ไลฟ์สไตล์
100 year

รัฐประหารพม่า เลือดนองแผ่นดิน ประชาชนแลกด้วยชีวิต ต้องชนะ ลุกฮือต่อสู้ทหาร

ไทยรัฐออนไลน์
6 มี.ค. 2564 10:05 น.
SHARE
  • เสียดายประชาธิปไตยในเมียนมากำลังผลิบานต้องหยุดชะงักไป ยากที่จะกลับมา เพราะการรัฐประหารของ “มิน อ่อง หล่าย” เข้าสู่เดือนที่ 2 ไม่สนการลุกฮือต่อต้านของประชาชน ยังคงยกระดับการใช้กำลังปราบปรามผู้เห็นต่างให้สิ้น จนเกิดความรุนแรงบานปลาย ผู้คนล้มตาย ไม่ต่างกับบ้านป่าเมืองเถื่อน

  • ชนวนความรุนแรงก่อตัวมากขึ้น ประเทศกำลังลุกเป็นไฟ เมื่อสาวน้อย “มะ เจซิน” วัย 19 จบชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยคมกระสุนเจาะศีรษะ ขณะร่วมชุมนุมอย่างกล้าหาญในรัฐฉาน และอีกหลายเมือง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะเมืองมัณฑะเลย์ จากการลุอำนาจของเจ้าหน้าที่ กระทำเกินกว่าเหตุ ใช้กระสุนจริงฆ่าคนอย่างเหี้ยมโหด

  • ทางออกของเมียนมาจะเป็นเช่นไร? เกรงว่าจะลงเอยเหมือนเหตุการณ์ “8888” วันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 หรือปี พ.ศ.2531 ในการเรียกร้องประชาธิปไตยต่อสู้กับเผด็จการทหาร กุมอำนาจเบ็ดเสร็จมายาวนาน 26 ปี จากการรัฐประหารของ “นายพลเนวิน” นำไปสู่การนองเลือดครั้งใหญ่กลางเมืองย่างกุ้ง ผู้คนเสียชีวิตเกือบ 1 หมื่นศพ ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา

บทเรียนเหตุการณ์ “8888” ยังอยู่ในความทรงจำของชาวเมียนมา แม้เวลาผ่านไปนานกว่า 33 ปี กระทั่งภาพการต่อสู้เกิดขึ้นอีกระหว่างประชาชนกับเผด็จการทหาร ในปี 2021 กับตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุด 60 กว่าศพ หรืออาจจะมากกว่า และมุมมองของ “อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ” นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า นับตั้งแต่นี้เหตุการณ์ในเมียนมาจะเกิดความสูญเสียมากขึ้นกว่านี้ คิดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ออกมาน่าจะจริง จากโลกโซเชียลที่เชื่อมโยงกัน แม้จำนวนผู้เสียชีวิตอาจไม่ชัดเจน ส่วนมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่รองจากย่างกุ้ง มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด เนื่องจากเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย มีชนชั้นกลาง ปัญญาชนอาศัยเป็นจำนวนมาก และเป็นที่ตั้งของค่ายทหาร ถือเป็นจุดสุ่มเสี่ยงเกิดการปะทะมากกว่าเมืองอื่น

ข่าวแนะนำ

เหตุการณ์ต่อต้านรัฐประหารในครั้งนี้ คิดว่าไม่เหมือนเหตุการณ์ “8888” น่าจะมีบริบทที่ต่างกันพอสมควร เนื่องจากเหตุการณ์ “8888” มีการชุมนุมประท้วงเฉพาะในเมืองใหญ่ ส่วนการชุมนุมประท้วงครั้งนี้กระจายไปทั่วประเทศเมียนมา สุดท้ายแล้วไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์จะรุนแรงเลือดนองแผ่นดินเหมือนกันหรือไม่ และคิดว่าประชาชนอาจชนะ ซึ่งต้องยื้อจนกว่ากองทัพไม่สามารถบริหารจัดการได้ และแพ้ไปโดยปริยาย

“การต่อสู้ระหว่างประชาชนกับทหาร คงเหนื่อยแลกกับเลือดจริง ชีวิตจริง จะเกิดการสูญเสียกันเป็นจำนวนมาก จากการต่อสู้กันแบบสุดๆ ยืดเยื้อยาวนาน ทั้งแรงกดดันทั้งภายในประเทศ และข้างนอก อาจทำให้อาเซียนเข้ามามีบทบาท ทำให้ฝ่ายทหารต้องหาทางลงแบบไม่ให้เสียหน้าอาเซียน คิดว่าอาเซียนจะเข้ามาแสดงบทบาทสำคัญ แต่อาจไม่ใช่รูปแบบการจัดการ อาจหาทางออกให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากข้างนอก อย่างการออกมากดดันของ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ดีกว่าให้ประเทศอื่นเข้ามาช่วย เพราะอาเซียนยังคงยึดค่านิยมในการวางตัว เน้นการมีส่วนร่วม และท้ายสุดทหารเมียนมาก็จะให้ความร่วมมือ”

