ทำความเข้าใจกับ "กฎของมัวร์" ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ถึงปัจจุบันและอนาคต....
กฎของมัวร์ (Moore’s Law)?!
กฎของมัวร์ ตายแล้ว!
กฎของมัวร์ ยังไม่ตาย!
กฎของมัวร์ กล่าวว่า :-
“จำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปซิลิคอนจะเพิ่มขึ้นสองเท่าทุกหนึ่งปี”
หรือ “จำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปซิลิคอนจะเพิ่มขึ้นสองเท่าทุก 18 เดือน
หรือ “จำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปซิลิคอนจะเพิ่มขึ้นสองเท่าทุกสองปี”
จริงหรือไม่ ผู้ตั้งกฎของมัวร์ ถูกเรียกเป็น “หนึ่งในแปดคนทรยศ”
“เชื่อ คิดและทำ อย่างวิทยาศาสตร์” วันนี้ ขอนำท่านผู้อ่าน ไปติดตามเรื่องราวบางส่วนของ “กฎของมัวร์” ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ถึงปัจจุบันและอนาคต (ถ้ามี?!)
กอร์ดอน มัวร์ ก่อนจะถึง “กฎของมัวร์”
“กฎของมัวร์” มีที่มาจากชื่อ กอร์ดอน มัวร์ (Gordon Moore) นักเคมี, วิศวกร และนักธุรกิจชาวอเมริกัน
กอร์ดอน มัวร์ เกิดวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1929 ที่เมืองเพสคาเดโร รัฐแคลิฟอร์เนีย มีบิดาเป็นนายอำเภอ ตอนอายุ 11 ปี มัวร์ ได้รับของขวัญคริสต์มาสเป็นชุดการทดลองเคมี ของขวัญที่กระตุ้นแรงบันดาลใจให้มัวร์อยากเป็นนักเคมีตั้งแต่เด็ก
...
มัวร์เข้าศึกษาเคมีที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียที่เบิร์กลีย์ ในปี ค.ศ. 1948 ที่นั่นเขาได้เรียนเคมีจาก นักเคมีสำคัญ ระดับรางวัลโนเบลสามคน คือ :-
*เกลน ซีบอร์ก ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ประจำปี ค.ศ. 1951
*เมลวิน คาลวิน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ประจำปี ค.ศ. 1961
*วิลเลียม จิออค ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ประจำปี ค.ศ. 1949
มัวร์จบปริญญาตรีเคมีจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียในปี ค.ศ. 1950 แล้วเข้าศึกษาต่อที่คาลเทค (CALTECH : California Institute of Technology) ได้รับปริญญาเอกเคมีในปี ค.ศ. 1954 ขณะมีอายุ 25 ปี
แต่...ก่อนจะได้รับปริญญาเอกเคมีจากคาลเทค มัวร์ก็ไปทำงานวิจัยทางฟิสิกส์ ในระดับหลังปริญญาเอก (Postdoctoral Research) ที่ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปคินส์ ในปี ค.ศ. 1953 ถึง 1956
หลังทำงานการวิจัยที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปคินส์ มัวร์ได้เข้าทำงานกับ บริษัทชอกลีย์เซมิคอนดักเตอร์แล็บบอแรตทอรี ตั้งขึ้นมาโดย วิลเลียม ชอกลีย์ (William Shockley) ในปี ค.ศ. 1956 ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จบปริญญาเอกใหม่ๆ หลายคน
การเข้าร่วมทำงานกับชอกลีย์ ดูจะเป็นเรื่องดี เรื่องน่าตื่นเต้น เพราะชอกลีย์กำลังเป็นหนึ่งในนักฟิสิกส์โด่งดังของสหรัฐอเมริกาและของโลก บริษัทชอกลีย์เซมิคอนดักเตอร์แล็บบอแรตทอรี ก็เป็นบริษัทบุกเบิกของ ซิลิคอนแวลลีย์ แห่งแคลิฟอร์เนีย ศูนย์กลางบริษัททางด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ของโลก
ที่สำคัญ ชอกลีย์ ก็ได้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ (ร่วมกับ จอห์น บาร์ดีน และ วอลเตอร์ แบรตเตน) ประจำปี ค.ศ. 1956 สำหรับผลงานการวิจัยเกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์
แต่แล้ว มัวร์ซึ่งมีประสบการณ์ได้รับแรงบันดาลใจจากนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลมาก่อน ซึ่งเขาก็หวังว่า การได้เข้าทำงานกับบริษัทของชอกลีย์ น่าจะเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับการทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพ ก็ต้องผิดหวัง และกลายเป็นหนึ่งใน “แปดผู้ทรยศ” ของชอกลีย์
ชอกลีย์ กับการทิ้งระเบิดปรมาณูญี่ปุ่นและเรื่องของ “แปดผู้ทรยศ”!
