ไลฟ์สไตล์
100 year

"อินเดีย" วิกฤติ โควิดกลายพันธุ์ ไวรัสปรับตัวสู้อากาศร้อน ต้านวัคซีน

ไทยรัฐออนไลน์
2 พ.ค. 2564 05:30 น.
SHARE

"ทั่วทั้งประเทศอินเดียจะได้รับชัยชนะในการต่อสู้กับโควิด-19"

นายนเรนทร โมที นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย ประกาศกับประชาชนด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น หลังอัตราการติดเชื้อและอัตราการเสียชีวิตรายวันจากการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ระลอกแรกเริ่มลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2020 จากฝีมือของ Team India จนกระทั่งนำไปสู่การผ่อนปรนมาตรการต่างๆ

แต่หลังจากนั้น...ทุกอย่างก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตรายวันเริ่มเพิ่มสูง และสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าตกตะลึง และหากสถานการณ์ในอินเดียยังคงเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ เช่น ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2021

แบบจำลองของสถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (Institute for Health Metrics and Evaluations หรือ IHME) แห่งวิทยาลัยการแพทย์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน คาดการณ์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงสุด อาจพุ่งขึ้นแตะ 13,000 ศพต่อวัน หรือมากกว่า 4 เท่าของจำนวนผู้เสียชีวิตรายวัน บนดินแดนภารตะ ณ เวลานี้ ก็เป็นได้!

สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ล่าสุดในประเทศอินเดีย เลวร้ายแค่ไหน?

ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการของกระทรวงสวัสดิการสุขภาพและครอบครัวของอินเดีย (Ministry of Health and Family Welfare) สิ้นสุด ณ วันที่ 28 เมษายน 2021

จำนวนผู้ติดเชื้อสะสม 18,376,524 คน
จำนวนผู้เสียชีวิตสะสม 204,832 ศพ

ด้านจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตรายวัน ตั้งแต่วันที่ 21-28 เมษายน

วันที่ 21 เมษายน ติดเชื้อ 315,802 ราย เสียชีวิต 2,102 ศพ
วันที่ 22 เมษายน ติดเชื้อ 332,503 ราย เสียชีวิต 2,256 ศพ
วันที่ 23 เมษายน ติดเชื้อ 345,147 ราย เสียชีวิต 2,621 ศพ
วันที่ 24 เมษายน ติดเชื้อ 349,313 ราย เสียชีวิต 2,761 ศพ
วันที่ 25 เมษายน ติดเชื้อ 354,531 ราย เสียชีวิต 2,806 ศพ
วันที่ 26 เมษายน ติดเชื้อ 319,435 ราย เสียชีวิต 2,764 ศพ
วันที่ 27 เมษายน ติดเชื้อ 362,902 ราย เสียชีวิต 3,285 ศพ
วันที่ 28 เมษายน ติดเชื้อ 379,459 ราย เสียชีวิต 3,647 ศพ

ขณะที่ รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของประเทศอินเดียในรอบสัปดาห์ล่าสุด (ฉบับที่ 65) ขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ณ วันที่ 28 เมษายน 2021 ได้สรุปสถานการณ์เอาไว้ว่า...

ปัจจุบัน อินเดียมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันสูงที่สุดในโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันของทั้งโลก โดยรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุด โดยปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 4 ล้านคน!

ส่วนอีก 4 รัฐ ประกอบด้วย รัฐเกรละ (Kerala), รัฐกรณาฏกะ (Karnataka), รัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh), รัฐทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) มีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมแต่ละรัฐ รวมมากกว่า 1 ล้านคน!

ด้านจำนวนผู้เสียชีวิตสะสมรวมนั้น ปัจจุบัน อินเดียถือเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสะสมจากโควิด-19 เป็นลำดับที่ 4 ของโลกแล้ว โดยมีอัตราป่วยตายอยู่ที่ 1.12%

เรียกว่า สถานการณ์ ณ ปัจจุบันของอินเดีย แตกต่างจากสิ่งที่นายกรัฐมนตรี นเรนทร โมที วาดฝันเอาไว้ก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง รวมทั้งยังสวนทางกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในหลายประเทศที่เคยน่าเป็นห่วงก่อนหน้านี้อย่างสหรัฐอเมริกา หรือบราซิล ที่กำลังค่อยๆ ลดลงอีกด้วย

อะไรคือ "สาเหตุ" ที่ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดในอินเดีย เลวร้ายลงทุกขณะ?

