ไลฟ์สไตล์
100 year

นับถอยหลัง "ทรัมป์" สิ้นอำนาจ ทิ้งทวนอภัยโทษ วิ่งเต้นฝุ่นตลบ รับสินบนทางอ้อม

ไทยรัฐออนไลน์
19 ม.ค. 2564 20:39 น.
SHARE

ในที่สุด โจ ไบเดน จะได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 อย่างเป็นทางการ และเข้าสู่ทำเนียบขาว หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งตามธรรมเนียมปฏิบัติ ในวันที่ 20 ม.ค. เวลาประมาณ 11.30 น. ตามเวลากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หรือ 23.30 น. ตามเวลาในไทย

  • ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จากเหตุจลาจล วันที่ 6 ม.ค. เมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้าไปอาคารรัฐสภา เพื่อขัดขวางการประกาศรับรองชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของ โจ ไบเดน ซึ่งครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 5 ศพ

  • ขณะที่ทรัมป์ประกาศอย่างชัดเจน จะไม่เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในงานพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของไบเดน ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ส่วนรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ซึ่งจะลงจากตำแหน่งเช่นเดียวกัน จะเข้าร่วมในพิธีนี้

  • ชีวิตของ ทรัมป์ จะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี และที่ผ่านมาสภาผู้แทนฯ ลงมติยื่นถอดถอนทรัมป์ ฐานยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดจลาจลในอาคารรัฐสภา ก่อนถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภา เพื่อเข้าสู่กระบวนการไต่สวนว่ามีความผิดหรือไม่ แม้เสร็จไม่ทันก่อนทรัมป์ก้าวลงจากตำแหน่ง แต่วุฒิสภาอาจใช้กระบวนการถอดถอนปิดกั้นไม่ให้ทรัมป์ ลงสมัครเลือกตั้งได้อีกครั้งใน 4 ปีข้างหน้า

  • ก่อนทรัมป์ จะก้าวลงจากตำแหน่งด้วยความอัปยศให้กับการเมืองสหรัฐฯ ได้อภัยโทษภายใต้อำนาจที่มีอยู่ให้กับบริวาร คนรู้จัก และผู้สนับสนุนกว่า 100 คน ให้พ้นโทษออกจากคุกหรือลดโทษการถูกจองจำให้สั้นลง เป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีคนอื่นๆ ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน แต่ทรัมป์ ผู้ดื้อรั้นและบ้าบิ่น กลับทำในเวลาที่เหลืออยู่ ก่อนหมดอำนาจ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ

  • รวมถึงการทิ้งทวนด้วยการยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางของพลเมืองผู้มาจากประเทศยุโรป อังกฤษ และบราซิล ตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.นี้ กระทั่งเกิดปฏิกริยาในทันทีจากทีมงานของไบเดน ว่าไบเดนวางแผนที่จะขยายคำสั่งห้ามการเดินทางของผู้ที่มาจากประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปและบราซิลต่อ

  • เมื่อทรัมป์ ในวัย 74 ปี พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ฉากต่อไปจะเป็นอย่างไร กับหลายวิบากกรรมที่จะต้องเจอในฐานะบุคคลธรรมดาๆ คนหนึ่ง จะไม่ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากคดีแพ่ง และอาญา เกือบทั้งหมด

ข่าวแนะนำ

"ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู" อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวกับ "ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์" ว่า ตามมารยาทแล้วไม่ควรมีคำสั่ง หรือนโยบายใดๆ ในช่วงใกล้จะพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งต้องให้คนเข้ามารับตำแหน่งดำเนินการ โดยวิบากกรรมของทรัมป์ที่ต้องเจอมีทั้งคดีอาญาและแพ่ง จึงมีความพยายามใช้อำนาจขณะดำรงตำแหน่ง และทำทุกวิถีทางไม่ให้ออกจากตำแหน่ง เมื่อไม่มีสิทธิคุ้มกันโอกาสจะถูกดำเนินคดีจึงมีสูง

ส่วนสิ่งที่น่าสนใจจากการกระทำของทรัมป์ในการอภัยโทษให้กับบริวาร ซึ่งความจริงมีไม่มาก แต่แตกต่างกับบารัค โอบามา ตรงที่โอบามา ไม่ได้อภัยโทษให้กับเรื่องอื้อฉาว และพวกพ้องที่กระทำความผิดเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง โดยการกระทำของทรัมป์นั้นใช้อำนาจฉ้อฉลช่วยหลายคนที่ปกปิดเรื่องของตัวเอง อย่างการดึงยูเครนเพื่อประโยชน์ทางการเมือง บีบให้สอบสวนไบเดนและลูกชาย ซึ่งทำธุรกิจในยูเครน

“การอภัยโทษของทรัมป์ ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ แม้สมัย บิล คลินตัน เคยอภัยโทษให้กับอาชญากร หรือจิมมี คาร์เตอร์ ให้อภัยโทษกับคนที่หนีทหารในยุคสงครามกลางเมือง เพื่อความสมานฉันท์ ไม่ได้มีผลกับตัวเอง ตรงข้ามกับทรัมป์อภัยโทษในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดของตัวเองและคนในครอบครัวทั้งสิ้น และยังมีล็อบบี้ยิสต์ มีนายหน้าพยายามวิ่งเต้นให้ทรัมป์อภัยโทษให้กับบุคคลอื่น และผู้ว่าจ้าง บางคนได้เงินหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ เป็นการรับสินบนทางอ้อม”

