การเดินทางไปเยือนรัสเซียของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ตั้งแต่วันจันทร์ เป็นเวลา 3 วัน เพื่อหารือในประเด็นสงครามยูเครน และแนวทางยุติความขัดแย้งตามแผนสันติภาพ 12 ข้อที่จีนเสนอไป พร้อมพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย จนถูกมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนต่อต้านชาติตะวันตกที่กำลังโดดเดี่ยวรัสเซียหรือไม่ ภายหลังศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับปูติน ในข้อหาบังคับอพยพเด็กๆ ในยูเครนไปยังรัสเซียโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
อีกทั้งก่อนที่ สี จิ้นผิง จะเดินทางกลับเมื่อวันพุธที่ 22 มี.ค. 2566 ได้กล่าวกับปูตินด้วยท่าทีที่เปี่ยมด้วยมิตรไมตรีว่า การเปลี่ยนแปลงกำลังจะมา ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 100 ปี พวกเราจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน และโปรดรักษาเนื้อรักษาตัวด้วยนะเพื่อนรัก ซึ่งการพบปะพูดคุยระหว่าง สี จิ้นผิง และปูติน ดูเหมือนไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไปสู่หนทางสันติภาพในยูเครน นอกจากการย้ำสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างทั้ง 2 ประเทศ
...
ขณะที่ ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจีนและรัสเซีย ก็ได้สร้างเซอร์ไพรส์เดินทางไปกรุงเคียฟ ระหว่างที่ สี จิ้นผิง เยือนรัสเซียเป็นวันที่สอง เพื่อพบกับ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน โดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า หลังเสร็จสิ้นภารกิจในอินเดีย เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และสนับสนุนอย่างแน่วแน่ต่อยูเครน ตลอดจนแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญและอุตสาหะของชาวยูเครนในการยืนหยัดปกป้องมาตุภูมิ
การไปเยือนกรุงเคียฟของนายคิชิดะ ในห้วงเวลาไล่เลี่ยขณะที่ สี จิ้นผิง กำลังเยือนกรุงมอสโก เป็นสัญญาณความขัดแย้งที่ร้าวลึกมากขึ้นหรือไม่ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และทั้ง 2 ประเทศอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ แต่มีจุดยืนต่อสงครามในยูเครนแตกต่างกัน โดยญี่ปุ่นประกาศคำมั่นให้ความช่วยเหลือยูเครนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนจีนยังคงเป็นชาติเดียวที่ประกาศสนับสนุนปูตินเพื่อนรัก และหลีกเลี่ยงการประณามรัสเซียต่อการรุกรานยูเครนมาโดยตลอด
จีนชัดเจน ร่วมหัวจมท้ายกับปูติน จ้องโค่นสหรัฐฯ
สงครามรัสเซียกับยูเครน ไม่น่าจบลงง่ายๆ และอาจจะบานปลายไปมากกว่านี้ก็ได้ โดยเฉพาะการไปเยือนรัสเซียของ สี จิ้นผิง อาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง แล้วการร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันระหว่างรัสเซียและจีน คืออะไร? ผ่านการวิเคราะห์ของ “ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู” นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มองว่า ก่อนหน้านั้น สี จิ้นผิง เคยพูดในที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน เหมือนว่าจีนถูกสกัดกั้นปิดล้อมโดยประเทศตะวันตก นำโดยสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากต่อจีน ขณะที่พื้นฐานความคิดของปูตินก็ท้าทายระเบียบโลก และเมื่อเกิดสงครามยูเครน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทาง สี จิ้นผิง ก็สนับสนุนปูตินทางอ้อม
