กลายเป็นข่าวลือที่ถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ กรณีการควบคุมตัวประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน และอาจเกิดรัฐประหารขึ้น ล่าสุดมีการออกมายืนยันจากผู้เชี่ยวชาญของไทยว่า เป็นเพียงข่าวลือ แต่ทางการจีนยังไม่มีการออกมาโต้ตอบในประเด็นนี้อย่างเป็นทางการ และท่ามกลางความสงสัยของคนทั่วโลก นี่อาจเป็นกลยุทธ์สร้างข่าวลือ เพื่อสร้างภาพลบให้กับผู้นำสูงสุดของจีน ก่อนมีการประชุมใหญ่สมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ในเดือนตุลาคมนี้ โดยคาดว่าจะมีการนำเสนอชื่อ สี จิ้นผิง เป็นประธานาธิบดีต่อในสมัยที่ 3
ท่ามกลางนโยบาย “จีนเดียว” ที่ชาติมหาอำนาจต่างจับตาความขัดแย้ง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ประกาศพร้อมส่งกำลังช่วยเหลือหากจีนบุกยึดเกาะไต้หวัน และเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา “แนนซี เพโลซี” ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ได้มาเยือนไต้หวัน ท่ามกลางความตึงเครียด และโต้ตอบจากจีนแบบทันควัน จนหลายประเทศทั่วโลกมีความเป็นห่วงต่อการเผชิญหน้า
“ผศ.กัญญากานต์ เสถียรสุคนธ์” อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า จากข่าวลือการรัฐประหารผู้นำสูงสุดของจีน มีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจาก สี จิ้นผิง อยู่ในอำนาจมายาวนาน ทำให้มีการแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดในตำแหน่งสำคัญไว้เกือบทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมาธิการของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งที่ผ่านมาการรัฐประหารของจีนเกิดขึ้นได้ยาก แต่จะมีเพียงการเปลี่ยนแปลงผู้นำที่จะขึ้นมาปกครองแทน
“พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีการกระจายอำนาจ ที่อาจมีการทับซ้อนเชิงอำนาจกันอยู่ แต่การแข็งข้อของทหารที่ไม่มีความพอใจต่อการสั่งการขอผู้นำก็อาจมีบ้าง แต่ด้วยสถานการณ์ของกองทัพจีนขณะนี้ ยังไม่มีผู้นำกองทัพที่มีความขัดแย้งอย่างหนักกับผู้นำ จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเกิดขึ้นได้ตามข่าวลือ แม้ก่อนหน้านี้มีการปลดผู้นำระดับสูง แต่เป็นเหตุผลจากการทุจริตคอร์รัปชัน ที่รัฐบาลจีนเน้นย้ำถึงการทำงานที่โปร่งใสมาตลอด”
...
การไม่ปรากฏตัวของ สี จิ้นผิง อาจมีเหตุผลภายในบางอย่าง ที่มีการวิเคราะห์ว่า มาจากปัญหาสุขภาพ หรือการติดโควิด-19 ทำให้ต้องกักตัว ไม่สามารถออกมาโต้ตอบกับข่าวลือได้ทันที ซึ่งถ้าวิเคราะห์จากปัจจัยที่เกิดขึ้นขณะนี้จีนยังดำเนินนโยบายป้องกันโควิดอย่างเข้มงวด ตัวอย่างเช่น มีผู้ป่วยโควิด ไปเดินในห้างสรรพสินค้า หากทางการรู้จะทำการปิดห้างนั้นเพื่อทำความสะอาดทันที ดังนั้นรัฐบาลของจีนจึงพยายามไม่ให้มีข่าวว่า ข้าราชการจีนติดโควิด เพราะจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือกับประชาชน
จากการสังเกตบนโลกออนไลน์ของจีน พบว่าประชาชนเริ่มไม่พอใจกับมาตรการป้องกันโควิดที่เข้มงวดของรัฐบาล เนื่องจากประชาชนบางส่วนมีความเห็นว่าภาครัฐควรผ่อนคลายมาตราการป้องกันโควิด ดังนั้นหากผู้นำของประเทศติดโควิด แล้วออกมาปรากฏตัวในช่วงของการกักตัว จะทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งยังเป็นเพียงการคาดการณ์ ที่ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลจีนอีกครั้ง
จับตานัยทางการเมืองจีนเดือนตุลาคม
“ผศ.กัญญากานต์” กล่าวว่า ปรากฏการณ์ข่าวลือครั้งนี้ส่วนใหญ่แพร่สะพัดมาจากข่าวออนไลน์ในอินเดีย ผศ.กัญญากานต์ วิเคราะห์ว่า เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ เพราะจีนกับอินเดีย มีพื้นที่ชายแดนที่ติดกัน ที่ผ่านมามีความขัดแย้งกันอยู่บริเวณชายแดน การสร้างข่าวลือนี้ออกมาอาจมีนัยทางการเมือง เพื่อให้นานาประเทศขาดความเชื่อมั่นในผู้นำจีน
“พื้นที่ชายแดนของจีนกับอินเดียที่มีความขัดแย้งมายาวนาน แม้ไม่ได้มีเนื้อที่มาก แต่ที่ผ่านมามีความพยายามจะสร้างข้อตกลงร่วมกับบริเวณชายแดนของแคชเมียร์ แต่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถตกลงกันได้ และเป็นปมขัดแย้งมาถึงปัจจุบัน”
สำหรับการประชุมใหญ่สมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ในเดือนตุลาคมนี้ เป็นอีกครั้งที่ต้องจับตาการปรากฏตัวของ สี จิ้นผิง เพราะปกติผู้นำของพรรคจะออกมาปรากฏตัวทุกปี หรือก่อนวันประชุมใหญ่ทางการจีนอาจจะออกมาแสดงความเชื่อมั่นเพื่อสยบข่าวลือดังกล่าว
“ถ้า สี จิ้นผิง ไม่ออกมาปรากฏตัวต่อสาธารณะในวันประชุมใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระดับประเทศ เพราะที่ผ่านมาได้ดำเนินนโยบายต่อคู่ขัดแย้งอย่างแข็งกร้าว และด้วยนโยบายนี้ทำให้จีนยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักใหญ่ ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ จีนได้วางกำลังกองทัพ รวมถึงก่อสร้างท่าเรือ เพื่อเข้ามายึดครองอาณาเขตในบริเวณนี้”
ส่วนของอาเซียน ที่ผ่านมาจีนพยายามขยายความร่วมมือเข้ามาในหลายรูปแบบ โดยส่วนใหญ่จีนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ ในอนาคตหากจีนมีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ประเทศในอาเซียนอาจจะต้องมีการเจรจาเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์จากจีนมากขึ้นกว่าเดิม
ขณะนี้อยากให้รอความชัดเจนจากทางการจีน เพราะข่าวลือส่วนใหญ่ยังไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ คนไทยเองจำเป็นที่จะต้องติดตามข่าวสารจากจีน เพราะปัจจุบันธุรกิจหลายอย่างของไทย ก็มีการติดต่อค้าขายกับจีน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นสถานการณ์การเมืองและสังคมของจีน จึงถือว่ามีอิทธิพลมากต่อประเทศไทยในปัจจุบัน.