ถอดปมจลาจล เลือดนองคาซัคสถาน ประเทศรวยที่สุดในเอเชียกลาง หลายชาติจ้องรุมทึ้ง

ข่าว

    ถอดปมจลาจล เลือดนองคาซัคสถาน ประเทศรวยที่สุดในเอเชียกลาง หลายชาติจ้องรุมทึ้ง

    ไทยรัฐออนไลน์

    12 ม.ค. 2565 20:06 น.

    เหตุประท้วงรุนแรงในคาซัคสถานต่อต้านรัฐบาลประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ท โตกาเยฟ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 164 ศพ ตามรายงานของสื่อ และสหรัฐฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์ กรณีร้องขอให้รัสเซียส่งกองกำลังทหารมาช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องภายใน

    การประท้วงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ม.ค. จากความคับข้องใจต่อการบริหารของรัฐบาล ภายหลังราคาเชื้อเพลิงปรับขึ้นสูงและปัญหาค่าครองชีพ จนขยายวงกว้างออกไป และถูกรัฐบาลปราบปรามอย่างหนัก กระทั่งวันที่ 4 ม.ค. ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและเคอร์ฟิว และรัสเซียได้ส่งกองกำลังเข้ามาช่วยตามการร้องขอเมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา

    สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในคาซัคสถาน อาจลุกลามเป็นความขัดแย้งข้ามประเทศและส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกได้เนื่องจากเป็นประเทศมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ร่ำรวยมากที่สุดในเอเชียกลาง โดยเฉพาะเป็นแหล่งการผลิตน้ำมัน แต่ภายในประเทศ ยังมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน มีความเหลื่อมล้ำ แม้มีระบอบประชาธิปไตย แต่ประเทศฝ่ายตะวันตก ยังมองว่าการเลือกตั้งไม่ยุติธรรม และมีแนวคิดแบบรัสเซีย แม้สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายไปแล้วก็ตาม

    เหตุการณ์ความรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของคาซัคสถานแม้จะคลี่คลายลงแล้ว “ดร.อารีฝีน ยามา” ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์มูลเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปีใหม่ เมื่อวันที่ 2 ม.ค. สืบเนื่องจากราคาค่าเชื้อเพลิงปรับสูงขึ้นเท่าตัว เพราะสำคัญมากในการนำไปหุงต้มและใช้กับยานพาหนะ จึงเกิดการประท้วงในหมู่ผู้คนประมาณ 10 กว่าคนในพื้นที่ทางตะวันตก ซึ่งเป็นเขตผลิตก๊าซธรรมชาติ ติดกับประเทศเติร์กเมนิสถาน และทะเลแคสเปียน

    ดร.อารีฝีน ยามา
    ดร.อารีฝีน ยามา

    ในช่วงแรกมีการประท้วงอย่างสันติจากความไม่พอใจของประชาชนทั่วไป โดยนายกรัฐมนตรีอัสการ์ มามิน ได้รับผิดชอบด้วยการนำรัฐบาลลาออกทั้งคณะ และมีการตกลงกัน กระทั่งเหตุการณ์บานปลายจากโซเชียลมีเดีย ทำให้การประท้วงขยายวงกว้างในเมืองอัลมาตี เมืองหลวงเก่าของคาซัคสถาน ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุด จนกลายเป็นความรุนแรง มีการทำลายห้างร้าน เผารถยนต์ตำรวจ และเผาสถานที่ราชการ เป็นที่มาในการปราบปรามขั้นเด็ดขาด

    พร้อมกับการส่งกำลังทหารของรัสเซีย จำนวน 2,500 นาย เข้ามาช่วยเหลือตามคำร้องขอ ในฐานะเป็นองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมในภูมิภาค หรือซีเอสทีโอ โดยมีรัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน ซึ่งภายหลังการประท้วง 1 สัปดาห์ ทางประธานาธิบดีโตกาเยฟ ออกมาประกาศว่า เป็นการประท้วงโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดี ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และได้รับการสนับสนุนเงินจากต่างประเทศ

    “เราก็ไม่รู้ข้อเท็จจริง แต่ประธานาธิบดีโตกาเยฟและรัสเซีย เชื่อว่ามีอิทธิพลภายนอกเข้ามาสั่นสะเทือนคาซัคสถาน และเราก็รู้ดีว่าคาซัคสถานเป็นสหภาพโซเวียตมาก่อน แต่อีกด้านก็มีสัมพันธ์กับสหรัฐฯ รวมถึงเศรษฐกิจและดีกับทุกฝ่าย ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นการแย่งชิงระหว่างฝ่ายรัสเซีย จีน กับสหรัฐฯ เพราะคาซัคสถานเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เมื่อใดคาซัคสถานมีปัญหา ทั้งยูเครน และเบลารุส ทางรัสเซียจะใช้ความพยายามไม่ให้เกิดเรื่องขึ้น”