คลื่นลูกที่ 2 ของโควิด-19 ที่เข้าโจมตีประเทศอินเดียช่วงแรก เมื่อต้นเดือนมีนาคม ในรอบ 7 วัน มีค่าเฉลี่ยผู้ติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 15,000 คนต่อวัน แต่พอเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน ค่าเฉลี่ยที่ว่านี้กลับพุ่งสูงเกินกว่า 300,000 คนต่อวัน

และประเด็นนี้ดูจะเป็นเรื่องที่ "เกินคาด" สำหรับรัฐบาลอินเดีย หรือแม้แต่กระทั่งวงการสาธารณสุขโลกอยู่ไม่ใช่น้อย นั่นเป็นเพราะไม่มีใครคาดคิดว่า หลังสู้อุตส่าห์ควบคุมการแพ้ระบาดในช่วงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนได้สำเร็จ

ปกติแล้ว ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงถึงประมาณ 32 องศาเซลเซียส ซึ่งน่าจะถือเป็น "เกราะกำบัง" ชั้นดีในการสกัดกั้น หรืออย่างน้อยที่สุด น่าจะช่วยชะลอการแพร่ระบาดได้ ตามข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 เดิมเท่าที่มีอยู่ในมือ

ที่ว่า...ไวรัสพวกนี้ไม่สามารถทนอยู่ในอากาศร้อนได้นานมากนัก!

แต่การปรากฏตัวของไวรัสกลายพันธุ์ใหม่ ที่มีชื่อว่า "B.1.617" ทำให้ฝันหวานของรัฐบาลอินเดีย "ภินท์พัง" ไม่เหลือชิ้นดี

แต่ก่อนที่ "เรา" จะไปกันต่อ หากใครคิดว่าอยากทำความเข้าใจเบื้องต้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง "การแพร่ระบาดและการกลายพันธุ์" ของไวรัสโควิด-19 ก่อนสักเล็กน้อย

กรุณาคลิกอ่านได้ที่ โควิดกลายพันธุ์ ฉีดวัคซีนดีกว่าเสี่ยง "เซลล์ CD8+T" อาจเป็นกุญแจสำคัญ

เอาล่ะ! ทีนี้ "เรา" กลับไปที่ประเทศอินเดียกันอีกครั้ง หากสวมหน้ากากพร้อมแล้ว เชิญอ่านต่อในบรรทัดถัดไปได้เลย...

บทเรียนจากการแพร่ระบาดในอินเดียเป็นสิ่งชี้ชัดแล้วว่า นอกจาก "ฤดูร้อน" จะไม่ช่วยเรื่องการลดการแพร่ระบาดได้อีกต่อไปแล้ว แต่ปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดจนนำไปสู่ "การกลายพันธุ์" ของไวรัส ยังเข้าขั้นวิกฤติอีกด้วย

นั่นเป็นเพราะ ณ ปัจจุบัน อินเดียพบการกลายพันธุ์ของไวรัสหลายชนิด ได้แก่ ชนิด N450K พบในสายพันธุ์ B.1.214 ของเบลเยียม, ชนิด S477N ที่พบในสายพันธุ์ B.1.526 ของนิวยอร์ก และอื่นๆ ทั้งหมดนั้นพบอย่างมากในส่วนยึดจับกับตัวรับบนผิวเซลล์ (Receptor-Binding Domain: RBD) สำหรับการกลายพันธุ์ในส่วนนี้จะส่งผลกระทบทั้งในส่วนการยึดจับกับโปรตีน ACE2 ของเซลล์มนุษย์ และความสามารถต่อต้านระบบภูมิคุ้มกันในการทำลายล้างฤทธิ์ของไวรัส (เช่น แอนติบอดีต่อไวรัสลบล้างฤทธิ์ในการติดเชื้อไวรัส)

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวไปนั้น คงไม่มีอะไรที่น่าเป็นกังวลเท่ากับการกลายพันธุ์ในชื่อว่า B.1.617 หรือสายพันธุ์อินเดีย ซึ่งข้อมูล ณ ปัจจุบัน มีแนวโน้มสูงมากว่าน่าจะ "ดุกว่า" บรรดารุ่นพี่ ทั้ง 3 สายพันธุ์ก่อนหน้านี้ คือ... B.1.1.7 หรือสายพันธุ์อังกฤษ, P.1 หรือสายพันธุ์บราซิล และ B.1.351 หรือสายพันธุ์แอฟริกาใต้

B.1.617 คืออะไร และอันตรายมากแค่ไหน?

