ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 7-13 เปอร์เซ็นต์ทบต้นต่อปี ถือเป็นแหล่งสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะเวลามากกว่า 30 ปี แต่ถ้าหากเราต้องการผลตอบแทนที่เพิ่มเติมมากขึ้นก็สามารถเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทหรือลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมที่ปัจจุบันมีหลากหลายกองทุนให้เลือกลงทุนได้
แต่ปัจจุบันนับตั้งแต่ความนิยมของสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrencies) อย่างบิตคอยน์ (Bitcoin) ไปจนถึงเหรียญอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีราคาลดลงไปจากจุดสูงสุดมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม อย่างไรก็ดีสินทรัพย์ดิจิทัลก็ยังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น
ในบทความนี้เราจะมาฉายภาพของโลกแห่งการลงทุนทั้ง 2 แห่งกันครับ ว่าทำไมโลกของ Digital Assets ถึงได้รับความนิยม แล้วจุดที่เชื่อมโยงระหว่างตลาดหุ้นและ Digital Assets อยู่ตรงไหน
โลกของ Digital Assets ตลาดเคลื่อนไหวตลอดเวลา 365 วัน
สำหรับโลกของ Digital Assets ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่มือเก๋าหลายคนสนใจเข้าไปในตลาดนี้ นั่นก็คือเรื่องของผลตอบแทน โดยข้อมูลจาก Barchart ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2017 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2022 ถือได้ว่า Bitcoin ให้ผลตอบแทนมากถึง 2,963.33 เปอร์เซ็นต์
ถ้าหากไปนับดูเหรียญอื่นๆ ที่มีซื้อขายในแพลตฟอร์มซื้อขายในสินทรัพย์ดิจิทัลก็มีผลตอบแทนสูงมาก นั่นทำให้หลายคนเริ่มเข้ามาสนใจในการซื้อขาย Digital Assets กันมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้โลกของสินทรัพย์ดิจิทัล มีความแตกต่างนั่นก็คือมีการซื้อขายกัน 24 ชั่วโมง ตลอด 365 วัน ไม่มีวันหยุด นั่นทำให้โอกาสในการลงทุนของนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกันโลกของสินทรัพย์ดิจิทัล กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยข้อมูลจาก Coinmarketcap มูลค่าตลาดของสกุลเงินดิจิทัล ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2022 อยู่ที่ 1.79 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือถ้าตีมูลค่าเป็นเงินบาทก็อยู่ที่ 58.1 ล้านล้านบาท
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Companies Market Cap ระบุว่า มูลค่าตลาดของทองคำล่าสุดอยู่ที่ 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือถ้าหากนำบริษัทในโลกกว่า 5,938 บริษัทมารวมกันแล้ว มูลค่าตลาดนั้นมากถึง 91.83 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบในสินทรัพย์ดิจิทัล มองว่าโอกาสที่จะเติบโตมีอีกมาก เนื่องจากบริษัทหลายแห่งเริ่มหันมาให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกหลายแห่งเองก็สนใจเช่นกัน
ตลาดหุ้น โลกเก่าที่ยังทรงเสน่ห์
สำหรับตลาดหุ้นแล้วในปัจจุบันนักลงทุนรุ่นใหม่อาจมองว่าล้าสมัย ให้ผลตอบแทนน้อย นอกจากนี้ยังรวมถึงตลาดที่เปิดเพียงแค่ 5 วันต่อสัปดาห์ แถมยังมีวันหยุดหลายวัน อาจทำให้พลาดโอกาสในการหาผลตอบแทนได้
หลายคนอาจมองว่าตลาดหุ้นเองมีหน่วยงานกำกับดูแลที่แสนวุ่นวาย ระบบและระเบียบดูเก่า ล้าสมัย ไม่ปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่ แถมยังมีผลตอบแทนในช่วง 5 ปีหลังที่ตลาดหุ้นทั่วโลกไม่สามารถที่จะสู้กับผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัล ได้เลย และยังรวมถึงมุมมองของคนทั่วไปมองว่าตลาดหุ้นทำเงินได้แย่กว่าอีกต่างหาก
ดูเหมือนว่าที่กล่าวไปเหมือนตลาดหุ้นจะดูแย่ไปหมด แท้ที่จริงแล้วอาจไม่ใช่ด้วยซ้ำ