วิลเลียม ชอกลีย์ เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเรื่อง “การตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณู” กับประเทศญี่ปุ่น
...
เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 ก่อนการตัดสินใจจะใช้ระเบิดปรมาณูกับประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ของสหรัฐฯ รัฐบาลสหรัฐฯ โดยกระทรวงการสงครามได้ขอความเห็นจากชอกลีย์ ผลการยกพลขึ้นบกบุกประเทศญี่ปุ่นในปลายสงครามโลกครั้งที่สอง
ชอกลีย์สรุปว่า : จะมีคนญี่ปุ่นเสียชีวิตอย่างน้อง 5 ถึง 10 ล้านคน และจะมีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ชีวิตระหว่าง 1.7 ถึง 4 ล้านคน โดยมีทหารอเมริกันเสียชีวิตระหว่าง 400,000 ถึง 800,000 คน
ผลจากรายงานของชอกลีย์ ทำให้สหรัฐอเมริกาตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชอกลีย์ก็กลับเข้าสู่งานวิจัยทางฟิสิกส์ของเขา และสร้างผลงานมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์
เมื่อมัวร์เข้าร่วมทำงานที่บริษัทชอกลีย์เซมิคอนดักเตอร์แล็บบอแรตทอรี ในตอนแรก เขาก็เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ คือ ตื่นเต้นที่จะได้ทำงานกับชอกลีย์ นักวิทยาศาสตร์มีชื่อเสียง
...
แต่แล้ว ไม่นานต่อมา มัวร์และนักวิทยาศาสตร์หนุ่มหลายคน ก็เริ่มรู้สึกอึดอัด และเริ่มไม่มีความสุขกับการทำงานกับชอกลีย์
สาเหตุคือ ชอกลีย์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ปราดเปรื่องในการวิจัย แต่ไม่ใช่ “แบบอย่างที่ดีของผู้นำองค์กร” กับความเป็นคนเจ้าระเบียบ เข้มงวด และเจ้าอารมณ์ของเขา
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1957 มัวร์และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์อีก 7 คน ก็ลาออกจากบริษัทของชอกลีย์ เพื่อไปตั้งบริษัทใหม่ “แฟร์ไชลด์เซมิคอนดักเตอร์” (Fairchild Semiconductor) ทำกิจกรรมและธุรกิจแบบเดียวกับบริษัทของชอกลีย์
ชอกลีย์โกรธมาก เรียกการกระทำของ 8 นักวิทยาศาสตร์ที่ออกจากบริษัท เป็น “การทรยศหักหลัง”
ต่อๆ มา กลุ่มนักวิทยาศาสตร์แปดคนนี้ ก็ถูกเรียกเป็น “แปดผู้ทรยศ” (“Traitorous Eight”)
...
กอร์ดอน มัวร์ กับ “กฎของมัวร์”!
กอร์ดอน มัวร์ ร่วมก่อตั้งบริษัทแฟร์ไชลด์เซมิคอนดักเตอร์ และมีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อใช้งานด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957
ต่อมาในปี ค.ศ. 1968 มัวร์ก็ร่วมก่อตั้งบริษัทใหม่ ชื่อ อินติเกรตเต็ดอิเล็กทรอนิกคอร์ปอเรชัน (Integrated Electronic Corporation) โดยมีสำนักงานอยู่ที่ซานตาคลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย
ต่อมาอีก อินติเกรตเต็ดอิเล็กทรอนิกคอร์ปอเรชัน ก็เปลี่ยนชื่อเป็น อินเทลคอร์ปอเรชัน (Intel Corporation) ที่รู้จักเรียกกันเป็นอินเทล (Intel) และกลายเป็นบริษัทผู้นำของโลก ในการผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์, คอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ตั้งแต่รุ่นบุกเบิกถึงบั้นปลายชีวิต มัวร์ก็เป็นบุคคลสำคัญของอินเทลทั้งในการบริหารและการพัฒนาเทคโนโลยี
สำหรับเรื่องเกี่ยวกับ “กฎของมัวร์” มีที่มาในปี ค.ศ. 1965 ขณะที่มัวร์กำลังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่แฟร์ไชลด์เซมิคอนดักเตอร์ นิตยสาร Electronic Magazine ขอให้มัวร์พยากรณ์ไปในอนาคตอีกสิบปีว่า อุตสาหกรรมในส่วนเกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นอย่างไร?
