ถือเป็นการไขกุญแจอีกหนึ่งดอกสำคัญ สำหรับกรณีสะเทือนขวัญ "บึมกลางราชประสงค์" หลังตำรวจคุมตัว นายเมียไรลี ยูซูฟู ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ สิ่งที่น่าสนใจในคำให้การของ นายเมียไรลี ยูซูฟู ที่กล่าวถึงสารเคมีที่ใช้ประกอบระเบิด สำหรับ คนทั่วไปอาจไม่เป็นที่น่าสงสัยอะไรมากนัก แต่ในด้านของนักเคมีกลับมีข้อสังเกตเกี่ยวกับชนิดระเบิดว่าอาจเป็นระเบิดจากเปอร์ออกไซด์ สารเคมีชนิดดังกล่าวจะนำไปสู่ระเบิดทำลายล้างได้อย่างไร? ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ อาสาพาไปไขข้อข้องใจเกี่ยวข้อสังเกตนี้
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ติดต่อโดยตรงไปยัง รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์เคมีและนิติวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ที่เคยตั้งข้อสังเกตว่าสารเคมีที่ผู้ต้องหากล่าวถึง เป็นสารเคมีที่หาซื้อง่าย ราคาถูก และ มันอาจจะเป็นระเบิดเปอร์ออกไซด์ (Peroxide-based explosives)
...
ซึ่ง ดร.วีรชัย อธิบายเรื่องนี้ว่า เอกลักษณ์ของระเบิดแสวงเครื่องอยู่ที่กรรมวิธีการทำ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความรู้ของผู้ทำระเบิด หากเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านเคมีไม่มาก ก็จะใช้เป็นจำพวกปุ๋ย เช่น ยูเรียไนเตรต (Urea nitrate) แอมโมเนียมไนเตรต (Ammonium nitrate) โพแทสเซียมคลอเรต (Potassium chlorate) กลุ่มนี้เรียกกันว่ามือระเบิดทั่วไป ในทางตรงข้ามกันผู้ที่สามารถทำระเบิดจากเปอร์ออกไซด์ ได้ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านเคมีมาก เนื่องจากต้องผ่านกรรมวิธีทางเคมีหลายขั้นตอน
"คนทำระเบิดจะคิดวิธีการประกอบเป็นตัวระเบิดโดยการหาวัสดุที่หาได้ ซึ่งมันจะมีเอกลักษณ์ของมัน ขึ้นอยู่กับความรู้ของผู้ที่ทำระเบิด ถ้าเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านเคมีไม่มาก ก็จะหาวัสดุทำระเบิดจากสารที่หาได้ คือ จำพวกปุ๋ย เช่น ยูเรีย แอมโมเนียมไนเตรต โพแทสเซียมคลอเรต สารที่ใช้ทำบังไฟ ทำพลุ อะไรพวกนี้ กลุ่มนี้ก็จะเป็นมือระเบิดทั่วไป แต่ถ้าเป็นระเบิดเปอร์ออกไซด์ จะต้องมาสังเคราะห์ หมายถึงจะต้องมาเตรียมเนื้อสารระเบิดอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเอาสารมาแล้วใส่เลย จะต้องผ่านกรรมวิธีทางเคมี ซึ่งคนที่จะมาผ่านกรรมวิธีทางเคมีได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ทางเคมีมาก ผมจะเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยคล้ายกับฟุตบอล เช่น บอลสไตล์ลาตินอเมริกัน จะเป็นการต่อบอลระยะสั้น แต่ถ้าเป็นบอลโยนก็จะเป็นเอกลักษณ์ของยุโรป ระเบิดก็เช่นกัน ถ้าระเบิดเปอร์ออกไซด์จะเป็นสไตล์ตะวันออกกลาง ระเบิดที่ใช้ปุ๋ยก็จะเป็นพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่น ผู้ก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้" รศ.วีรชัย กล่าว
สารเหล่านี้ใช้ในทางอุตสาหกรรม หรือการทดลองของนักเคมีเท่านั้น
สารที่ถูกเปิดเผยในที่นี้คือ 1.อะซิโตน A น้ำ(ของเหลว) 2.โซเดียมคาร์บอเนต (นำมาทำน้ำโซดาแอช) 3.ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์(ของเหลว) และ 4. กรดไฮโดรคลอริก(ของเหลว) หรือกรดเกลือ รศ.วีรชัย จึงอธิบายต่ออีกว่า โดยปกติสารเหล่านี้จะเป็นสารประกอบที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือใช้ในการทดลองของนักเคมีเท่านั้น แต่ถ้าซื้อมาทั้งสี่ตัวพร้อมกัน เมื่อสารทั้งสี่ตัวมารวมตัว จะสามารถเกิดเป็นสารเปอร์ออกไซด์ ลักษะเป็นผงสีขาว ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนประกอบจนกลายระเบิดเปอร์ออกไซด์ นอกจากนั้นแล้วระเบิดเปอร์ออกไซด์ยังมีอักษรย่อที่เป็นโค้ดรหัสของสารระเบิดแรงดันสูงที่ใช้ในทางทหารคือ "ATP" อะซิโตนเปอร์ออกไซด์ หรือ "TATP" ไตรอะซิโตนเปอร์ออกไซด์ นอกจากนี้ รศ.วีรชัย ยังเสริมต่ออีกว่า สารระเบิดอะซีโตนเปอร์ออกไซด์ 1 กิโลกรัม สามารถคิดเป็น 2 เท่าของความรุนแรงจากระเบิด ทีเอ็นที ได้เลยทีเดียว
"ระเบิดเปอร์ออกไซด์" นิยมทำกันในกลุ่มผู้ก่อการร้ายทางอิสราเอล (Israel)
...
อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวฯก็ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาที่ไปของระเบิดจากเปอร์ออกไซด์ รศ.วีรชัย ได้ไขข้อสงสัยข้อนี้ว่า กลุ่มที่นิยมทำระเบิดเปอร์ออกไซด์คือกลุ่มผู้ก่อการร้ายทางอิสราเอล (Israel) ซึ่งใช้เป็นระเบิดพลีชีพ หรืออาจมีการเรียนรู้จากกลุ่มนั้น ส่วนใหญ่บุคคลที่มีความสามารถในการทำระเบิดประเภทนี้จะต้องเป็นผู้ไม่หวังดี ต้องมีความรู้ทางด้านเคมี และต้องได้รับการฝึกฝนจากทางอิสราเอล ซึ่ง รศ.วีรชัย ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ระเบิดที่กรุงลอนดอน เมื่อ พ.ศ.2548 ซึ่งตอนนั้นได้มีการตรวจสอบพบว่าเป็นระเบิด ไฮเปอร์ออกไซด์ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า ชนิดระเบิดคล้ายกับที่คนร้ายนำมาใช้ที่ราชประสงค์มาก
"ระเบิดเปอร์ออกไซด์เคยใช้ในสถานการณ์ระเบิดที่กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2548 ช่วงนั้นเกิดระเบิดที่สถานรถไฟใต้ดิน โดยการระเบิดในครั้งนั้นเกิดการกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง ทำการระเบิดพลีชีพ จำนวน 4 คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 52 ราย และมีผู้บาดเจ็บหลักร้อย โดยการใส่กระเป๋าแบ็กแพ็กคล้ายการระเบิดที่ราชประสงค์ ทาง FBI ของลอนดอนก็ได้ทำการพิสูจน์จนสืบทราบมาว่าเป็นระเบิดเปอร์ออกไซด์ ก็คือตัวเดียวกันกับที่เราพูดถึงกันอยู่" รศ.วีรชัย เล่า
...
หาซื้อง่าย-ทำลายล้างสูง!
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสารทั้งสี่ตัวนี้สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด ตั้งแต่ร้านขายสารเคมีรวมไปถึงร้านขายยาทั่วไป ที่สำคัญหาซื้อง่ายในราคาไม่กี่บาท ไม่ต้องมีใบสั่งซื้อใดๆ ถ้าการตั้งข้อสังเกตของนักเคมีเป็นเรื่องจริง สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ เมื่อสารทั้งสี่ตัวผ่านขั้นตอนทางเคมีจนเป็นกลายระเบิดแสวงเครื่อง ราคาถูกแต่กลับมีอานุภาพทำลายล้างสูง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิดที่กรุงลอนดอน หรือ แม้แต่เหตุนองเลือดกลางแยกราชประสงค์ยังคงทิ้งร่องรอยความสูญเสียที่ยังคงจารึกไว้ในใจคนไทย อย่างไรก็ตาม ภาครัฐคงต้องทบทวนกันแล้วว่า ควรจะมีมาตรการควบคุมหรือป้องกันการสั่งซื้อสารเคมีชนิดดังกล่าวหรือไม่...? นักเคมีชื่อดังของไทยทิ้งคำถามให้ฝ่ายความมั่นคงได้คิด