นอกจากนี้ จะต้องจับตาในช่วงเวลาที่เหลือของทรัมป์ อาจอภัยโทษให้กับพวกพ้องหรือไม่ ในกรณีการก่อจลาจลในอาคารรัฐสภา สร้างความเสียหายให้กับระบบการเมืองสหรัฐฯ และระบอบประชาธิปไตย จากการยุยงปลุกปั่นของทรัมป์ทั้งสิ้น ถือเป็นการยกโทษให้กับตัวเองให้อยู่เหนือกฎหมาย เหมือนสั่งใครให้ไปฆ่าใครก็ได้แล้วยกโทษให้ภายหลัง ซึ่งเป็นสิ่งไม่ควร และไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดของสหรัฐฯทำมาก่อน แม้รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม แต่ในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องเป็นคนให้ ไม่ใช่เป็นคนรับ เพราะฉะนั้นต้องดูว่าวันที่ 20 ม.ค. วันสุดท้ายที่ดำรงตำแหน่ง อาจบ้าเลือดขึ้นมาในการอภัยโทษกับคนที่ก่อจลาจลก็ได้

หรือสมมติว่าทรัมป์ได้อภัยโทษให้กับใครไป รวมทั้งตัวเอง หากไม่ชอบมาพากลทางรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ สามารถดำเนินคดีได้กับคนที่ทรัมป์ให้อภัยโทษ ซึ่งการที่ทนายความของทรัมป์บอกว่าทำไม่ได้ และให้ไปตัดสินที่ศาล เพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน ในส่วนประเด็นนี้มองว่ารัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม อาจฟ้องทรัมป์ในคดีอาญาได้ และการให้ศาลสูงตัดสิน จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าศาลสูงจะตัดสินอย่างไรในเรื่องนี้ เพราะในอดีตไม่เคยมีมาก่อนจึงไม่มีบรรทัดฐาน

ในมุมมองส่วนตัวคิดว่า ไบเดน ไม่อยากให้ถูกมองว่าล้างแค้นทรัมป์ แต่การจลาจลที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ม.ค. เป็นเรื่องใหญ่ร้ายแรงมาก หากไม่ดำเนินการก็เท่ากับเป็นการทำลายประชาธิปไตย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ และหากอนาคตมีใครแพ้เลือกตั้งอาจทำในเรื่องเช่นนี้อีกก็ได้ ดังนั้นไบเดน ต้องดำเนินคดีจนถึงที่สุด รวมถึงเรื่องที่ค้างคาอยู่ เช่นการถอดถอนทรัมป์ เพื่อไม่ให้กลับมาเลือกตั้งได้อีก

แม้เรื่องนี้มีนักกฎหมายมีความเห็นที่ต่างกัน แต่ส่วนตัวมองว่าความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ดูสมเหตุสมผลมากในเรื่องการลงโทษประธานาธิบดีด้วยการถอดถอน มีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ประธานาธิบดีกระทำผิดในช่วงใกล้จะหมดตำแหน่ง อย่างกรณีการยุยงปลุกปั่นจนเกิดเหตุจลาจล เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ต้องดูว่าแนวความคิดในการถอดถอนทรัมป์ไม่ให้กลับมาอีก จะดำเนินการหรือไม่ เพื่อป้องกันประธานาธิบดีไม่ให้ก่อความเสียหายกับประเทศ ตามแนวคิดของผู้ร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ยืมมาจากรัฐธรรมนูญของอังกฤษ ซึ่งสามารถถอดถอนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งได้ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว และน่าจะทำนองเดียวกับทรัมป์ แม้พ้นตำแหน่งไปแล้วก็น่าจะถูกถอดถอน

ขณะที่ รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญของอังกฤษ มีการระบุเฉพาะเจาะจงชัดเจนในการให้อภัยโทษควรมีขอบเขตใดทำได้หรือไม่ได้ แต่อย่างน้อยความผิดอภัยโทษก็ต้องระบุว่ามีความผิดอะไร ซึ่งกรณีการเมืองสหรัฐฯ จะเป็นข้อคิดที่ทำให้ต้องมองกลับไปยังสังคมไทย เมื่อมีการยึดอำนาจ ก็จะพบว่ามีการยกโทษให้กับตัวเองตลอดด้วยระบบกฎหมาย จากการทำผิดแล้วได้รับอภัยโทษ ทำให้คนทำผิดแล้วไม่กลัวผิด ซึ่งตรงข้ามกับหลักนิติธรรมหากใครทำผิดก็ต้องรับผิดตามหลักกฎหมาย.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประธานาธิบดีสหรัฐโจ ไบเดนโจ ไบเดนสาบานตนทรัมป์เลือกตั้งสหรัฐทรัมป์ลงจากตำแหน่งสหรัฐรายงานพิเศษการเมืองสหรัฐถอดถอนทรัมป์ทรัมป์อภัยโทษให้พวกพ้องโดนัลด์ ทรัมป์ข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 10:28 น.