    เมื่อมองการประท้วงที่เกิดขึ้น จากช่วงแรกเป็นเรื่องเชื้อเพลิงขึ้นราคา และเมื่อขยายไปหลายเมืองได้เกิดประเด็นความไม่พอใจเรื่องการปกครองที่ไม่เป็นธรรม เป็นเผด็จการรวมศูนย์ เหมือนรัสเซียที่เป็นระบบรวมศูนย์อำนาจ จนท้ายสุดผู้ประท้วงสูญเสียความชอบธรรม เพราะก่อความรุนแรง ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งยืนยันประท้วงอย่างสันติ แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดความรุนแรงขึ้น ทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้ จนรัฐบาลได้ความชอบธรรมในการปราบปรามขั้นเด็ดขาด และคิดว่ารัฐบาลเอาอยู่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

    ผลประโยชน์ในคาซัคสถาน มากมาย หลายประเทศจับจ้อง

    สถานการณ์ในเอเชียกลาง ยังคงน่าติดตาม ภายหลังสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน แต่คาซัคสถาน มีความร่ำรวยมั่นคงทางเศรษฐกิจมากที่สุดในเอเชียกลาง ทำให้หลายประเทศทั้งยุโรป และสหรัฐฯ ให้ความสำคัญ เพราะมีทรัพยากรมากมาย และเป็นประเทศในแผนยุทธศาสตร์ของจีน ในโครงการหนึ่งแถบ หนึ่งทาง หรือบีอาร์ไอ

    “ในความเป็นจริงแล้วคาซัคสถาน มีผลประโยชน์มากมายกับหลายประเทศทั้งจีน อินเดีย สหรัฐฯ และประเทศในยุโรป หากปล่อยให้เหตุการณ์ปะทุขึ้นมาอีก ก็จะลุกลาม เป็นการเรียนรู้จากอาหรับสปริง และเมื่อรัฐบาลรับรู้ว่าการประท้วงเริ่มขยายวงกว้าง มีกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้าร่วมมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเสรีนิยม รัฐบาลเลยตัดสัญญาณสื่อสาร”

    นอกจากนี้ได้ตั้งข้อสังเกตก่อนการประท้วงเกิดขึ้น เมื่อช่วงวันที่ 27-28 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทางรัสเซียได้เชิญอดีตประธานาธิบดีนูร์สุลต่าน นาซาร์บาเยฟ เข้าไปคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ภายหลังสหรัฐฯถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน เหมือนรัสเซียไม่ต้องการให้คาซัคสถาน หลุดมือไป

    อีกอย่างในประเด็นสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประท้วงหรือไม่นั้น ไม่สามารถระบุได้ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ออกมาขอร้องคาซัคสถาน อย่านำกองกำลังทหารของรัสเซียเข้ามา และเกรงว่ารัสเซียอาจไม่ถอนกำลังออกไป จนกลายเป็นวาทกรรมระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ ทั้งๆ ที่รัสเซียกำลังถอนกำลังออกไปใน 1-2 วัน

    ถือว่าเหตุการณ์ประท้วงในคาซัคสถานครั้งนี้ เป็นความรุนแรงที่สุด เป็นวันแห่งความมืดหม่น ตั้งแต่ได้รับเอกราชเมื่อปี ค.ศ. 1991 หรือปี พ.ศ. 2534 ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และคาดว่าความรุนแรงจะไม่น่าเกิดขึ้นอีก แต่จะเกิดสงครามจิตวิทยาระหว่างรัสเซีย กับประเทศตะวันตก เพราะต้องเข้าใจว่าคาซัคสถาน เป็นกลุ่มประเทศที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มบุคคล ยกเว้นเกิดเหตุการณ์บานปลายจริงๆ คงมีประเทศที่หวังประโยชน์พยายามจะเข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนอัฟกานิสถานในอดีต.

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      วิดีโอแนะนำ

      ยังไงคะคุณตำรวจ? 2 ผัวเมียเถียงขาดใจ ซื้อรถใหม่แค่เดือนเดียว ทำไมถูกจับควันดำ
      04:08

      ยังไงคะคุณตำรวจ? 2 ผัวเมียเถียงขาดใจ ซื้อรถใหม่แค่เดือนเดียว ทำไมถูกจับควันดำ

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ม็อบคาซัคสถานคาซัคสถานจราจลคาซัคสถานเหตุประท้วงในคาซัคสถานยิงประท้วงคาซัคสถานรายงานพิเศษจราจลเลือดในคาซัคสถานรัฐบาลคาซัคสถานรัฐบาลยิงผู้ประท้วงรัสเซียสลายม็อบคาซัคสถานประธานาธิดีคาซัคสถานสหรัฐเข้าแทรกแซงเอเชียกลางประเทศในเอเชียกลางสาเหตุประท้วงในคาซัคสถาน

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      วันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2565 เวลา 22:08 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์