- มาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติต่อรัสเซีย เพื่อตอบโต้การบุกรุกรานยูเครน จะยิ่งกดดันรุนแรงกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ นับถอยหลังให้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ จนสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวโลก
- เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย สั่งกองทัพนิวเคลียร์ เตรียมพร้อมระดับสูง เพราะหากมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ อาจดึงให้สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเข้ามาเกี่ยวข้อง จนเกิดการลุกลามบานปลาย ทำให้โลกไม่สงบสุข
- อำนาจทำลายล้างสูงของอาวุธนิวเคลียร์หนึ่งลูก สามารถทำลายได้ทั้งเมือง จากเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูก ถล่มเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิของญี่ปุ่น มีผู้คนเสียชีวิตมากกว่า 146,000 ศพ และรับบาดเจ็บ จากสารกัมมันตรังสี
...
ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งนั้น น้ำหนักเพียง 15 กิโลตัน แต่สร้างความพินาศมหาศาล จนมาถึงปัจจุบันหลายประเทศมีการพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ มีน้ำหนักมากกว่า 1,000 กิโลตัน ซึ่ง 1 กิโลตัน เท่ากับการทำลายล้างของระเบิดทีเอ็นที 1,000 กิโลกรัม และหากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นจริง ชาวโลกน้อยคนจะมีชีวิตรอด โดยรัสเซียมีคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ มากที่สุดในโลก
อาวุธสงครามที่โหดเหี้ยม ยังมี ”เทอร์โมบาริก” หรือระเบิดสุญญากาศ ซึ่งมีการอ้างกันว่ารัสเซียพยายามสร้างหายนะในการใช้รุกรานยูเครน แต่รัสเซียได้ออกมาปฏิเสธ โดยระเบิดสุญญากาศ มีส่วนผสมของสารเคมี จะดูดออกซิเจนจากอากาศโดยรอบ เพื่อสร้างการระเบิดอุณหภูมิสูง จนเกิดแรงอัดอากาศ สร้างคลื่นระเบิดรุนแรงมีความเร็วเหนือเสียง สามารถทำลายล้างทุกสิ่งทั้งอาคาร และเผาร่างมนุษย์ให้หายไปในพริบตา
กลายเป็นความน่ากลัวของสงคราม หากมีการใช้อาวุธมหาประลัยทำลายล้างซึ่งกันและกัน จนอาจทำให้โลกพินาศได้ โดยเฉพาะมหันตภัยจากอาวุธนิวเคลียร์ แต่ "ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์" ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชื่อว่า รัสเซียไม่กล้าใช้อาวุธนิวเคลียร์ หากสงครามยืดเยื้อ แม้มีจำนวนมากกว่าประเทศอื่นๆ ก็ตาม เพราะจะยิ่งกระทบต่อการลงทุน คงไม่คุ้มกับความเสียหายทางเศรษฐกิจ หากสร้างความเสียหายให้กับยูเครนไปมากกว่านี้ จนไม่เหลืออะไร ซึ่งไม่คุ้มกับการต้องฟื้นฟูประเทศใหม่ เพราะยูเครน ถือเป็นแหล่งข้าวแหล่งน้ำ
ส่วนการออกมาเตรียมพร้อมของกองทัพนิวเคลียร์เป็นการข่มขู่ของรัสเซียเท่านั้น ในขณะเดียวกันหากยูเครนสามารถยื้อการสู้รบได้นาน หรือถ่วงให้ยืดเยื้อนานๆ จะทำให้รัสเซียยิ่งแย่หนัก ทำให้ยูเครนมีข้อได้เปรียบ และจะสามารถต่อรองได้ อาจขอเป็นพันธมิตรร่วมของนาโต หรืออยู่กับสหภาพยุโรป อย่างอิสระ
...
ความรุนแรงของอาวุธนิวเคลียร์ในอดีตกับปัจจุบัน แตกต่างกันมาก โดยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นระเบิดปรมาณู หรืออะตอมมิกบอมบ์ เป็นอาวุธนิวเคลียร์แบบแรกของโลก และปัจจุบันมีการใช้ไฮโดรเจน เพิ่มเข้าไป เรียกว่า ไฮโดรเจนบอมบ์ ทำให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นวงกว้าง แต่ส่วนใหญ่จะใช้นิวตรอนมากกว่า เพราะกำลังระเบิดจะทำลายล้างโครงสร้างอาคารได้น้อย ทำให้ไม่เสียหายมาก แต่สามารถทำลายสิ่งมีชีวิต และมนุษย์ได้ จากกัมมันตภาพรังสี
ส่วนการใช้อาวุธสุญญากาศ มีหลักการเหมือนระเบิดเผาไหม้ และมีระเบิดตัวสองจุดให้ไหม้ เป็นการผสมน้ำมันในอากาศ ซึ่งเป็นอาวุธรุนแรงต้องห้ามและรัสเซียถูกกล่าวหาว่าใช้ในการบุกรุกยูเครน มีคุณสมบัติในการเผาไหม้รุนแรง ทำให้เกิดความร้อนสูงมากถึง 1 พันองศาเซลเซียส ในการทำลายล้างทุกสิ่งให้เสียหาย รวมถึงมนุษย์ จนร่างเป็นผุยผง
เนื่องจากปูติน ต้องการอำนาจ และเมื่อถึงที่สุดแล้ว ต้องหาทางออกให้รัสเซียโดยการถอยหลังไม่ให้เสียหน้า และคิดว่าไม่กล้าใช้อาวุธนิวเคลียร์ เพราะจะทำลายทุกอย่าง แต่จะใช้อาวุธสุญญากาศ สร้างความเสียหายให้กับยูเครนเป็นวงกว้าง ซึ่งไม่มีรังสีตกค้าง เหมือนอาวุธนิวเคลียร์
...
เพราะมหันตภัยอาวุธนิวเคลียร์ในยุคปัจจุบัน มีความรุนแรงมาก โดยระเบิดนิวเคลียร์ 1 ลูก ยังมีอีกหลายลูกอยู่ข้างในเหมือนลูกปราย และใช้ปืนใหญ่ยิงก็ได้ สามารถทำลายล้างได้มากกว่า เป็นร้อยเท่า พันเท่า หากเทียบกับในอดีตที่กองทัพสหรัฐฯ ทิ้งลงกลางเมืองนางาซากิและฮิโรชิมาของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งใช้ยูเรเนียมผสมกับระเบิดทีเอ็นที ทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์
แม้ความเสียหายครั้งนั้นจะเป็นวงกว้าง แต่ความรุนแรงน้อยกว่ามาก หากเทียบกับอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบัน หรือการจะทำลายล้างประเทศหนึ่ง ต้องใช้ระเบิดนิวเคลียร์ 1-5 ลูก แต่หากประเทศไทยใช้เพียง 1 ลูก ก็จบ ในการทิ้งลงกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทุกอย่าง.
ผู้เขียน : ปูรณิมา