมากขึ้น เป็นความสัมพันธ์ระหว่างทหารไทยกับทหารเมียนมา และเชื่อมไปสู่ชนชั้นนำในไทย ให้ได้ประโยชน์จากการขายอาวุธ หรือว่าไทยถูกบีบ จำต้องส่งอาวุธให้กองทัพเมียนมา เพื่อรักษาเครือข่ายผลประโยชน์ และเมื่อดูตัวเลขการลงทุนในเมียนมา ก็พบว่าไทยเป็นเบอร์ต้น เพราะกองทัพเมียนมามักสร้างกฎระเบียบ สร้างการผูกขาดให้กับนักธุรกิจบางกลุ่มที่มีความใกล้ชิด มาตั้งแต่ปี 1990 แม้เปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลพลเรือนก็ตาม แต่กองทัพเมียนมาก็ยังคงมีบทบาท

ที่ผ่านมาธนาคารของไทย เข้ามาตั้งในเมียนมามานานแล้ว อาจซัพพอร์ตได้มากกว่าธนาคารอื่น อย่างในเมืองย่างกุ้ง มี 2 ธนาคารที่เป็นของไทย ก็น่าจะมีเสถียรภาพทางระบบอาจมีแนวโน้มเป็นไปได้ตามรายงานของสหประชาชาติ น่าจะเอื้อต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน อีกทั้งรัฐบาลไทยยังต้องพึ่งทรัพยากรธรรมชาติในเมียนมา และนายทุนของไทยก็ได้ประโยชน์ในการส่งออกไปเมียนมา จากข้อมูลการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ก็ยังสูงต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลไทยหนักใจ

...

สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาจะเป็นไปในทิศทางใด ค่อนข้างประเมินยาก และช่วงนี้เข้าหน้าฝน การสู้รบมีความลำบาก ทำให้การปะทะน้อยลง ซึ่งต้องดูยุทธศาสตร์ของแต่ละฝ่าย จะต้องใช้เวลา เพราะทั้ง 2 ฝ่ายก็ต้องการท่อน้ำเลี้ยง หรือในอนาคตกลุ่มต่อต้านอาจมีการโจมตีเมืองในส่วนกลางมากขึ้น เป็นเกมช่วงชิงอำนาจว่าตัวเองยังมีอำนาจอยู่

แต่ประเมินแล้วเป็นงานยากของกลุ่มต่อต้านในการต่อสู้กับกองทัพเมียนมา และการจะหวังกองกำลังกลุ่มชาติพันธ์ุมาช่วยคงไม่ได้ เพราะไม่มีเอกภาพ หากกองทัพเมียนมายื่นเสนอผลประโยชน์ ก็ไม่น่าปฏิเสธในการเป็นพวกเดียวกับกองทัพเมียนมา ซึ่งทุกอย่างเกิดได้หมด แม้กระทั่งวันนี้มีการปะทะน้อยลง เป็นส่ิงที่น่าคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่.