มัวร์ตอบเป็นบทความตีพิมพ์วันที่ 19 เดือนเมษายน พ.ศ. 1965 สรุปว่า :-
จากการสังเกตของมัวร์ ในรอบสิบปีที่ผ่านไป จำนวนทรานซิสเตอร์ในวงจรรวมหรือบนชิปซิลิคอน ได้เพิ่มขึ้นประมาณสองเท่าทุกปี และเขาคาดว่า สถานการณ์จะยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกอย่างน้อยสิบปี
ต่อมา เมื่อถึงปี ค.ศ. 1975 จากข้อสังเกตของมัวร์ในรอบอีกสิบปีที่ผ่านไป และแนวโน้มต่อไปในอนาคต เขาได้เปลี่ยนอัตราการเพิ่มของทรานซิสเตอร์บนชิปซิลิคอนขึ้นสองเท่าทุกหนึ่งปี สำหรับสิบปีที่ผ่านไป เป็นสองเท่าทุกสองปี สำหรับแนวโน้มต่อไปในอนาคตอีกอย่างน้อยสิบปี
ข้อเท็จจริงน่าสนใจสำหรับกฎขอมัวร์คือ :-
(1) มัวร์มิได้ตั้งกฎของมัวร์ตามหลักการพื้นฐานของธรรมชาติหรือทางฟิสิกส์ ดังเช่น สมการ E = mc² ของไอน์สไตน์ แต่เป็นกฎตาม “ข้อสังเกต” ของเขา
(2) จริงๆ แล้ว มัวร์มิได้เป็นคนตั้งชื่อหรือคำ “กฎของมัวร์” ที่ใช้กันโดยทั่วไป
ตามหลักฐานบันทึกในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer History Museum) ที่เมาน์เทนวิว แคลิฟอร์เนีย ผู้ตั้งคำ “กฎของมัวร์” คือ คาร์เวอร์ มีด (Carver Mead) ศาสตราจารย์นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่คาลเทค ผู้บุกเบิกทางด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเป็นสหายสนิทกับกอร์ดอน มัวร์
คาร์เวอร์ มีด ตั้งคำ “กฎของมัวร์” เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1975 และทำให้ “กฎของมัวร์” เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
กฎของมัวร์มีเพียง 2 เวอร์ชัน!
กฎของมัวร์มีกี่เวอร์ชันกันแน่?
กฎของมัวร์ ที่ตั้งตามข้อสังเกตของมัวร์เอง จริงๆ แล้ว มีเพียงสองเวอร์ชัน
หนึ่ง : กฎของมัวร์ที่ตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1965 (อัตราเพิ่มของทรานซิสเตอร์บนชิปซิลิคอน จะเป็นสองเท่าทุกหนึ่งปี)
สอง : กฎที่มัวร์ตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1975 (อัตราการเพิ่มของทรานซิสเตอร์ จะเป็นสองเท่าทุกสองปี)
แล้วอัตราเพิ่มของทรานซิสเตอร์บนชิปซิลิคอน ตามกฎของมัวร์ว่า จะเพิ่มสองเท่าทุก 18 เดือนล่ะ?
