การเมืองสหรัฐฯ ตึงเครียดมากขึ้น ภายหลังเกิดการจลาจลเดือดในพื้นที่อาคารรัฐสภา มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการหมดวาระของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ของโจ ไบเดน
- ด้วยเพราะความบ้าบิ่นของ “ทรัมป์” หรืออาจมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ จนไม่น่าไว้วางใจ ได้สร้างความกังวลให้กับ “แนนซี เปโลซี” ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เกี่ยวกับ “อำนาจนิวเคลียร์” ในมือประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะที่“ทรัมป์” ผู้บ้าบิ่น ยังไม่ลงจากตำแหน่ง อาจสร้างความปั่นป่วน ด้วยการใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน ก็เป็นไปได้
- เนื่องจากกฎหมายสหรัฐฯ กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพียงบุคคลเดียวมีอำนาจในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดยสภาคองเกรส ไม่สามารถแทรกแซงใดๆ ได้ ทำให้ “เปโลซี” ต้องหารือกับ พล.อ.มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐฯ ในการจำกัดอำนาจของทรัมป์ในเรื่องนี้
- อำนาจนิวเคลียร์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ หากต้องการสั่งโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ สามารถดำเนินการได้ผ่านสิ่งที่เรียกว่า "ลูกฟุตบอลนิวเคลียร์" (Nuclear football) อยู่ในกระเป๋าฉุกเฉินบรรจุเอกสารลับพร้อมทั้งการ์ดพลาสติกที่มีรหัส เมื่อเดินทางไปที่ใดก็ต้องมีกระเป๋าใบนี้ ซึ่งหนักกว่า 20 กิโลกรัม ไปด้วยตลอดเวลา
- เพราะเมื่อมีเหตุฉุกเฉินจำเป็น ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถออกคำสั่ง และส่งรหัสไปยังเพนตากอน ก่อนส่งไปยังกระทรวงกลาโหม และส่งต่อไปยังศูนย์บัญชาการฐานทัพอากาศตามลำดับ ซึ่งก่อนยิงอาวุธนิวเคลียร์ไปยังเป้าหมาย ต้องตรวจสอบรหัสประธานาธิบดีว่าตรงกับรหัสที่เก็บรักษาไว้หรือไม่
- ไม่ใช่ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะสามารถทำได้ตามอำเภอใจ หรือ “ทรัมป์” จะคิดทำอะไรที่ผิดเพี้ยนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหล่านายพลทหาร และผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพ สามารถปฏิเสธคำสั่งโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ หากคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
...
“ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” พูดคุยกับ "ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู" ผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบุว่า จากข้อกังวลของ “แนนซี เปโลซี” ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งได้ปรึกษากับ พล.อ.มาร์ค มิลลีย์ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ถ้าเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมเหตุสมผลก็ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ แม้ “ทรัมป์” มีอำนาจสั่งการ ทางฝ่ายทหารและผู้รับผิดชอบ ไม่ทำตามก็ได้ เมื่อประธานาธิบดีมีภาวะทางอารมณ์อย่างนี้ เชื่อว่าจะไม่ทำตามอย่างแน่นอน
“การกระทำของทรัมป์ มีความผิดปกติทางอารมณ์ ตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่นทางการเมือง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปนอกประเทศ ซึ่งทุกคนรู้แกวกันหมด ก็คิดว่าช่วงเวลาที่เหลือ 10 กว่าวัน คงหาทางไม่ให้ทรัมป์ สร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ แม้แต่คนใกล้ชิดยังไม่เอาด้วย จะหาคนร่วมด้วยยากมาก และผู้ปฏิบัติก็ต้องระมัดระวังอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าทรัมป์ ไม่ปกติ เชื่อว่าทำได้ยากในการใช้อำนาจนิวเคลียร์”
นอกจากนี้ บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 (25th Amendment) ของสหรัฐฯ เปิดโอกาสให้รองประธานาธิบดี สามารถปลด “ทรัมป์” ออกจากตำแหน่งได้ โดยขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ต้องได้เสียงครึ่งหนึ่ง แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งไม่เต็มใจจะดำเนินการ แม้ไม่ชอบพฤติกรรมของทรัมป์ก็ตาม เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรีทยอยลาออกอย่างต่อเนื่อง จนแนวร่วมทรัมป์เริ่มร่อยหรอลงไม่มีพวก
ขณะที่ “แนนซี เปโลซี” ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร เตรียมดำเนินการถอดถอนด้วยวิธี “อิมพีชเมนต์” แต่ถ้าทรัมป์ ไม่ยอมก็มีสิทธิ์ให้ปากคำกับสภาผู้แทนราษฎร ว่าตัวเองไม่มีความผิดปกติ หากสภาฯ ลงคะแนนเสียง 2 ใน 3 เห็นว่าทรัมป์มีภาวะจิตใจไม่ปกติ ก็สามารถปลดได้ แต่คิดว่าคงไม่ทำ เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่วัน อีกทั้งปัญหาการลงมติถอดถอนไม่ได้อยู่ที่สภาฯ แต่อยู่ที่สภาสูง ซึ่งเป็นชุดใหม่ ยังไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เสียงข้างมากไม่เพียงพอ
“ประเด็นอยู่ที่ทรัมป์ เคยถูกดำเนินการถอดถอนเป็นครั้งที่ 2 แต่ครั้งนี้จะถูกถอดถอนจริงหรือไม่ก็ต้องคอยดู เพราะในอดีตไม่เคยทำสำเร็จ ผ่านสภาสูงได้ยากมาก ต้องได้คะแนน 2 ใน 3 จึงมองว่าเจตนาจริงๆ คงไม่ถอดถอน แต่ต้องการให้เป็นประวัติบันทึกเอาไว้ ให้เป็นตัวอย่างว่าพฤติกรรมทรัมป์ ควรได้รับโทษ ดังนั้นการถอดถอนจึงเหลือแต่การอิมพีชเมนต์ อย่างเดียว หากสมมติว่าสภาผู้แทนราษฎรลงคะแนน แต่สภาสูง ยังไม่ได้ทำหน้าที่ จึงมองว่าการถอดถอนทรัมป์นั้นยาก ไม่สามารถทำได้”
...