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ B.1.617 ณ ปัจจุบัน

ตามรายงานจากทางการอินเดีย ระบุว่า B.1.617 ถูกพบว่ากำลังมีการแพร่ระบาดอยู่ใน 5 รัฐของอินเดีย แต่ในจำนวนทั้ง 5 รัฐนั้น มหาราษฏระ, นิวเดลี, ปัญจาบ เป็น 3 รัฐ ที่มีการแพร่ระบาดของ B.1.617 มากที่สุด

ด้าน WHO รายงานว่า จากการทดสอบตัวอย่าง 1,200 ตัวอย่างจากทั่วโลก ด้วยระบบ GISAID พบความเป็นไปได้สูงว่า B.1.617 น่าจะมีการแพร่ระบาดอยู่ในอีกอย่างน้อย 17 ประเทศด้วย

ขณะที่ รายงานเพิ่มเติมของ WHO ยังระบุด้วยว่า จากการสร้างแบบจำลองเบื้องต้นผ่านระบบ Global Initiative on sharing all Influenza Data หรือ GISAID เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเบสบนจีโนมของไวรัส เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ พบการบ่งชี้ว่า B.1.617 มีความสามารถในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่พบในประเทศอินเดีย

รวมถึง...มีแนวโน้มว่า มันอาจมีศักยภาพถึงขนาดอาจลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในปัจจุบันได้

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

นั่นเป็นเพราะวัคซีนส่วนใหญ่ที่กำลังพัฒนาเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ณ เวลานี้ ล้วนมุ่งเป้าไปที่การทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ทำความรู้จักกับ...

โปรตีนตรงส่วนหนาม (Spike Protein) บนผิวของไวรัส ซึ่งมีรูปร่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งสามารถจับกับโปรตีน Angiotensin-Converting Enzyme 2 หรือ ACE2 บนผิวเซลล์มนุษย์ และทำให้ไวรัสสามารถเข้าสู่เซลล์มนุษย์ได้

และจากนั้นระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ชนิด (Neutralizing Antibody) ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาได้นั้น สามารถมองเห็นและจดจำ Spike Protein ของไวรัสได้ และสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา "ต่อต้าน" พวกมันในที่สุด

หากแต่การกลายพันธุ์ของ เจ้า B.1.617 ตัวนี้ ได้ทำให้ Spike Protein มีรูปร่างที่แปรเปลี่ยนไป จนกระทั่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ที่ถูกกระตุ้นจากวัคซีน เท่าที่มีในปัจจุบัน "ไม่รู้จักมัน" หรือสามารถ "จดจำ" มันได้อีกครั้ง!

อย่างไรก็ดี แม้จะมีความเป็นได้สูงมากแล้วว่า B.1.617 จะสามารถแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็วกว่า รวมถึงอาจจะลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีนได้ (จากผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ) แต่เบื้องต้นยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนมากพอถึงความเชื่อมโยงที่จะทำให้ระดับการติดเชื้อรุนแรงมากขึ้น

การฉีดวัคซีนเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดและการกลายพันธ์ุของไวรัสในอินเดีย

ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงเกินกว่าวันละ 300,000 คน มาหลายวันติดต่อกัน ทำให้เกิดระบบสาธารณสุขของอินเดียกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก และนั่นย่อมเชื่อมโยงไปถึง "การเร่งฉีดวัคซีน" ให้กับประชาชนด้วย

โดยหากอ้างอิงรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ล่าสุดของ WHO ณ วันที่ 28 เมษายน 2021 สรุปตัวเลขเอาไว้ดังต่อไปนี้

อินเดียฉีดวัคซีนให้กับประชาชนรวมแล้วทั้งสิ้น 145,271,186 โดส โดยจำนวนที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกไปแล้วอยู่ที่ 121,361,009 คน ส่วนจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 อยู่ที่ 22,910,177 คน จากจำนวนประชากร 1,380 ล้านคน

ซึ่งนั่นเท่ากับว่า ปัจจุบันมีชาวอินเดียได้รับการฉีดวัคซีนคิดเป็นเพียง 8.79% ของจำนวนประชากรเท่านั้น!

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนี้ ห่างไกลกับ "เป้าหมาย" ที่รัฐบาลอินเดียประกาศเอาไว้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา (ก่อนการแพร่ระบาดระลอก2) ว่าจะต้องมีชาวภราตะฉีดวัคซีน 300 ล้านคน ภายในเดือนสิงหาคมนี้อย่างสิ้นเชิง

โดยปัญหาความล่าช้าที่เกิดขึ้น มาจากทั้งเรื่องระบบการผลิตวัคซีนและขนส่งวัคซีนไปยังพื้นที่ห่างไกล แต่ที่ดูจะเป็นปัญหามากที่สุด คือ ความวิตกกังวลของประชาชนที่ต่อการฉีดวัคซีน ซึ่งดูจะเป็นโจทย์ที่ รัฐบาลอินเดียยังคงต้องพยายามทำความเข้าใจกับประชาชนอยู่ต่อไป โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นถึง "ผลดี" ของการสร้างระบบภูมิคุ้มกันหมู่ที่จะนำไปสู่ทั้งการสกัดกั้นการแพร่ระบาด และการกลายพันธุ์ของไวรัสในท้ายที่สุด.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ข่าวน่าสนใจ:

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อินเดียโควิดกลายพันธ์ุโควิด-19รายงานพิเศษทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2564 เวลา 08:05 น.