เป็นการตีความกฎของมัวร์ในปี ค.ศ. 1975 โดย เดวิด เฮาส์ (David House) ว่า การพยากรณ์ของมัวร์ เมื่อพิจารณาในแง่ของประสิทธิภาพการทำงานของชิปคอมพิวเตอร์แล้ว ก็จะเพิ่มขึ้นสองเท่าทุก 18 เดือน
เดวิด เฮาส์ เป็นผู้ร่วมงานกับมัวร์เอง ในบริษัทอินเทล
แต่โดยทั่วไป การตีความใหม่ของ เดวิด เฮาส์ ที่เปลี่ยนกฎของมัวร์จากสองปีเป็น 18 เดือน ไม่เป็นที่ “เข้าใจ” ที่ตรงกันในวงการวิทยาศาสตร์
เมื่อกล่าวถึงกฎของมัวร์ โดยทั่วไป จึงมีเพียงสองครั้งที่มัวร์ได้ตั้งข้อสังเกตในปี ค.ศ. 1965 และ 1975
กฎของมัวร์...ใครได้ประโยชน์?
ประโยชน์อย่างตรงๆ ของกฎของมัวร์ คือ กำหนดที่ชัดเจนถึงระดับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ที่จะมีขนาดเล็กลง แต่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และสำคัญมากๆ คือ ราคาผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ก็จะถูกลง
ดังนั้น เท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มต้นของยุคอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ ผู้ได้รับประโยชน์อย่างตรงๆ มีเช่น :-
*ผู้บริโภคที่ต้องจ่ายน้อยลง สำหรับอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์ ที่มีขนาดเล็กลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำงานได้อย่างหลากหลาย และสะดวกยิ่งขึ้น
*การวางแผนล่วงหน้าขององค์กร รวมทั้งหน่วยงานราชการ บริษัท ระบบการจัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูล เพราะตามกฎของมัวร์ ประสิทธิภาพและศักยภาพการทำงานของเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้ จะมีความก้าวหน้าในระดับที่คาดการณ์ได้ และค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณการลงทุน ที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้
*ความก้าวหน้าและการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร คอมพิวเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำงานได้หลากหลายขึ้น รวดเร็วขึ้น ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยที่ต้องใช้งบประมาณสำหรับการลงทุนที่คุ้มค่า และเป็นไปได้มากขึ้น
กฎของมัวร์วันนี้...ตายแล้ว?...ยังไม่ตาย?
นับตั้งแต่การเริ่มต้นของกฎของมัวร์เมื่อปี ค.ศ. 1965 และกฎของมัวร์เวอร์ชันที่สองเมื่อปี ค.ศ. 1975 กฎของมัวร์ก็ “ถูกต้อง” อย่างน่าทึ่ง
หลังปี ค.ศ. 1965 ถึงปีที่สิบของกฎของมัวร์ครั้งที่สอง กฎของมัวร์ก็ยังแม่นยำต่อพัฒนาการของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
ตัวของมัวร์เอง หลังการพยากรณ์เป็นกฎของมัวร์เวอร์ชันที่สองเมื่อปี ค.ศ. 1975 ครั้นเมื่อถึงปี ค.ศ. 1985 และจากปี ค.ศ. 1985 มา เขาก็มิได้ปรับปรุงหรือสร้างเวอร์ชันใหม่ของกฎของมัวร์อีกเลย
แต่โดยภาพรวม จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 2015 ในวาระครบรอบ 50 ปีของกำเนิดกฎของมัวร์ ถึงแม้พัฒนาการของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ จะมิได้เป็นไปตามกฎของมัวร์เวอร์ชันที่สอง แต่โดยภาพรวม ก็ยังนับว่า กฎของมัวร์ยังถูกต้องอย่างหยาบๆ
ตัวกอร์ดอน มัวร์ เอง ในการให้สัมภาษณ์ครบวาระ 50 ปีของกฎของมัวร์ เขาเองก็ยัง “รู้สึกประหลาดใจ” ที่ยังมีการพูดถึงและใช้กฎของมัวร์ของเขาอยู่
แต่โดยตัวของมัวร์เอง เขาก็ยอมรับว่ากฎของมัวร์จะไม่ยืนยงตลอดไป และจริงๆ แล้วเมื่อถึงวาระครบรอบ 50 ปีของกฎของมัวร์ ช่วงเวลาของการเพิ่มขึ้นสองเท่าของจำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปซิลิคอน ก็ยืดยาวขึ้นเป็นมากกว่าสองปี เช่น สองปีครึ่ง หรือนานกว่านั้น
กอร์ดอน มัวร์ เป็นคนอายุยืน จากโลกไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2023 ขณะมีอายุ 94 ปี
ก่อนจากโลกไป เป็นที่รับทราบกันว่า เขามองไปถึงปี ค.ศ. 2025 ว่า น่าจะเป็นปีสุดท้ายที่ “กฎของมัวร์” จะยังพอใช้ได้
แต่ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาการอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ยุคใหม่หลายคน เสนอว่าจุดจบของกฎของมัวร์ น่าจะยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 2035
สำหรับคำถาม “กฎของมัวร์ ตายหรือยัง?” เมื่อส่องดูภาพความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในวงการอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ในปัจจุบัน คำตอบที่ชัดเจน คือ “ไม่ชัดเจน” เพราะยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่มาก
แต่ที่ชัดเจน ก็คือ กฎของมัวร์ จะ “ไม่ยืนยงตลอดไป !”