หรือหาก “ทรัมป์” พ้นจากตำแหน่งแล้ว การจะถอดถอนภายหลังก็สามารถทำได้ จะส่งผลทำให้ทรัมป์ ไม่สามารถกลับมาลงสมัครเลือกตั้งได้ แต่ประเด็นนี้มองว่าคงไม่ทำอย่างนั้น หรือหากสภาผู้แทนราษฎรของพรรครีพับลิกัน มองว่าทรัมป์ สร้างความเสียหายก็สามารถทำได้ หากได้เสียงมากพอก็สามารถจัดการได้
ส่วนเหตุการณ์จลาจลจะเกิดขึ้นรุนแรงเหมือนที่ผ่านมา จนทำให้เกิดความตึงเครียดอีกครั้ง คงไม่น่ารุนแรง เนื่องจากบรรดาหัวโจก ได้ถูกจับกุมไปเกือบหมด และอนาคตของทรัมป์ หลังลงจากเก้าอี้ประธานาธิบดี ทำให้โอกาสแสดงออกไม่เหมือนตอนมีตำแหน่ง ซึ่งยังมีอำนาจ แต่เมื่อเป็นบุคคลธรรมดา ก็ไม่ต่างกับอดีตประธานาธิบดี ซึ่งสื่อจะไม่ให้ความสนใจ
นอกจากมีประเด็นเรื่องเด่น หรือสร้างประเด็นจนเกิดปัญหามากมาย แต่สิ่งที่จะเห็นได้ชัด จะมีคนจำนวนไม่น้อยในพรรครีพับลิกัน เริ่มตีตัวออกห่าง ทำให้อิทธิพลของ "ทรัมป์" เสื่อมถอยลงไป เพราะคนในพรรคมองว่าทำไมต้องเป็นตัวประกันของทรัมป์ ซึ่งที่ผ่านมาทรัมป์ ได้ทำให้พรรคแพ้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และล่าสุดวุฒิสภา ก็สูญเสียเสียงข้างมากเช่นกัน ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่รัฐจอร์เจีย เคยเป็นฐานเสียงของรีพับลิกันมานาน ก็ยังพ่ายแพ้ คิดว่าสมาชิกพรรคจะหาทางทำให้ทรัมป์ ออกจากวงจรพรรคไปได้ เพื่อไม่ให้ครอบงำพรรคอีกต่อไป
...
สรุปว่าอนาคตของ "ทรัมป์" หลังลงจากเก้าอี้จะไม่สดใสอีกต่อไป ดูค่อนข้างมืดมน แม้จะพยายามจะกลับเข้ามา เพราะมีความทะเยอทะยานสูง ก็คงยาก เพราะความนิยมลดลง สร้างปัญหามากมาย ทำภาพลักษณ์อเมริกาตกต่ำ ทั้งในและนอกประเทศ และจะถูกดำเนินคดีในหลายคดี
“เหตุการณ์ม็อบบุกอาคารรัฐสภา เป็นสิ่งที่คนอเมริกันยากที่จะรับได้ เมื่อทรัมป์ อยู่ในตำแหน่งก็จบไม่สวย ไม่มีใครเอา แม้แต่คนในครอบครัวยังเอือมระอา อาจเป็นประธานาธิบดีที่แย่ที่สุดในสหรัฐฯ ต้องจดบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ และปลายทางของทรัมป์ต่อไป นอกจากไม่ลักกี้อินเกมแล้ว อาจไม่ลักกี้อินเลิฟ เพราะดูเหินห่างกับมาเลเนีย ทรัมป์”
...