บทบาทของอาเซียนจะเข้ามามีความสำคัญต่อเหตุการณ์ในเมียนมา แต่ไม่ได้เข้ามาช่วยในเรื่องโครงสร้าง เพราะมีการรวมตัวในช่วงสงครามเย็นในยุค 90 กระทั่งเปิดรับกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เข้ามา โดยยึดถือกฎไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องภายใน ไม่เหมือนองค์กรอื่น คงต้องให้อาเซียนเข้ามาเป็นกลไก ให้เป็นทางลงให้กับฝ่ายกองทัพเมียนมา อาจเป็นการเปิดเจรจา เพื่อให้เมียนมากลับไปเลือกตั้งใหม่ หวังว่ากองทัพเมียนมาจะยอมลง

คนพม่าทั้งประเทศ ไม่เอาทหาร ต้องต่อสู้จนถึงที่สุด แลกด้วยเลือดและชีวิต

เมื่อย้อนไปในอดีต ทหารเมียนมามีการรบมาตั้งแต่ประเทศได้รับอิสรภาพ มีการสู้กันจนถึงที่สุดกับประชาชน คงไม่ต่างกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เกิดความยากลำบาก และผลกระทบต่อเลือดเนื้อ ชีวิตผู้คน ซึ่งชัดเจนแล้วว่าประชาชนทั้งประเทศไม่เอาทหาร คงต่อสู้กันจนถึงที่สุด ระหว่างทหารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยอมไม่ได้ เพราะได้โอกาสทางเศรษฐกิจจากการเป็นประชาธิปไตย แม้เป็นประชาธิปไตยแบบนุ่งโสร่งก็ตาม จนมีชีวิตปรับเปลี่ยนไปในทางดีขึ้น ไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม และกลุ่มคนยุคเก่าโตมากับเผด็จการทหาร ซึ่งตรงข้ามกับไทย มีการต่อสู้ระหว่างคน 2 กลุ่ม มีปริมาณและจำนวนพอๆ กัน กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชน ไม่เหมือนเมียนมา ที่เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับทหาร

ส่วนที่มองว่า จะมีประเทศใดอยู่เบื้องหลังในการรัฐประหารครั้งนี้ คงไม่มี และไม่เชื่อว่าอินเดียจะอยู่เบื้องหลัง แม้มีความสนิทกับเมียนมาเป็นอย่างมาก และในอดีตแม่ของอองซาน ซูจี ยังเคยเป็นเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำอินเดียมาก่อน ส่วนจีน มีผลประโยชน์ในเมียนมาเช่นกัน แต่ชอบเล่นบทหลายหน้า แบบหน้าฉากอย่างหนึ่ง และหลังฉากอย่างหนึ่ง มีท่าทีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เป็นกรณีศึกษา เมื่อเมียนมามีการยึดอำนาจรัฐประหาร ก็มีการประณาม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ท้ายสุดก็จะเอาผลประโยชน์เป็นหลัก แม้กระทั่งไทย

สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา อยากฝากความหวังจากแรงเสียดทานภายในประเทศ มากกว่าแรงเสียดทานจากโลกภายนอก ซึ่งจะทำให้ท่าทีโลกภายนอกค่อยๆ อ่อนลง และทหารเมียนมาก็คงรู้ว่าจะถูกคนในประเทศกดดัน คิดว่าคงทำการบ้านมาแล้ว จึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระยะเวลา 1 ปี เพราะไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องสร้างความชอบธรรมของตัวเอง ซึ่งนอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว ยังอ้างว่า อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ส่วนกองทัพเมียนมาจะกุมอำนาจภายใน 1 ปีหรือไม่ ก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าไม่เกิน 2 ปี

สรุปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา จะกระทบเชื่อมโยงกันไปทั้งหมด รวมทั้งไทย ซึ่งไทยยังไม่ได้มีการประเมินผลกระทบที่จะได้รับ หรืออาจมีการดำเนินการในทางลับแล้วก็ได้ โดยเฉพาะไทยจะได้รับผลกระทบในด้านแรงงาน อาจมีแรงงานลักลอบเข้ามาไทยแบบผิดกฎหมาย และธุรกิจไทยที่ลงทุนในเมียนมาจะได้รับผลกระทบ เพราะขณะนี้เริ่มให้คนไทยอพยพออกจากเมียนมาแล้ว ซึ่งน่าจะมีสัญญาณอะไรบางอย่าง.

ผู้เขียน : ปูรณิมา

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พม่าประท้วงspecial contentพม่ารัฐประหารพม่ารัฐประหาร 2564พม่าปฏิวัติพม่าเมียนมาอองซานซูจีมินอ่องลายรัฐประหารพม่าปฏิวัติพม่ามินอ่องหล่ายรัฐประหารทหารพม่ายิงผู้ประท้วงมะ เจซินกองทัพพม่าพม่านองเลือดทหารยิงประชาชนpremium content

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2564 เวลา 10:02 น.