สาเหตุจุดจบของกฎของมัวร์!
สาเหตุใหญ่ที่สุดจุดจบของกฎของมัวร์ ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เข้าสู่ยุคของควอนตัมฟิสิกส์...
เพราะอย่างตรงๆ กฎของมัวร์เป็นข้อสังเกตของมัวร์จากพัฒนาการของเทคโนโลยีที่เป็นแบบคลาสสิกฟิสิกส์ คือ ขนาดใหญ่ หรือเล็กลงถึงระดับไมโคร แต่ยังไม่ถึงระดับอะตอม
ยิ่งพัฒนาการของอิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์เข้าใกล้ระดับควอนตัมฟิสิกส์ คือ ระดับอะตอมมากเท่าไร กฎของมัวร์ก็จะใช้ไม่ได้มากขึ้นเท่านั้น
อย่างน้อย เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์ ที่เล็กลงถึงระดับใกล้อะตอม ก็จะต้องเผชิญกับ “หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก” (Heisenberg Uncertainty Principle) และพฤติกรรมหรือคุณสมบัติแปลกๆ ระดับควอนตัม เช่น ความเป็นไปได้ของอนุภาค ที่สามารถจะอยู่ที่สองตำแหน่งในขณะเดียวกัน และเรื่องของควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์ (quantum entanglement) หรือความพัวพันเชิงควอนตัม ที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็น “ฝีมือผีทางไกล” แต่ในปัจจุบัน ก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว
ถ้าจะถามถึงจุดจบจริงๆ ของ “กฎของมัวร์” นักวิทยาศาสตร์หลายคน ก็มองไปที่ “ความเป็นรูปธรรมของควอนตัมคอมพิวเตอร์” ซึ่งกฎของมัวร์จะไม่เกี่ยวข้องโดยสิ้นเชิง
**********************
ที่เล่าสู่ท่านผู้อ่านมานี้ เป็นเพียงส่วนน้อยนิดเกี่ยวกับ “กฎของมัวร์” ซึ่งโดยภาพรวมทั่วไป ผู้เขียนเองก็เห็นด้วยว่า กฎของมัวร์ใกล้จะถึงจุดจบแล้ว
แต่เป็นการจบ “กฎของมัวร์” ตามแบบของกอร์ดอน มัวร์
เพราะถึงขณะนี้ ก็เริ่มมีการกล่าวถึงกฎของมัวร์แบบใหม่ ที่จะรวมถึงผลกระทบหรือความแปลกใหม่จากฟิสิกส์ที่ไปไกลกว่าฟิสิกส์แบบเก่า คือ คลาสสิกฟิสิกส์ ซึ่งก็คือ ควอนตัมฟิสิกส์
แต่ก็เป็นเพียงความคิดใหม่ที่เริ่มมีการกล่าวถึงบ้าง
หรือว่า กฎของมัวร์จะไม่มีวันตายจริงๆ แต่จะเกิดใหม่ ในรูปแบบใหม่ ดังเช่น “กฎของมัวร์แบบควอนตัม”
บางที ในอีก 50 ปีข้างหน้า ก็อาจจะมีหนังสือที่กล่าวถึง “กฎของมัวร์แบบคลาสสิกกับกฎของมัวร์แบบควอนตัม”
แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดอย่างไร?