เมื่อถอดรหัสคำพูดที่ว่าจะร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน แต่อย่างไรแล้ว สี จิ้นผิง ก็ประกาศตัวอย่างชัดเจนในการร่วมหัวจมท้ายกับรัสเซีย ในการต่อสู้กับระเบียบโลกที่มีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ทั้งเรื่องเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ ระแวงจีนจะล้วงเอาความลับของสหรัฐฯ อย่างกรณีติ๊กต่อก (TikTok) และในแง่ของ สี จิ้นผิง ก็มองว่าสหรัฐฯ กำลังสกัดการเติบโตของจีน มองสหรัฐฯ เป็นคู่แข่ง และประกาศชัดจะให้จีนกลับมาเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งการแข่งขันในที่สุดแล้วจีนต้องเอาชนะประเทศตะวันตก
“ยิ่งเป็นประธานาธิบดีของจีนสมัยที่ 3 ก็ยิ่งมั่นใจ และแสดงให้เห็นว่าสามารถต่อกรกับสหรัฐฯได้ แต่เมื่อเกิดสงครามยูเครน ก็ต้องสนับสนุนรัสเซียไม่ให้เพลี่ยงพล้ำ โดยมีการตั้งเป้าไว้แล้วต้องแข่งกับสหรัฐฯ ไม่มีทางเลือกอื่น จะต้องร่วมกับรัสเซียเท่านั้น แต่ความเป็นจริงในจีน ก็มีการวิจารณ์ สี จิ้นผิง แตกต่างกับ เติ้ง เสี่ยวผิง ทำให้จีนเจริญมาได้ เพราะการเปิดประเทศกับตะวันตกอย่างกว้างขวาง ซึ่งจีนต้องซื้อเวลา ไม่แสดงแสนยานุภาพของตัวเอง เหมือนต้องหลบซ่อนไปก่อน แต่สี จิ้นผิง มีวิธีการที่แตกต่างไม่เหมือน เติ้ง เสี่ยวผิง ไม่อยากเผชิญหน้ากับตะวันตก เพราะหากเผชิญหน้าก็มักมีปัญหา”
...
การพูดกับปูตินของ สี จิ้นผิง เหมือนฝากอนาคตกับรัสเซียขณะที่รัสเซียกำลังถูกโดดเดี่ยว จนทำให้ถูกวิจารณ์ในประเทศจีนเหมือนกัน โดยจีนและรัสเซียมีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่ ไม่ให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำ แต่จะต้องยึดกฎบัตรสหประชาชาติ และ 100 กว่าชาติ ต่างประณามรัสเซียที่รุกรานยูเครน ทำให้การจะสร้างระเบียบโลกใหม่คืออะไรกันแน่ในการจะยกเลิกกติกาโลก หรือไม่ให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำ ก็ไม่ชัดเจน
ส่องธาตุแท้จีน โกยผลประโยชน์มากกว่าสร้างสันติภาพ
แม้จีนจะวาดภาพรักษาสันติภาพ เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเหมือนในอดีต ที่เคยทำให้สงครามตะวันออกกลางเกิดสันติภาพ จนในที่สุดอิหร่านและซาอุดีอาระเบียสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์อีกครั้ง และส่งผลดีต่อจีน แต่สงครามยูเครนเป็นสงครามรุกราน และแผนสันติภาพ 12 ข้อตามที่จีนเสนอไป ไม่เป็นรูปธรรม เพียงแค่ข้อแรกจะยึดความเป็นธรรม ก็ทำไม่ได้ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจีน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสันติภาพอย่างแท้จริง
“ก่อน สี จิ้นผิง เดินทางไปรัสเซีย ก็ไม่มีใครคาดว่าเป็นผล ท้ายสุดเป็นการปรึกษากันเรื่องความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ และไม่รู้ว่าที่คุยกันอย่างลับๆ คืออะไร หรือรัสเซียขออะไรจากจีน ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ จีนก็ได้ราคาพลังงานที่ถูกอยู่แล้ว ส่วนการสร้างท่อส่งแก๊สไปจีนยังเป็นเรื่องระยะยาว ทำให้ประเด็นอยู่ที่ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ในฐานะพันธมิตร แต่เป็นหุ้นส่วน ไม่ถึงกับช่วยปกป้องรัสเซียได้ แต่เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง อย่างที่ สี จิ้นผิง บอกทั้งหลายนี้เป็นผลประโยชน์กับจีน จึงต้องมีสัมพันธ์ที่ดีกับรัสเซีย”
ในประเด็นนี้ทำให้นักวิชาการของรัสเซียก็วิจารณ์ว่าตั้งแต่ยุคจักรวรรดินิยม จีนเคยเอาดินแดนของรัสเซีย แต่ขณะนี้มีผลประโยชน์สอดคล้องกัน ทำให้แผนสันติภาพ 12 ข้อของจีนเดินหน้าได้ลำบาก และปูตินก็พูดไปตามภาษาการทูต ท้ายสุดไม่มีการแถลงเรื่องข้อเสนอของจีนทั้ง 12 ข้อ ส่วนรัสเซียก็บอกพร้อมจะเจรจาสันติภาพ แต่อ้างว่ายูเครนไม่พร้อม และแผนหยุดยิงเพื่อเจรจาสันติภาพก็ไม่สามารถทำได้ อาจทำให้รัสเซียตั้งตัวได้ อีกทั้งจีนยังไม่ได้คุยกับ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพราะหากจะเป็นตัวกลางจริงๆ ต้องคุยทั้ง 2 ฝ่าย
...
สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยุติยากมาก ต่างฝ่ายไม่ยอมกัน
เมื่อไม่สามารถคุยได้ ทำให้จีนเสียภาพลักษณ์ เหมือนกับไม่ได้เป็นผลอะไร และการเยือนรัสเซียของ สี จิ้นผิง ก็ไม่ได้สร้างความแปลกใจ เพราะจีนไม่สามารถสร้างสันติภาพได้อยู่แล้ว แต่พยายามสร้างภาพว่าตัวเองรักสันติภาพ และจีนไม่เคยประณามรัสเซีย ไม่ได้เรียกร้องให้ปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ เพราะไม่คิดจะทำ ทำให้ไม่เข้าใจว่าจีนต้องการอะไร หรือต้องการสร้างภาพ หรือเป็นกลางแบบสนับสนุนรัสเซีย
...
ขณะที่ ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ไปเยือนยูเครน ได้แสดงให้เห็นว่าร่วมมือกับชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ซึ่งโยงกับภูมิภาคของเรา ทั้งเรื่องไต้หวัน เรื่องข้อพิพาททะเลจีนตะวันออกกับจีน โดยทุกอย่างโยงกันไปหมด แต่อย่างไรแล้ว สี จิ้นผิง ก็เสี่ยงในเรื่องความไม่น่าเชื่อถือ และเป็นเรื่องผลประโยชน์ของจีนมากกว่า โดยเฉพาะนโยบายเส้นทางสายไหม กลายเป็นเรื่องหลักลอยมากกว่าหลักการ
“จีนมาเยือนรัสเซีย จะยิ่งทำให้ชาติตะวันตกวนเวียนมายูเครนมากขึ้น จนสงครามรัสเซียกับยูเครนไม่มีทีท่าจะลงเอยอย่างไร เพราะต่างฝ่ายไม่ยอมกันอยู่แล้ว ทำให้สงครามยุติได้ยาก หากยูเครนได้รับการสนับสนุนในเรื่องต่างๆ ต่อเนื่อง หรือคลังอาวุธของรัสเซียค่อยๆ ร่อยหรอ จนไม่มีอิทธิฤทธิ์ จะต้องคิดหาทางลงอย่างไร และจีนคงไม่ช่วยเหลือโดยตรง ยกเว้นเรื่องอุปกรณ์ทางทหาร ไม่ใช่อาวุธร้ายแรง แต่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำอาวุธ คิดว่าจีนคงไม่กล้าขนาดนั้น”
สรุปแล้วสงครามรัสเซียกับยูเครนจะไม่ยุติ ขึ้นอยู่กับแต่หลายฝ่ายจะอึดนานแค่ไหน จนประสบความสำเร็จ แต่อย่างไรสงครามในโลกนี้ก็มีวันสิ้นสุดลง แต่ไม่รู้ว่าเมื่อใด และสงครามรัสเซียกับยูเครนจะยุติลงยาก ฝ่ายยูเครนก็ต้องรักษาเอกราชให้ได้ในฐานะเป็นเหยื่อที่ถูกรุกรานจากการกระทำของรัสเซีย เกินกว่าที่หลายๆ ประเทศจะยอมรับได้.