สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ย่างเข้าสู่เดือนที่ 3 ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่าง เครมลิน และ ชาติตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯ ยังคงไร้รี่แววที่จะมีการลดราวาศอกให้แก่กันและกัน เริ่มทำให้ “ชาวโลก” รู้สึก “หวาดวิตก” มากขึ้นทุกทีๆ แล้วว่าจุดตั้งต้นใน "ยูเครน" จะลุกลามจนกระทั่งนำไปสู่อะไรที่ “ร้ายแรง” กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่? และอะไรคือ "ปัจจัย" ที่อาจนำไปสู่ ความเลวร้ายที่ว่านั้นได้บ้าง
การใช้อาวุธนิวเคลียร์ :
ซามูเอล รามานี (Samuel Ramani) นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ จาก หน่วยงานป้องกันและรักษาความปลอดภัยของอังกฤษ (Royal United Services Institute) หรือ RUSI ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านความมั่นคง ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า สถานการณ์การสู้รบในยูเครน ณ ปัจจุบัน ยังคงอยู่นอกขอบเขตความเป็นไปได้ ที่จะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์, สงครามโลกครั้งที่ 3 รวมถึงการขยายพื้นที่การสู้รบออกนอกพรมแดนประเทศยูเครน
เพราะที่ผ่านมา เครมลิน มักนิยมใช้การ “วาทะการข่มขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์” กับ ชาติตะวันตกในเกือบทุกครั้งที่ชาติตะวันตกเริ่มดำเนินนโยบายด้านความมั่นคง ที่ทำให้รัสเซียรู้สึกว่า “กำลังถูกคุกคาม” และการข่มขู่ ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ครั้งล่าสุด น่าจะมีเป้าประสงค์สำคัญ คือให้ ชาติตะวันตกยุติการส่งอาวุธสนับสนุนรัฐบาลยูเครน เสียมากกว่า
จุดอันตรายที่ต้องจับตา :
ด้าน William Alberque ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์ เทคโนโลยี และการควบคุมอาวุธ ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงกลยุทธ์ (International Institute for Strategic Studies) หรือ IISS ของอังกฤษ ให้ความเห็นว่า แม้ว่า สถานการณ์การรบในยูเครน น่าจะยังไม่พัฒนาไปสู่สงครามนิวเคลียร์ได้ แต่ยังมี “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่อาจทำให้ “ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน” เกิดเปลี่ยนใจ และหันไปใช้ความรุนแรงมากขึ้นในการทำสงครามได้
นั่นคือ...หากในวันที่ 9 พฤษภาคม กองทัพรัสเซียเกิดไปประสบความ “อับอาย” ไม่ว่าจะเป็นทางหนึ่งทางในในสงครามยูเครน เช่น การสูญเสียครั้งสำคัญ หรือ การพ่ายแพ้ในการรุกรบครั้งใหญ่
นั่นเป็นเพราะสำหรับรัสเซียแล้ว วันที่ 9 พฤษภาคม ถือเป็น “วันแห่งชัยชนะ” เนื่องจากเป็นวันครบรอบที่ "สหภาพโซเวียต" มีชัยเหนือ "กองทัพนาซี" ในสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ถือเป็นบุคคลที่คาดเดาได้ยาก หากเขารู้สึกว่า รัสเซียกำลังถูกทำให้ขายหน้า โดยเฉพาะในวันที่ 9 พฤษภาคม มันย่อมมีความเสี่ยง สำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง และการ “ข่มขวัญ” ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ก็ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของ กลุยทธ์ที่ผู้นำรัสเซีย มักจะงัดออกมาใช้อยู่เสมอๆ โดยเฉพาะกับบรรดาชาติตะวันตก
สงครามเศรษฐกิจ :
แม้สหรัฐฯ และชาติตะวันตก จะพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางการทหารโดยตรงกับรัสเซีย แต่การกดดันด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจะยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ทั้งรูปแบบการคว่ำบาตรภาคธุรกิจ หรือ เจ้าหน้าที่ที่มีความใกล้ชิดกับ ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน จนกระทั่งถูกฝ่ายเครมลิน ตอบโต้กลับ ด้วยการบีบบังคับให้จ่ายค่าพลังงาน (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) เป็นสกุลเงินรูเบิล จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับประเด็นนี้ Maximilian Hess จาก สถาบันวิจัยนโยบายระหว่างประเทศ (Foreign Policy Research Institute) หรือ FPRI มองว่า ชาติตะวันตกควรเร่งเตรียมความพร้อมให้กับพลเมืองของตัวเอง สำหรับการต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากในสงครามเศรษฐกิจที่จะทวีความรุนแรงได้เพิ่มขึ้น เพราะมีแนวโน้มสูง ที่รัสเซียจะเพิ่มแรงบีบคั้นให้ ยุโรปต้องจ่ายค่าพลังงานด้วยสกุลเงินรูเบิลให้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เงินรูเบิลอ่อนค่ามากเกินไปจาก มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของตะวันตก โดยหากไม่มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้มากพอ แรงกดดันที่เกิดขึ้นภายในชาติตะวันตก จะทำให้ รัสเซียเป็นฝ่ายมีชัยชนะในสงครามครั้งนี้ได้
ไฟแค้นที่มีต่อชาติตะวันตก :
หลังสงครามเข้าสู่เดือนที่ 3 แม้รัสเซียจะสามารถขยายพื้นที่การควบคุมในภาคตะวันออกและภาคใต้ของยูเครนได้มากขึ้น รวมถึงพยายามสร้างสะพานเชื่อมภูมิภาคดอนบัส เพื่อเปิดทางไปสู่การผนวกดินแดนเข้ากับไครเมีย แต่การต้องเผชิญกับการนองเลือดและสูญเสียในสงคราม อีกทั้ง การที่ชาติตะวันตกยังคงยืนยันว่าจะสนับสนุนรัฐบาลยูเครนให้ต่อสู้กับรัสเซียต่อไป รวมถึงการที่ ฟินแลนด์และสวีเดน มีแนวคิดจะเปลี่ยนจาก ประเทศเป็นกลาง ไปสู่การร่วมเป็นสมาชิกนาโต
ได้ทำให้ “การปลุกเร้า” ของฝ่ายรัสเซีย ซึ่งแต่เดิมมักเน้นไปในเรื่องกระแสชาตินิยม เพื่อทำให้เกิดการสนับสนุนคนการทำสงครามในยูเครนนั้น ได้เริ่มเปลี่ยนไปสู่ “การทำให้เกิดความชิงชัง” ต่อฝ่ายนาโต แล้ว และประเด็นนี้จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกเสื่อมทรามลงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม รวมถึง จะยิ่งเพิ่มความตรึงเครียดทางการทหารในภูมิภาคบอลติกด้วย Andrius Tursa ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญของ Teneo Intelligence สรุปความเห็นส่งท้าย
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
อีลอน มัสก์ บนขวากหนาม การนำพา ทวิตเตอร์ ไปสู่ความเปลี่ยนแปลง
คดีแตงโม บาดแผลจากใบพัดเรือ เทียบงานวิจัยต่างประเทศ เหมือนหรือแตกต่าง?
Netflix กับก้าวย่างที่ท้าทายและอนาคตตลาดสตรีมมิงที่ส่อชะลอตัว
ด่วนๆ 4 ปมสำคัญ รัสเซียลุยดะฉะแหลกยูเครน ตัวเร่งมหาสงครามโลก
สะพรึง รัสเซียยืนยันแล้ว ยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ ถล่มยูเครนครั้งแรก