หากเรามาดูกันเนื้อในอย่างแท้จริงแล้ว บริษัทขนาดใหญ่และมีชื่อเสียง ก็ยังต่างเข้ามา IPO ในตลาดหุ้น เพื่อระดมทุนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเทคโนโลยี ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ยกตัวอย่าง กรณีของบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของไทย ก็ยังเข้ามาในตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่ ตลาดในหุ้นต่างประเทศ ก็มีบริษัทยักษ์ใหญ่ซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ไอที เช่น แอปเปิล, ไมโครซอฟท์, อาลีบาบา รวมถึงเทนเซ็นต์ ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างยูนิลีเวอร์ และเนสท์เล่ ยักษ์ใหญ่ด้านความบันเทิงที่เรารู้จักกันอย่างโซนี่ ไปจนถึงแบรนด์เนมแอลวีเอ็มเอช (LVMH) และแอร์เมส เป็นต้น บริษัทเหล่านี้กระจายอยู่ตามตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาหรือในยุโรป ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งในฮ่องกง
นอกจากนี้ตลาดหุ้นยังเป็นปลายทางของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Digital Assets ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มอย่าง Coinbase ก็เข้าอยู่ในตลาดหุ้นของสหรัฐ และยังมีข่าวว่า Binance ซึ่งเป็นคู่แข่งของ Coinbase ก็มีความพยายามจะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเช่นกัน
ฉะนั้นแล้วตลาดหุ้นแม้ว่าจะดูโลกเก่า แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับโลกสมัยใหม่อย่าง Digital Assets เองก็ยังอยากเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เสมอๆ
ผู้คนต้องการหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น
ถ้าหากมองกลับมาที่ภาพใหญ่ของประเด็นนี้อย่างจริงจังแล้ว สาเหตุจริงๆ เกิดจากผลตอบแทนของเงินฝากที่ลดลงจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาเป็นระยะเวลายาวนาน จากนโยบายการเงินของธนาคารกลางแต่ละประเทศ เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงทำให้เม็ดเงินไหลไปยังสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง
เราจะเห็นว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้าตลาดหุ้นจากแพลตฟอร์มลงทุน กองทุนรวมที่เราสามารถลงทุนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น นั่นส่งผลทำให้เม็ดเงินที่พักอยู่ในเงินฝากของหลายคนเองก็เริ่มไหลเข้ามาที่ตลาดหุ้นมากขึ้น
ไม่เว้นแม้แต่กองทุนบำเหน็จบำนาญของแต่ละประเทศ ที่ส่วนใหญ่แล้วมักลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย ก็ยังมีนโยบายเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนในหุ้นเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทน
การเข้ามาของสินทรัพย์ดิจิทัล ก็ยิ่งตอกย้ำถึงเรื่องของเม็ดเงินที่ไหลไปยังสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง ไม่เพียงเท่านั้น สินทรัพย์ดิจิทัลยังได้ขยายนักลงทุนออกไปเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย จากนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ ก็สนใจการเข้ามาของ Digital Assets เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเบื้องหลังอย่างบล็อกเชนเข้ามาใช้มากขึ้น หรือแม้แต่การนำแนวคิดใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้นมากขึ้น
ทางด้านของหน่วยงานดูแลที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศก็เริ่มเปิดใจมากขึ้น และพยายามที่จะเชื่อมโลกทั้ง 2 นี้เข้าด้วยกัน แตกต่างกับในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่หน่วยงานกำกับดูแลค่อนข้างที่มองในแง่ลบเสียด้วยซ้ำ
เรื่องที่สำคัญและต้องระมัดระวังนั่นก็คือเรื่องของความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นทั้งในตลาดหุ้นและโลกของ Digital Assets มีด้วยกันทั้งคู่ ทั้งความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้นจากประเด็นต่างๆ ทางเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อยังสูง, นโยบายของธนาคารกลางแต่ละประเทศที่ต้องการจะแก้ปัญหาของเงินเฟ้อโดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยิ่งเป็นแรงกดดันให้เกิดความผันผวนทั้งสองแพลตฟอร์ม
ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ดิจิทัล ทุกแพลตฟอร์ม มาพร้อมกับความเสี่ยงในการลงทุนเสมอ ซึ่งเรามีหน้าที่ที่จะต้องจัดการและบริหารให้ดีครับ
ที่มา: The Balance, The Guardian


